<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449</id><updated>2012-02-22T04:08:37.553+07:00</updated><category term='Movie Review'/><category term='RRU Study'/><category term='life journey'/><category term='ค่ายธรรมชาติบำบัด'/><category term='งานแห่งชีวิต'/><category term='relationship'/><category term='Dhamma Talk'/><category term='ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว'/><category term='Life Coaching'/><category term='พันแสงรุ้ง'/><category term='เดินทาง'/><category term='Nonviolence'/><category term='Conversation with God'/><category term='ไดอะล็อก'/><category term='inspiration'/><category term='จักรวาลแห่งความมั่งคั่ง'/><category term='วาทะกรรม'/><category term='NVC'/><title type='text'>We are Spiritual Beings</title><subtitle type='html'>Life is an endless journey of becoming.</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>67</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-3502872022178972400</id><published>2012-02-22T03:48:00.002+07:00</published><updated>2012-02-22T04:08:37.655+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='life journey'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='relationship'/><title type='text'>แผลเก่า - โจทย์เก่า -จิตใต้สำนึก</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Oljg8pFQjUU/T0QHoQWQaOI/AAAAAAAAAvY/ze9f8e23_r8/s1600/keep%2Byour%2Bheart%2Bbroken.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 295px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-Oljg8pFQjUU/T0QHoQWQaOI/AAAAAAAAAvY/ze9f8e23_r8/s400/keep%2Byour%2Bheart%2Bbroken.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5711698615577110754" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่แผลเก่า-โจทย์เก่าผุดปรากฎขึ้นในจิตใต้สำนึกผ่านความฝันในยามหลับนั้น มันให้ความรู้สึกเจ็บลึกหนักๆแบบหน่วงๆไม่แพ้รสชาดของแผลสดใหม่เลยทีเดียว (ทำเอากูตื่นตอนตีสอง)  จะต่างกันก็แค่ระดับความฉูดฉาดบาดจิตเท่านั้นที่อาจจะน้อยกว่า แต่ระดับความหน่วงหนักนั้นเหนือชั้นกว่ากันหลายเท่านัก ...ใครบ้างไม่เคยมีแผลเก่า – โจทย์เก่า ที่เก็บฝังไว้ในจิตใต้สำนึก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; บางทีการผุดปรากฎนี้อาจจะกำลังพยายามบอกข้อความอะไรบางอย่างให้แก่เรา  เป็นข้อความที่เราควรรับฟัง  หากว่าเราไม่แตกตื่นหรือกลัวจนเกินไป  ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าข้อความนั้นคืออะไร  แต่มันทำให้ฉันต้องลุกขึ้นมานั่งเขียนถึงเรื่องนี้ตอนตีสอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายครั้งเราอาจจะเข้าใจไปเองว่าแผลนั้นมันได้รับการเยียวยาแล้ว  มันหายไปแล้ว เพราะเราไม่เคยนึกถึงมันอีกเลย แต่ใครจะไปรู้บางทีแผลนั้นยังไม่หายไปไหน  เพียงแค่เราเก็บกดและโปกปูนปิดทับมันไว้ในก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกเท่านั้นเอง การเก็บกดและโปกปูนปิดทับ คือ หนึ่งในกลไกของการป้องกันตัวเอง การเยียวยาตัวเองตามธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนดีพอ  ยังไม่เซียนพอที่จะก้าวข้ามบาดแผลนั้นไปได้อย่างสง่างาม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผลเก่า – โจทย์เก่าของฉันคือเรื่องของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เป็นโจทย์ความรักในครั้งก่อนเก่าเมื่อหลายปีที่ผ่านพ้น แม้ในอดีต(ในช่วงที่พลังชีวิตยังรุ่งโรจน์)จะมีความรักผ่านเข้ามาในชีวิตหลายครั้ง  และแต่ละครั้งก็ได้ฝากร่องรอยประทับไว้บนจิตใจแตกต่างกันไป    แต่มีอยู่สองสามครั้งที่ฝากร่องรอยที่บาดลึกเอาไว้  กับครั้งที่ฝันถึงนี้เป็นหนึ่งในร่องรอยที่เจ็บลึกมาก—ไม่แน่ใจว่ามากที่สุดหรือไม่  (แต่เอาเป็นว่ากูยังไม่ลืมแม้จะคิดไปเองว่าลืมไปแล้ว) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บาดแผลจากความสัมพันธ์เก่าก่อนนี้ยังคงส่งผลมายังความสัมพันธ์ต่างๆในครั้งต่อๆมา (โดยที่ฉันไม่รู้ตัว)  มันทำให้ฉันมักหลงรักหรือหลงชอบคนผิด  คนที่รู้ว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่มีวันจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข  คนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  คนที่ไม่มีวันเป็นจริงได้  เมื่อแรกคบจะมองไม่เห็น  แต่เมื่อรู้จักกันมากเข้า  ฉันจะมีความรู้สึกหวาดหวั่น หวาดระแวงปรากฎขึ้นมาและพัฒนาไปจนถึงขั้นของความหวาดกลัว  และทำให้ฉันเลือกที่จะยุติความสัมพันธ์เหล่านั้นมากกว่าจะอดทนรอคอย เฝ้าดูและเติบโตไปกับมัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการหวาดระแวงจากแผลเก่าที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกนี้  อาจจะส่งผลเชื่อมโยงถึงการเลือกแมวที่เก็บมาเลี้ยง (ของคล้ายกันจะดึงดูดเข้าหากกันโดยธรรมชาติ)  แมวตัวปัจจุบันที่เก็บมา (นังหนูทัมมะ) อดีตคือลูกแมวหลงทางข้างถนน  ที่มีโจทย์เก่าคือฝูงหมาที่ไล่เห่ามันจนมันไปจนมุมอยู่บนกำแพง  จนกระทั่งมีคนได้ยินเสียงและเดินตามไปช่วยมันลงมาจากกำแพง   ฉันไม่รู้ว่าทัมมะผ่านอะไรมาบ้างในชีวิตก่อนที่จะมาเจอกับฉัน  แต่สิ่งที่ส่งผลจากประสบการณ์ในอดีตทำให้ทัมมะเป็นแมวขี้หวาดระแวงตัวหนึ่ง  มันจะไม่ไว้วางใจอะไรง่ายๆ และจะอาละวาดโวยวาย ร้องขู่เสียงดัง เมื่อต้องเจอกับสถานที่ผิดแปลกไปจากเดิม   โดยเฉพาะสิ่งที่มันคิดว่าเป็นการคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นการพาไปหาสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาล (มันร้องลั่นและอาละวาดกัดเขาจนเป็นที่เลื่องลือในบรรดาหมอและผู้ช่วย)  มันไม่ไว้วางใจแมวตัวไหนง่ายๆ  มีระยะห่างกับแมวด้วยกัน  ส่วนกับหมานั้นถ้าเห็นหมาเมื่อไหร่ ทัมมะจะวิ่งหนีขึ้นไปอยู่บนกำแพงเมื่อนั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อดีของการนี้คือ ทำให้มันไม่เสี่ยงกับอาการบาดเจ็บและถูกทำร้ายจากหมาตัวไหน  แต่ข้อเสียคือ บางทีถ้าเจอหมาดีๆที่เป็นมิตรกับแมว  มันก็พลาดโอกาสที่จะได้เป็นเพื่อนกับหมาตัวนั้นไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ลองมองย้อนดู  ปมความสัมพันธ์ต่างๆในชีวิตนั้น อาจจะย้อนไปไกลได้ถึงปมความสัมพันธ์ในวัยเด็กที่มีกับพ่อ  ฉันแปลกใจมากที่พบว่าตัวเองไม่ค่อยรักพ่อ (อย่างน้อยก็รู้สึกว่ารักพ่อน้อยกว่าแม่  -- โชคดีที่ตอนนี้พ่อตายไปแล้ว ก็เลยสารภาพได้โดยไม่ต้องกลัวพ่อเสียใจ) ทั้งที่พ่อรักฉันมากไม่แพ้ลูกคนไหน  แต่ฉันกลับรู้สึกว่าถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะอยู่ใกล้ๆพ่อเท่าใดนัก หากเลือกได้ขออยู่กับแม่ใกล้ๆแม่ดีกว่า  ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับฉัน ตอนไหนยังไง จึงส่งผลให้มีความรู้สึกแบบนี้  อาจเป็นเพราะเวลาโมโห พ่อมักจะโมโหร้ายเสียงดังและตีเจ็บ และมักควบคุมอารมณ์ไม่ได้ งั้นหรือ?  ฉันก็ไม่แน่ใจ  แต่ฉันค้นพบว่าความรักที่มีต่อพ่อได้ปรากฎให้เห็นชัดเจนตอนที่พ่อตายจากไปแล้ว...  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ลองกลับมามองดูความฝันเรื่องแผลเก่า-โจทย์เก่ากันอีกที  ในความฝันนั้น  ฉันเห็นเขาแวะมาเยี่ยมเยียนทำธุระบางอย่างกับเพื่อนเก่า (ซึ่งเป็นเพื่อนๆของฉันด้วย)  ทันทีที่เห็นโจทย์เก่า  ฉันก็หาทางวิ่งหนีสุดชีวิต  มีความรู้สึกรังเกียจ หวาดกลัว-หวาดหวั่นที่จะต้องพบเจอเผชิญหน้าหรือพูดคุยด้วย การวิ่งหนีนั้นส่งผลให้ฝูงหมาในบริเวณนั้น(ในความฝัน) เห่าเสียงดังและไล่ตามมา  ฉันต้องโยนของบางอย่างทิ้งเพื่อดึงความสนใจของฝูงหมา  เขาได้ยินเสียงฝูงหมาก็วิ่งตามมาเอ็ดตะโรดุด่าหมาเหล่านั้นเสียงดัง  (โดยที่ไม่รู้ว่าหมามันตื่นเพราะฉันวิ่งหนีเขา)  ในความฝันใจฉันเต้นแรง  แตกตื่น  ความรู้สึกรังเกียจ ขยะแขยงโจทย์เก่าผุดปรากฎขึ้นมาชัดเจนรุนแรง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่วิ่งหนี ฉันวิ่งผ่านฝูงชนในสนามกีฬา มีผู้ชายหลายคนยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆอยู่รอบๆสนาม  และมีบางคนที่ฉันรู้จัก-แอบสนใจ กำลังนั่งมองฉันอยู่ในขณะที่ฉันวิ่งผ่านไป  น่าเสียดายฉันพลาดโอกาสที่จะได้หยุดแวะคุยกับเขา  เพราะตอนนั้นฉันกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความตื่นกลัว --- วิ่งหนีจนกระทั่งฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกลัว เจ็บ รังเกียจ ขยะแขยงและแตกตื่นนั้นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันยังไม่รู้ว่าความฝันนี้กำลังจะบอกอะไร  แต่มันคงมีข้อความสำคัญบางอย่างที่ต้องใคร่ครวญ เพื่อการค้นพบบางอย่างที่นำมาซึ่งการเยียวยา  -- ตอนนี้ยังไม่เข้าใจจึงขอบันทึกเก็บเอาไว้ก่อน  บางทีในวันข้างหน้าฉันอาจจะค้นพบคำตอบได้เองในที่สุด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-3502872022178972400?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/3502872022178972400/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2012/02/blog-post_22.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3502872022178972400'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3502872022178972400'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2012/02/blog-post_22.html' title='แผลเก่า - โจทย์เก่า -จิตใต้สำนึก'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-Oljg8pFQjUU/T0QHoQWQaOI/AAAAAAAAAvY/ze9f8e23_r8/s72-c/keep%2Byour%2Bheart%2Bbroken.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-8039283413846432446</id><published>2012-02-08T10:04:00.002+07:00</published><updated>2012-02-08T10:13:44.492+07:00</updated><title type='text'>ดัชนีวัดหลักนิติธรรมเมืองไทย</title><content type='html'>เพื่อนส่ง&lt;a href="http://worldjusticeproject.org/sites/default/files/Thailand_CP.pdf"&gt;ดัชนี้ชี้วัด หลักนิติธรรมเมือง&lt;/a&gt;ไทยมาให้ดู  เขาวัดจากหลายๆด้าน หลายๆแง่มุม  มีตัวชี้วัด/ปัจจัยหลักในการดู 8 ปัจจัย&lt;br /&gt;1. ขอบเขตอำนาจของรัฐ &lt;br /&gt;2. การไม่คอรัปชั่น&lt;br /&gt;3. ความมั่นคง / ความปลอดภัย&lt;br /&gt;4. หลักพื้นฐานด้านสิทธิ&lt;br /&gt;5. การเปิดเผยข้อมูล&lt;br /&gt;6. การบังคับใช้กฎหมาย&lt;br /&gt;7. การเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน&lt;br /&gt;8. ประสิทธิภาพในการดำเนินความยุติธรรมในคดีอาญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูแล้วเมืองไทยรั้งอันดับท้ายๆ พอประมาณ ไม่ได้ท้ายที่สุดแต่ก็ดูอาการน่าเป็นห่วง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-8039283413846432446?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/8039283413846432446/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2012/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/8039283413846432446'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/8039283413846432446'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2012/02/blog-post.html' title='ดัชนีวัดหลักนิติธรรมเมืองไทย'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-4506965485151939576</id><published>2011-08-17T12:12:00.002+07:00</published><updated>2011-08-17T12:17:25.893+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='inspiration'/><title type='text'>เจอาร์, รางวัล TED Prize, กับความปราถนาจะพลิกโลกทั้งใบด้วยศิลปะ | Video on TED.com</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.ted.com/talks/lang/tha/jr_s_ted_prize_wish_use_art_to_turn_the_world_inside_out.html#.TktNvxSdTa4.blogger"&gt;เจอาร์, รางวัล TED Prize, กับความปราถนาจะพลิกโลกทั้งใบด้วยศิลปะ | Video on TED.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;!--copy and paste--&gt;&lt;object width="526" height="374"&gt; &lt;param name="movie" value="http://video.ted.com/assets/player/swf/EmbedPlayer.swf"&gt;&lt;/param&gt; &lt;param name="allowFullScreen" value="true" /&gt; &lt;param name="allowScriptAccess" value="always"/&gt; &lt;param name="wmode" value="transparent"&gt;&lt;/param&gt; &lt;param name="bgColor" value="#ffffff"&gt;&lt;/param&gt; &lt;param name="flashvars" value="vu=http://video.ted.com/talk/stream/2011/Blank/JR_2011-320k.mp4&amp;su=http://images.ted.com/images/ted/tedindex/embed-posters/JR-2011.embed_thumbnail.jpg&amp;vw=512&amp;vh=288&amp;ap=0&amp;ti=1085&amp;lang=tha&amp;introDuration=15330&amp;adDuration=4000&amp;postAdDuration=830&amp;adKeys=talk=jr_s_ted_prize_wish_use_art_to_turn_the_world_inside_ou;year=2011;theme=a_taste_of_ted2011;theme=the_creative_spark;theme=ted_prize_winners;event=TED2011;&amp;preAdTag=tconf.ted/embed;tile=1;sz=512x288;" /&gt; &lt;embed src="http://video.ted.com/assets/player/swf/EmbedPlayer.swf" pluginspace="http://www.macromedia.com/go/getflashplayer" type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" bgColor="#ffffff" width="526" height="374" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="always" flashvars="vu=http://video.ted.com/talk/stream/2011/Blank/JR_2011-320k.mp4&amp;su=http://images.ted.com/images/ted/tedindex/embed-posters/JR-2011.embed_thumbnail.jpg&amp;vw=512&amp;vh=288&amp;ap=0&amp;ti=1085&amp;lang=tha&amp;introDuration=15330&amp;adDuration=4000&amp;postAdDuration=830&amp;adKeys=talk=jr_s_ted_prize_wish_use_art_to_turn_the_world_inside_ou;year=2011;theme=a_taste_of_ted2011;theme=the_creative_spark;theme=ted_prize_winners;event=TED2011;&amp;preAdTag=tconf.ted/embed;tile=1;sz=512x288;"&gt;&lt;/embed&gt; &lt;/object&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-4506965485151939576?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/4506965485151939576/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/08/ted-prize-video-on-tedcom_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/4506965485151939576'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/4506965485151939576'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/08/ted-prize-video-on-tedcom_17.html' title='เจอาร์, รางวัล TED Prize, กับความปราถนาจะพลิกโลกทั้งใบด้วยศิลปะ | Video on TED.com'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-6069447657124222722</id><published>2011-07-12T16:09:00.001+07:00</published><updated>2011-07-12T16:14:21.598+07:00</updated><title type='text'>บันทึกประสบการณ์เดินสันติปัตตานี สี่วันแห่งมิตรภาพและการเรียนรู้</title><content type='html'>&lt;p class="MsoNormal" align="center" style="text-align:center"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 21px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" align="center" style="text-align: left;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 21px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;     ฉันได้มีโอกาสไปร่วมเดินสันติปัตตานี ในช่วงวันที่ 24-27 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นระยะที่คณะเดินได้เดินทางไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ในช่วงเวลาเพียง 3-4 วันของการเดินเท้าผ่านชุมชนต่างๆ เลียบเลาะชายฝั่งอ่าวไทยแถบบ่อนอก บ้านกรูด บางสะพานนั้น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ฉันได้รับประสบการณ์และเรื่องราวที่น่าประทับใจหลายหลากเรื่องราวด้วยกัน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" align="center" style="text-align: left;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 21px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;เรื่องประทับใจไม่รู้ลืมเรื่องแรกคือ อาหารเย็นมื้อแรกที่ฉันเดินทางไปถึงยังจุดพักแรมที่โรงเรียนบ่อนอกวิทยา&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;มื้อนั้นเป็นอาหารชาวบ้านทำมาเลี้ยงคณะเดินที่โรงเรียนบ่อนอกวิทยา &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;อาหารพื้นบ้านเรียบง่าย แต่อร่อยอย่าบอกใครเพราะความสดใหม่ของผักปลาที่ชาวบ้านนำมาประกอบอาหาร และฝีมือการปรุงรสแบบบ้านๆที่อร่อยล้ำเลิศ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;โดยเฉพาะปลาทูตัวเล็กๆทอดกรอบจนกินได้ทั้งตัวนั้นอร่อยเป็นที่สุด(ซึ่งหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว)&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;ชาวบ้านที่นี่บอกว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณนี้เป็นหนึ่งในถิ่นที่มีปลาทูเยอะมากที่สุดในอ่าวไทย และปลาทูที่จับได้แถบนี้อร่อยที่สุดในประเทศ (ชาวบ้านเขาว่ากันอย่างนั้น) ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าปลาทูที่นี่อร่อยที่สุดในประเทศหรือเปล่า(เพราะยังไม่เคยตามไปชิมปลาทูที่จับได้ในแถบอื่นๆจนครบทั่วทั้งประเทศ)&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;รู้แต่ว่ามันอร่อยมากๆ สมคำร่ำลือไม่แพ้ที่ไหนๆเลย&lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;หลังจากอาหารมื้ออร่อย เราก็มีวงคุยบอกเล่าสถานการณ์การเดินในช่วงวันที่ผ่านมาและมีการแนะนำตัวสมาชิกใหม่ที่ตามมาสมทบ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;รวมทั้งวางแผนการของกิจกรรมและการเดินในวันถัดไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ละวันจะมีคนผลัดกันขึ้นมาเป็นผู้นำทีมเดิน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ค่ำนั้นเรานอนกันที่โรงเรียน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;บ้างก็นอนในห้องเรียน ผอ.โรงเรียนช่วยเหลือบริการด้านที่พักให้เต็มที่ โดยเปิดห้องผอ.(มีแอร์เย็นๆด้วย)ให้พวกเราเข้าไปปูเสื่อนอนกัน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่บางคนก็อยากจะไปนอนกางมุ้งในห้องเรียนมากกว่า (ผูกหูมุ้งกับโต๊ะเก้าอี้นักเรียนนั่นเอง) ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปจับจองที่เหมาะๆที่อยากจะนอนกันในอาคารเรียนนั่นเอง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เช้าวันถัดมาเรามีการจัดวงสานเสวนาโดยเชิญแกนนำชาวบ้านและตัวแทนภาครัฐมาพูดคุยแลกเปลี่ยนรับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;มีตัวแทนจากศาสนาพุทธและอิสลามมาร่วมสานเสวนาด้วย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งฉันจะไม่ขอเล่าถึงประเด็นในวงสานเสวนาวันนั้น เนื่องจากฉันแอบหนีไปนั่งวาดรูปเล่นกับจ่าจ๊าสาวน้อยวัย 7 ขวบที่มาร่วมเดินด้วยพร้อมกับแม่โอ๋และพ่อพจน์&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ฉันก็เลยไม่ได้อยู่ฟังอย่างตั้งใจและจดจำประเด็นใดๆไม่ได้เลย (ฮา) &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;เช้าวันต่อมา เราพร้อมหน้ากันในเวลาราวๆตีสี่ครึ่ง มีการออกกำลังกายบริหารยามเช้าเล็กน้อยเพื่อสร้างความพร้อมให้ร่างกาย &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;แจกนมแจกขนมให้ทีมเดินเพื่อกินรองท้องก่อนออกเดินทาง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;วันนี้คณะเดินจะใช้ถนนเพชรเกษมเป็นเส้นทางหลัก เมื่อเดินออกมาจากโรงเรียนในตอนเช้ามืดท่ามกลางฝนปรอยๆ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ก่อนจะเข้าสู่ถนนใหญ่เราได้ไปหยุดแวะยังบริเวณศาลาริมทางตรงปากทางแยกใหญ่ซึ่งเป็นจุดที่คุณวัฒน์ เจริญอักษร&lt;/span&gt;&lt;a style="mso-footnote-id:ftn1" href="file:///C:/Users/Public/Documents/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5.docx#_ftn1" name="_ftnref1" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span style="mso-special-character:footnote"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="line-height: 115%; "&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt; ได้เสียชีวิตจากการถูกลอบยิงที่นี่&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;เราหยุดยืนไว้อาลัยครู่ใหญ่ๆให้กับการจากไปของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความอยู่รอดของชาวบ้านบ้านกรูด-บ่อนอก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;จากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อไปอย่างสงบเพื่อมุ่งตรงไปสู่บางสะพาน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;ฉันพบว่าฉันมีความสุขกับการเดินเงียบๆอย่างยิ่ง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เดินไปเรื่อยๆ ละวางความกังวลเกี่ยวกับเรื่องงาน เรื่องเรียนและภาระที่ค้างคาเอาไว้ข้างหลัง &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;เดินโดยไม่ต้องคิดอะไร เดินมองท้องฟ้า ดูต้นไม้ เดินดูลมหายใจกับจังหวะก้าวเดินของตนเอง &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;เดินเพื่อที่จะเดิน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เมื่อมีความคิดใดๆผุดพรายขึ้นมาก็แค่รับรู้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;บางครั้งก็เผลอคิดตามอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อรู้สึกตัวความคิดก็ดับไป &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;สำหรับฉันแล้วการเดินก็คือการภาวนาในอีกรูปแบบหนึ่ง &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;ฉันพบว่าการได้เดินไปด้วยกันกับเพื่อนๆทำให้เรามีพลังใจที่ก้าวเดินต่อไป &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยล้าหรือร้อนขนาดไหน แต่เมื่อหันไปเห็นเพื่อนๆที่กำลังเดินอยู่อย่างไม่ท้อถอย ก็ช่วยให้เราเกิดแรงฮึดที่จะเดินต่อไปด้วยเช่นกัน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพื่อนคนหนึ่งที่ฉันชอบเดินด้วยมากที่สุดคือ นภา สาวน้อยตัวเล็กผอมบางที่เวลาลมพัดมาที ก็แทบจะปลิวไปกับลม &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ยิ่งเวลารถสิบล้อขับสวนมาแต่ละหนนั้น ฉันร่ำๆอยากจะเข้าไปจับแขนนภาเอาไว้ เพราะเกรงว่าน้องจะปลิวไปกับแรงลมของรถสิบล้อ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;นภาเดินเงียบ เดินอึด เดินทน ไม่บ่นไม่เกี่ยงใดๆ และที่สำคัญคือเรามีความเป็นเพื่อนกัน &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;แม้เราจะเดินกันไปในความเงียบ แต่ว่าฉันกับรับรู้ได้ถึงมิตรภาพระหว่างกันในความเงียบนั้น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;เพราะเหตุนี้กระมังจึงทำให้ฉันชอบเดินกับนภา &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;การได้เดินเงียบๆ ไปกับเพื่อนๆ บนเส้นทางที่ทอดยาวไกลเป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการมาร่วมเดินในครั้งนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; " &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;มีอีกเรื่องที่ประทับใจไม่รู้ลืมคือ ในวันที่สามของการเดินนั้น &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ทีมเพื่อนๆที่มาเริ่มต้นเดินพร้อมกันรวมทั้งตัวฉันเริ่มมีอาการเดี้ยงกันไปต่างๆนานา &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ไม่ว่าจะเป็นอาการเท้าระบม มีตุ่มใสๆขึ้นที่เท้า&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ปวดขา ปวดเข่า ฯลฯ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งอาการเหล่านี้จะแสดงออกมาทันทีในตอนที่เราหยุดพัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ถ้าเราเริ่มต้นออกเดินไปสักพักอาการก็จะหายไปหรือทุเลาลง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กระนั้นอาการเดี้ยงเหล่านี้ทำให้ฉันเองก็นึกลังเลใจสงสัยตัวเองอยู่ครามครันว่าวันนี้ฉันจะเดินไหวไหม จะไปถึงจุดหมายไหม แต่พอเห็นเพื่อนๆออกเดิน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ฉันก็กัดฟันบอกตัวเองว่าคนอื่นเขายังเดินไหว เราก็ไหวเหมือนกันสิน่า&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่พอเข้าช่วงบ่ายของวันที่สาม ซึ่งเราเดินผ่านตัวอำเภอที่ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ร่มไม้บังใบที่เคยให้ความร่มรื่นชื่นใจระหว่างการเดินทางก็หายไปเกือบหมด เหลือแต่เสาไฟฟ้าและพื้นผิวซีเมนต์อันร้อนระอุ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ฉันรู้สึกทรมานมาก นับว่าเป็นช่วงการเดินที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่ฉันเจอมาในช่วงสองสามวันนี้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ตอนนั้นรู้ซึ้งเลยว่าต้นไม้มีความสำคัญต่อชีวิตขนาดไหน นาทีนั้นขอแค่ได้เดินผ่านร่มเงาต้นไม้แม้เพียงสักต้นก็รู้สึกเหมือนกันได้ขึ้นสวรรค์กันเลยทีเดียว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                  ฉันมองเห็นรถกระบะที่ใช้ติดตามขบวนขับโฉบผ่านไปผ่านมาค่อยส่งน้ำให้คณะเดินและคอยเก็บตกคนที่เดินไม่ไหวระหว่างทาง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ฉันมองตามตาปริบๆ &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ใจร่ำๆอยากจะกระโดดขึ้นรถไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ยังเห็นเพื่อนที่มาเดินด้วยกันเดินต่อไป ฉันก็เลยเดินต่อ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ตอนนั้นนภากับยุ่น (เพื่อนที่มาร่วมเดินพร้อมกัน) หายไปไหนแล้วไม่รู้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;คาดว่าคงจะอยู่ช่วงท้ายๆขบวน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เดินกันไปสักพัก ก็เห็นรถกระบะคันเก่าขับผ่านมาอีก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่คราวนี้เห็นยุ่นกับนภานั่งส่งยิ้มโบกมือให้กำลังใจอยู่ในรถด้วย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;นาทีที่เห็นเพื่อนที่มาเริ่มต้นเดินพร้อมกันอยู่ในรถคันนั้น &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ใจฉันก็แป้วตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;มองตามตาละห้อย พลางส่งเสียงบ่นงึมงำกับน้องโอ๋เพื่อนร่วมทางว่า “โหย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;มันยังต้องเดินไปอีกไกลไหมเนี่ย เมื่อไหร่จะถึงอ่ะ” แอบคิดในใจว่าอยากนั่งรถไปด้วยจังเลย รู้งี้น่าจะเลือกกระโดดขึ้นรถไปด้วยตั้งแต่แรกก็ดี&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;น้องโอ๋(แม่ของจ่าจ๊า) พูดตอบกลับมาว่า “โถๆๆ ดูใจตัวเองไปนะพี่นะ” ว่าแล้วน้องโอ๋ก็ส่งยิ้มหวานให้แล้วก็เดินต่อไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;ส่วนฉันเมื่อเจอคำตอบนี้ก็ทำเอาจ๋อยและอึ้ง แต่ก็นึกในใจว่า “เออเนอะ จริงด้วย” ว่าแล้วก็กัดฟันเดินต่อไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ในตอนแรกเรื่องนี้ออกจะเป็นประสบการณ์ที่ทุกข์ทรมาน แต่พอเดินไปจนถึงจุดหมายแล้วก็พบว่า &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;เหตุการณ์นี้เป็นประสบการณ์ประทับใจและฮาไม่รู้ลืมจริงๆ ที่สำคัญฉันรู้สึกขอบคุณน้องโอ๋อย่างมากที่แม้จะไม่ได้ให้กำลังใจใดๆ(อย่างชัดเจน) แต่ได้ให้สิ่งที่สำคัญกว่าคือให้การเตือนสติในการเดินแก่ฉันแทน &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;^_^&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;เรื่องราวที่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจมากอีกเรื่องคือ การได้รับฟังเรื่องราวการรวมกลุ่มกันต่อสู้ของชาวบ้านที่นี่&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ฉันนับถือในพลังใจของชาวบ้านกลุ่มเล็กๆที่รวมตัวกันต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของรัฐที่วางแผนมาเบ็ดเสร็จแล้วล่วงหน้าและได้ทุ่มงบประมาณลงมาเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยไม่ได้มีการชี้แจงหรือสอบถามความเห็นใดๆจากชาวบ้านเจ้าของท้องถิ่น &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ฉันไม่ขอวิพากษ์ว่าโครงการนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะถ้ามองจากสายตาของภาครัฐโครงการนี้ย่อมดีแน่ เพราะมันย่อมนำมาซึ่งเม็ดเงินและผลกำไรมหาศาลสู่ภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแง่ของการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากต่างชาติ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่หากมองจากสายตาของชาวบ้านที่เป็นเจ้าของชุมชน เจ้าของถิ่นอาศัย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;โครงการนี้ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การส่งผลกระทบต่ออาชีพการประมงพื้นบ้านของชาวบ้านที่ดำเนินสืบเนื่องกันมายาวนานที่อาจจะสูญหายไป รวมไปถึงการทำลายสายสัมพันธ์ของชุมชนที่อาจจะขาดสะบั้นลงเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;พี่หนิงหนึ่งในแกนนำที่ทำหน้าที่ศึกษาข้อมูลและผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้ากล่าวว่า&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;จริงๆแล้ว ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านการพัฒนา ไม่ได้คัดค้านการมีโรงไฟฟ้า&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านความเจริญ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่เขาคัดค้านการพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนต่างหาก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;หากพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าการพัฒนานั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลต่อผู้คนในชุมชน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ทุกคนก็ยินดีต้อนรับ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;คนนี่ที่เขามีความภาคภูมิใจในถิ่นเกิดและมีความรักความผูกพันต่อบ้านเกิดไม่น้อยไปกว่าที่ใดๆ ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าจังหวัดประจวบฯ มีของดีหลายอย่าง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;นอกจากจะเป็นถิ่นสับปะรดที่ปลูกกันมากแล้ว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ก็ยังมีมะพร้าว ซึ่งชาวบ้านเขาบอกว่ามะพร้าวที่นี่มีรสชาติหวานมันอร่อยที่สุด &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ปลาทูสดๆเนื้อมันๆ(ดังที่ได้เล่าไปแล้ว)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;มีชายทะเลและหาดทรายสวยๆอีกหลายหาดที่ยังคงความเป็นธรรมชาติดั้งเดิมเอาไว้ได้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;(ยังไม่ถูกรุกรานและทำลายจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากนัก) ยังไม่นับไปถึงปลาวาฬบูรด้าที่จะปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งคราวในแถบนี้อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ชาวบ้านเคยเสนอกับทางภาครัฐว่า หากจะเอาโรงไฟฟ้ามาลงที่นี่ขอให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างเช่น พลังงานลมได้ไหม หรือพลังงานอย่างอื่นที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันมาแล้วว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และหากจะนำการพัฒนาลงมาก็ขอให้เป็นการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนจะได้ไหม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เขาไม่ต้องการให้เอาโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาอยู่ที่หลังบ้านเขา&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะมลพิษที่ตามมานั้นคงเกินจะรับไหว และไม่มีหลักประกันใดๆเลยว่าพวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ยกเว้นแต่ว่าบรรดานายทุนจะรวยขึ้น (ดูตัวอย่างกรณีนิคมอุตสาหกรรมที่ระยองที่ยังคงมีปัญหาเรื้อรังมาจนบัดนี้ เป็นต้น)&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้านนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่รายได้หรือตัวเงินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่มันหมายถึงความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล การมีสุขภาพที่ดี การมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในชุมชน การเคารพวิถีชีวิตชุมชน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;สำหรับฉันแล้วปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าจนแล้วจนรอดรัฐไทย(ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนๆ) ก็ยังคงไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนาอย่างแท้จริง &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ด้วยเหตุนี้นโยบายและโครงการพัฒนาของภาครัฐหลายๆโครงการจึงส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเรื้อรังยืดเยื้อยาวนานในที่ต่างๆของประเทศมาจนบัดนี้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และผลกระทบจากโครงการต่างๆเหล่านี้นี่เองที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาที่รัฐบาลวางไว้กับมือในประเทศของตัวเองเพื่อรอวันให้มันระเบิดประทุออกมาทำลายตัวเองในที่สุด&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;พี่หนิงบอกว่ากรณีปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น คือตัวอย่างของระเบิดเวลาที่ได้ระเบิดประทุออกมาเป็นความรุนแรงแล้ว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งจนบัดนี้รัฐไทยก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ส่วนในที่อื่นๆรวมทั้งในจังหวัดประจวบฯนั้น คือระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดออกมา&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ถ้าหากยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถหาทางออกจากความขัดแย้งนั้นได้อย่างสร้างสรรค์&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;และชาวบ้านที่นี่ก็กำลังพยายามส่งเสียงร้องบอกให้รัฐรับรู้และได้ยินมานานหลายปีแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าจนบัดนี้รัฐจะได้ยินเสียงของชาวบ้านบ้างหรือยัง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;ฉันเดินทางจากมาในวันที่สี่ของการไปร่วมเดินที่จังหวัดประจวบฯ (ในช่วงรอยต่อก่อนจะเข้าสู่เขตจังหวัดชุมพร)&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กระนั้นการเดินทางยังคงดำเนินต่อไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้าของคณะเดินที่มุ่งมั่นเดินไปจนถึงปัตตานีเพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจกับการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการเดินทางในการต่อสู้ของชาวบ้านที่บ้านกรูด บ่อนอกและบางสะพานที่ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อปกป้องพิทักษ์บ้านเกิดของตนเอง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะไปสิ้นสุดลงที่ใด&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ฉันเชื่อว่าสิ่งที่เราค้นพบไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพและการเรียนรู้ในระหว่างทางนั้นเองคือบทเรียนล้ำค่าและสำคัญไม่น้อยไปกว่าการบรรลุจุดหมายปลายทางเลย &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt; &lt;/span&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;ปล. เราใช้เวลาเดินเท้าราวสามวันจากบ่อนอกไปจนถึงบางสะพาน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ได้พบพานสิ่งต่างๆมากมายในระหว่างทาง &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;มีรายละเอียดของชีวิต ผู้คนและสถานที่ที่เราแวะพัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ขณะที่นั่งรถกลับมานั้นใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง ทุกอย่างผ่านพ้นสายตาไปอย่างรวดเร็ว &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ในขณะที่นั่งรถกลับมามีความรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ยังไม่รู้ชัดเหมือนกันว่าใจหายเพราะเหตุใด &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:36.0pt"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt; &lt;/span&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" align="right" style="text-align:right;text-indent:36.0pt"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 18px;" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div style="mso-element:footnote-list"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;hr align="left" width="33%"&gt;  &lt;!--[endif]--&gt;  &lt;div style="mso-element:footnote" id="ftn1"&gt;  &lt;p class="MsoFootnoteText"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;a style="mso-footnote-id:ftn1" href="file:///C:/Users/Public/Documents/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5.docx#_ftnref1" name="_ftn1" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="mso-special-character:footnote"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="line-height: 115%; "&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;คุณวัฒน์ เจริญอักษร เป็นหนึ่งในแกนนำชาวบ้านที่ร่วมคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก  การจากไปของเขาเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนให้คนที่ยังอยู่ต่อสู้ต่อไปจนประสบความสำเร็จในการยับยั้งไม่ให้รัฐสร้างโรงไฟฟ้าในบริเวณนี้ &lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-6069447657124222722?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/6069447657124222722/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6069447657124222722'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6069447657124222722'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='บันทึกประสบการณ์เดินสันติปัตตานี สี่วันแห่งมิตรภาพและการเรียนรู้'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-5019900650703048514</id><published>2011-04-14T18:45:00.001+07:00</published><updated>2011-04-14T18:54:18.335+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nonviolence'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='inspiration'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='relationship'/><title type='text'>หน่ออ่อนต้นออมบู</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); line-height: 16px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  &gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;i&gt;จากหนังสือ "ฉันจะเล่าให้คุณฟัง" เขียนโดย ฆอร์เฆ่ บูกาย แปลโดย เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ &lt;/i&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="photo photo_left" style="padding-top: 2px; padding-right: 10px; padding-bottom: 5px; padding-left: 0px; clear: left; float: left; width: 180px; "&gt;&lt;div class="photo_img" style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; "&gt;&lt;img class="img" src="http://photos-e.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/215271_10150155638897404_531692403_6665634_1670141_a.jpg" style="border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; " /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งขนาดเล็กมากจนไม่ปรากฎอยู่ในแผนที่ประเทศ  เล็กมากเสียจนมีจัตุรัสขนาดจิ๋วเพียงแห่งเดียว  และกลางจัตุรัสนั้นก็มีต้นไม้ขึ้นอยู่เพียงต้นเดียว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  &gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; "&gt;อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็รักหมู่บ้าน จัตุรัสและต้นไม้ของพวกเขา  ต้นไม้ที่ว่านี้คือต้นออมบูขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กลางจัตุรัสพอดิบพอดี  นอกจากนี้มันยังเป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวันของชาวบ้านอีกด้วย ทุกเย็นราวๆหนึ่งทุ่มหลังเลิกงานแล้ว  ชาวบ้านทั้งชายและหญิงจะนัดพบกันที่จัตุรัสแห่งนี้  ทุกคนอาบน้ำหวีผมและแต่งตัวสวยหล่อเพื่อจะมาเดินเล่นรอบต้นออมบูสักรอบ - สองรอบ&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวและพ่อแม่ของคนหนุ่มสาวต่างมาพบปะสังสรรค์กันใต้ต้นออมบูนี้   ณ ที่แห่งนั้นมีการเจรจาธุรกิจสำคัญๆ มีการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับหมู่บ้าน  มีการจัดงานแต่งงาน มีพิธีรำลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว  ทุกอย่างดำเนินเช่นนี้มาหลายสิบปี&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;วันหนึ่งสิ่งแปลกประหลาดน่าทึ่งก็เริ่มเกิดขึ้น  กล่าวคือ มีกิ่งไม้เล็กๆสีเขียวแตกออกบริเวณรากด้านข้างของต้นออมบู  ใบน้อยๆทั้งสองของมันชูรับแสงแดด    ต้นออมบูไม่เคยแตกหน่อเลย  ครั้งนี้เป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;หลังจากอารมณ์ตื่นเต้นผ่านพ้นไปมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานเลี้ยงฉลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;แต่คณะผู้จัดงานก็ต้องแปลกประหลาดใจเมื่อรู้ว่ามีชาวบ้านบางคนไม่ได้มาร่วมดื่มฉลอง  เพราะคิดว่าหน่อที่แตกออกจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;หลังจากนั้นไม่กี่วันหน่อที่สองก็โผล่ขึ้น  เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนก็มีกิ่งเล็กๆสีเขียวนับรวมได้กว่ายี่สิบกิ่งแตกออกมาจากรากสีเทาของต้นออมบู&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;แต่แล้วความปีติยินดีของบางคน และความเพิกเฉยของคนบางกลุ่มก็คงอยู่ไม่นาน   วันหนึ่งยามที่เฝ้าจัตุรัสเตือนให้ทุกคนรู้ว่าต้นออมบูเก่าแก่ต้นนี้เริ่มจะมีบางอย่างผิดปกติ  ใบของมันเริ่มเหลือง เหี่ยวเฉาและร่วงหล่นลงง่ายดาย  เปลือกไม้ที่เคยสมบูรณ์กลายสภาพเป็นเปลือกไม้แห้งกรอบ&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;คนยามวินิจฉัยว่า  "ต้นออมบูกำลังป่วย  มันอาจจะใกล้ตายก็ได้"&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;บ่ายวันนั้นเองขณะเดินเล่นในช่วงเย็น ทุกคนเริ่มถกกันถึงเรื่องนี้  บางคนเริ่มจะบอกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของกิ่งเล็กๆ เหล่านั้น  เหตุผลของกลุ่มนี้คือ  ทุกอย่างเป็นปกติดีก่อนที่พวกมันจะโผล่ออกมา &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ฝ่ายกลุ่มพิทักษ์หน่อก็แย้งว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกัน  หน่อที่แตกออกมาเป็นสิ่งรับประกันอนาคต  หากเกิดอะไรขึ้นแก่ต้นออมบูจริงๆ&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ความคิดเห็นแตกต่างนี้เป็นที่มาของการเผชิญหน้ากันของทั้งสอง  คือ กลุ่มที่สนับสนุนต้นออมบู และกลุ่มที่สนับสนุนหน่อ  ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนับวันทั้งสองฝ่ายยิ่งทะเลาะกันหนักขึ้นและห่างเหินกันมากขึ้นทุกทีๆ  ครั้นกลางคืนทั้งหมดก็ตกลงจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมหมู่บ้านวันถัดไป   ทั้งนี้เพื่อทุกคนจะได้ไปสงบสติอารมณ์กันเสียก่อน&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;แต่แล้วก็ไม่มีใครระงับอารมณ์ตนเองได้  เพราะในที่ประชุมวันถัดมา  กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูซึ่งเป็นชื่อที่พวกเข้าตั้งขึ้นชี้แจงว่า  วิธีการแก้ปัญหาคือกลับไปเป็นเหมือนเดิม  หน่อที่เกิดขึ้นกำลังทำให้ต้นออมบูชรานั้นหมดแรงลงเรื่อยๆ  พวกมันทำตัวเหมือนวัชพืช  ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือกำจัดพวกมันเสีย&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ด้านกลุ่มพิทักษ์ชีวิต  ชื่อที่พวกเขาเลือกกันขึ้นมาเอง  ฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะได้คิดหาหนทางแก้ปัญหามาแล้วเช่นกัน   ทางออกของกลุ่มนี้คือ ตัดต้นออมบูทิ้งเพราะมันสิ้นอายุขัยแล้ว  หากปล่อยไว้ก็รังแต่จะแย่งแสงแดด แย่งน้ำหน่อที่เพิ่งแตกออกมาเท่านั้น  ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปกป้องต้นออมบู  เพราะแท้จริง  มันก็มีสภาพไม่ต่างจากต้นไม้ที่ตายแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;หลังจากเถียงกัน ลงท้ายก็จบด้วยการทะเลาะวิวาท ตะโกนด่าทอ เตะต่อยกันชุลมุน  ตำรวจเข้ามาสลายเหตุวิวาทแล้วสั่งให้ทุกคนกลับบ้านไปเสีย&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;คืนนั้นเองกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูประชุมกัน ลงความเห็นว่า สถานการณ์มาถึงจุดวิกฤตแล้ว ทำอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่รับฟังเหตุผล  เห็นทีต้องลงมือจัดการเสียที ว่าแล้วพวกเขาก็คว้ากรรไกร เสียม พลั่ว มุ่งหน้าไปจัดการให้รู้แล้วรู้รอด  คิดว่าเมื่อหน่ออ่อนถูกทำลายสิ้นซากการเจรจาก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย  &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;  พวกเขาเดินมาถึงจัตุรัสด้วยหัวใจพองโต  เมื่อเข้าใกล้ต้นออมบูก็สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสุมฟืนรอบๆต้นไม้  ที่แท้คือกลุ่มพิทักษ์ชีวิตซึ่งกำลังจะจุดไฟเผาต้นออมบูนั่นเอง ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มทะเลาะกันอีกแต่คราวนี้มือของพวกเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง  ความเจ็บปวดและประสงค์จะทำลาย   &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ระหว่างการทะเลาะวิวาทหน่อเล็กหน่อน้อยก็โดนเหยียบย่ำทำลาย  ต้นออมบูก็โดนทำร้ายบริเวณลำต้นและกิ่งด้วย  ลงท้ายคืนนั้นคนกว่ายี่สิบคนจากทั้งสองฝ่ายถูกหามเข้าโรงพยาบาล  บาดเจ็บมากน้อยต่างกันไป&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;เช้าวันรุ่งขึ้นจัตุรัสดูแปลกตาเพราะกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเอารั้วไปล้อมต้นไว้  มีคนสี่คนยืนถืออาวุธเฝ้าอยู่ด้วย  ส่วนกลุ่มพิทักษ์ชีวิตก็ขุดหลุมรอบๆหน่อ เพื่อวางรั้วลวดหนามล้อมเพื่อป้องกันการบุกรุกทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ชาวบ้านอื่นๆก็ย่ำแย่เช่นกัน  แต่ละฝ่ายพยายามนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองและบังคับให้ชาวบ้านเลือกข้าง  ต่างหวังให้ฝ่ายตนมีผู้สนับสนุนมากกว่า  ใครปกป้องต้นออมบู คือศัตรูของกลุ่มพิทักษ์ชีวิต  และใครปกป้องหน่ออ่อนที่แตกออกมาก็ย่อมเกลียดกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเข้าไส้&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ในที่สุดทุกคนตกลงจะนำเรื่องให้ผู้พิพากษาด้านสันติภาพตัดสิน  ซึ่งในเวลานั้นคือบาทหลวงของโบสถ์เล็กๆแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน  ในวันอาทิตย์ถัดไป &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ประชาชนซึ่งถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายโดยมีเชือกมากั้นไว้ต่างด่าทอกันไปมา เสียงตะโกนโหวกเหวกจนไม่มีใครฟังอะไรรู้เรื่อง&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก  ผู้เฒ่าถือไม้เท้าเดินออกมา  สายตาของทั้งสองฝ่ายคอยจับจ้อง ผู้เฒ่าอายุกว่าหนึ่งร้อยปีเป็นผู้ก่อต้ังหมู่บ้านเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่ม  เป็นคนวางผังถนนหนทาง แบ่งที่ดินให้ทุกคน และแน่นอนว่าเป็นคนปลูกต้นออมบูต้นนี้   ทุกคนเคารพท่านผู้เฒ่ามาก ท่านเป็นผู้มีวาจาแหลมคมมาตลอด&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;ผู้เฒ่าบอกปัดแขนที่ยื่นมาช่วยพยุง และค่อยๆเดินขึ้นเวทีอย่างยากลำบาก  ท่านเอ่ยว่า&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;"พวกโง่เอ๊ย"  ท่านพูด  " พวกเจ้าเรียกตัวเองว่ากลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู  กลุ่มพิทักษ์ชีวิต--ผู้พิทักษ์อย่างนั้นรึ  พวกเจ้าปกป้องอะไรไม่ได้หรอก  เพราะพวกเจ้าเพียงมุ่งทำร้ายคนที่คิดแตกต่างเท่านั้น"  &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;"พวกเจ้าไม่รู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง  ผิดทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ"  "ต้นออมบูไม่ใช่หิน  มันเป็นสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้นมันจึงมีวงจรชีวิตของมันเช่นกัน   วงจรนั้นรวมถึงให้กำเนิดชีวิตใหม่เพื่อสืบต่อหน้าที่ของมัน นั่นหมายความว่ามันแตกหน่อ  เพื่อต่อไปหน่อเหล่านั้นจะได้กลายเป็นต้นออมบูต้นใหม่"&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;"แต่หน่อเหล่านั้น พวกโง่เง่าเอ๊ย  มันไม่ใช่แค่หน่อ มันมีชีวิต อยู่เองไม่ได้ดอก  หากต้นออมบูตายไปชีวิตของต้นออมบูจะไม่มีความหมายอะไร  หากให้กำเนิดชีวิตใหม่ไม่ได้" &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;"เตรียมตัวไว้ให้ดีกลุ่มพิทักษ์ชีวิต  หมั่นฝึกซ้อมและเตรียมอาวุธไว้ให้พร้อม   ไม่ช้าก็จะถึงเวลาที่พวกเจ้าจะได้เผาบ้านซึ่งพ่อแม่ของพวกเจ้าอยู่ข้างใน  อีกไม่นานพวกนั้นก็จะเริ่มแก่เฒ่า และจะเริ่มเกะกะขวางทางเดินของพวกเจ้า " &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;"เตรียมตัวไว้ให้ดี กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู  ซ้อมกับหน่อพวกนี้ไปก่อน  พวกเจ้าต้องเตรียมพร้อมที่จะเหยียบย่ำและฆ่าลูกๆของพวกเจ้า  เมื่อพวกนั้นอยากขึ้นมาแทนที่ หรืออยากมีอำนาจเหนือกว่า"&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;"แล้วนี่รึที่พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์  สิ่งเดียวที่พวกเจ้าต้องการคือ ทำลาย  แล้วก็ยังไม่รู้ตัวอีกว่า ทำลายกันไป ทำลายกันมา  พวกเจ้ากำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการปกป้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  คิดกันให้มากสักหน่อย  เหลือเวลาไม่มากนักดอก"&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt; &lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;พอกล่าวจบผู้เฒ่าก็เดินลงจากเวทีช้าๆ ตรงไปที่ประตูท่ามกลางความเงียบของทุกคน-- แล้วก็เดินจากไป... &lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-5019900650703048514?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/5019900650703048514/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5019900650703048514'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5019900650703048514'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='หน่ออ่อนต้นออมบู'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-697622997463694609</id><published>2011-03-15T15:03:00.004+07:00</published><updated>2011-03-15T15:10:41.431+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nonviolence'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='NVC'/><title type='text'></title><content type='html'>&lt;p class="MsoNormal" align="center" style="text-align:center"&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 18pt; line-height: 115%; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;งานอาสาสมัครกับการแก้ปัญหาเชิงสันติวิธี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="line-height: 115%; font-size: 18pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" align="right" style="text-align:right"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" &gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 21px; line-height: 24px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;&lt;span style="mso-tab-count:1"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;&lt;span class="Apple-tab-span" style="white-space:pre"&gt;   &lt;/span&gt;สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ก่อให้เกิดกระบวนการเคลื่อนไหวทางสันติวิธีของกลุ่มต่างๆ จำนวนมาก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;สถาบันวิชาการ ภาครัฐและเอกชน &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายที่เป็นคู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมือง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ทั้งนี้การที่จะขับเคลื่อนงานด้านสันติวิธีได้อย่างมีพลังส่งผลต่อสังคมในวงกว้างนั้นจำเป็นต้องใช้อาสาสมัครที่ใส่ใจปัญหาบ้านเมืองและมีความสนใจหรือมีศรัทธาในพลังของสันติวิธีมาร่วมขบวนการ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่การระดมหาอาสาสมัครที่สนใจการทำงานด้านสันติวิธีนั้นไม่ง่ายนัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะการเคลื่อนไหวงานด้านสันติวิธีในเมืองไทย มีทั้งจุดอ่อน-จุดแข็ง และมีเหตุปัจจัยและตัวแปรแวดล้อมที่เป็นทั้งอุปสรรคและโอกาสต่างๆหลายประการ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;บทความนี้มุ่งนำเสนอภาพรวมของงานอาสาสมัครด้านสันติวิธีในเครือข่ายสันติวิธี &lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;(Nonviolence Network)&lt;span lang="TH"&gt;ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;โดยจะวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ปัจจัยที่เป็นโอกาสและอุปสรรคในการทำงาน รวมทั้งข้อเสนอแนะที่จำเป็นต่อการพัฒนางานอาสาสมัครกับการแก้ปัญหาเชิงสันติวิธีใน &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;&lt;span style="mso-tab-count:1"&gt;                &lt;/span&gt;การเคลื่อนไหวของกลุ่มอาสาสมัครสันติวิธีมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และบทบาทอย่างสำคัญในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองในปี ๒๕๕๓&lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;จากเดิมที่ต่างกลุ่มต่างแยกส่วนกันทำงานไม่มีการเชื่อมประสานกันอย่างเป็นรูปธรรมมากนักในช่วงก่อนหน้านั้น (ปี ๒๕๔๗-๒๕๕๑)&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ในปี ๒๕๕๓ นี้กลุ่มองค์กรภาคเอกชนและสถาบันทางวิชาการได้รวมตัวกันก่อตั้ง เครือข่ายสันติวิธีขึ้น ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;โดยกลุ่มที่รวมตัวกันเหล่านี้ประกอบด้วย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เครือข่ายพุทธิกา&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;นอกจากกลุ่มต่างๆเหล่านี้แล้ว เครือข่ายฯยังมีการเชื่อมประสานการขับเคลื่อนงานกับกลุ่มภาคประชาสังคมอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีในช่วงเวลานั้นด้วย&lt;a href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftn2" name="_ftnref2" title="" style="mso-footnote-id:ftn2"&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="mso-special-character:footnote"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เช่นนี้ช่วยสร้างความเป็นเอกภาพของการทำงานและเพิ่มศักยภาพในการเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีต่อทุกฝ่ายมากขึ้น&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;กลยุทธ์และรูปแบบกิจกรรม&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;เครือข่ายฯได้มีการปรับกลยุทธ์และรูปแบบกิจกรรมซึ่งมีหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มต่างๆมากขึ้น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;กล่าวคือ มีกิจกรรมรณรงค์ต่อสาธารณชน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การจัดแถลงข่าว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและแกนนำผู้ชุมนุม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กิจกรรมสัมมนาทางวิชาการ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กิจกรรมเพื่อนรับฟัง กิจกรรมต่างๆเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ จุดแข็งและข้ออ่อนแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: 'Angsana New', serif; "&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;กิจกรรมรณรงค์ต่อสาธารณชน และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;บิณฑบาตความรุนแรง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;จุดเทียนภาวนา รถไฟฟ้ามหาสติ (สันติไม่รุนแรง)&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ชูป้ายผ้ารณรงค์เรื่องสันติวิธี&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กำแพงสันติภาพ (ศิลปะเพื่อสันติภาพ) เดินเพื่อสันติปฏิบัติการหยุดฆ่า&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ฯลฯ เป็นมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและกระตุ้นความสนใจของสาธารณชนวงกว้างเพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนของมวลชนในการกดดันไม่ให้คู่กรณีใช้ความรุนแรงต่อกัน &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;มีจุดเด่นคือ ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านสันติวิธีมาก่อน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนทั่วไปได้มีโอกาสแสดงจุดยืนและความต้องการสันติภาพของตนให้สังคมได้รับรู้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;สามารถระดมอาสาสมัครและผู้เข้าร่วมได้จำนวนค่อนข้างมาก &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เป็นกิจกรรมไม่มีความเสี่ยงมากนัก เพราะจัดในพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กิจกรรมประเภทนี้สามารถช่วงชิงพื้นที่สื่อได้ดี &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;สื่อกระแสหลักให้ความสนใจค่อนข้างมากทำให้ประเด็นเรื่องสันติวิธีเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ข้ออ่อนคือสามารถสื่อสารหรือแตะเรื่องความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีได้ในระดับผิวเผิน ไม่สามารถสร้างความเข้าใจในระดับลึกต่อสังคมเกี่ยวกับสันติวิธีได้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;มีบางเสียงสะท้อนกล่าวว่ากิจกรรมทำนองนี้เป็นเพียงสีสันสร้างบรรยากาศให้ผู้คนสนใจตื่นตัว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างจริงจัง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt; line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;กิจกรรมการจัดแถลงข่าว และยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและแกนนำผู้ชุมนุม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงจุดยืนและแนวทางของสันติวิธีต่อคู่ขัดแย้งและต่อสังคม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพื่อโน้มน้าวให้คู่ขัดแต่ละฝ่ายแย้งเลือกใช้สันติวิธีในการจัดการกับความขัดแย้ง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;นำเสนอวิธีการแก้ปัญหาและสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยสันติวิธีต่อทุกฝ่าย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการชุมนุมโดยสันติ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;หรือแนวทางการจัดการกับผู้ชุมนุมโดยสันติ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การเสนอให้หยุดยิง&lt;a style="mso-footnote-id: ftn1" href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftn1" name="_ftnref1" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="mso-special-character:footnote"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%; font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;;mso-fareast-font-family:Calibri;mso-ansi-language: EN-US;mso-fareast-language:EN-US;mso-bidi-language:TH"&gt;[2]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; ข้อเด่นของกิจกรรมเหล่านี้คือ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;สามารถนำเสนอแนวทางออกด้วยสันติวิธีต่อคู่ขัดแย้งและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอทั้งทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการแก้ไขปัญหาระยะยาว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ทีมงานมีการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ข้ออ่อนคือกิจกรรมประเภทนี้มักไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อมากนัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และ การคิดและร่างข้อเสนอได้จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเชิงลึกและเชิงกว้าง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งอาสาสมัครที่จะทำหน้าที่นี้ได้มีไม่มากนัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;การจัดแถลงข่าวหรือจดหมายเปิดผนึกที่ยื่นเสนอไปนั้นไม่มีหลักรับประกันใดๆ ว่าจะได้รับความร่วมมือหรือการตอบรับในทางที่ดีจากคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่าย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt; line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;กิจกรรมประชุมเสวนาทางวิชาการ เช่น เสวนาแผนที่ทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งการเมืองไทย &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;จัดขึ้นเพื่อระดมความเห็นจากนักวิชาการ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;นักกิจกรรมทางสังคมและผู้ที่สนใจการคิดวิเคราะห์หาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้ง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ข้อดีของกิจกรรมประเภทนี้คือ การเปิดพื้นที่เพื่อระดมความเห็นที่หลากหลายบนฐานทางวิชาการและแนวทางแก้ไขที่อาจจะเป็นไปได้ต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ข้อมูลที่ได้รับสามารถนำไปพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการ ข้อเสนอเชิงนโยบายหรือแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาวได้ต่อไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ข้ออ่อนคือ มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมไม่มากนัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;สื่อกระแสหลักไม่ค่อยให้ความสนใจทำข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมประเภทนี้มากนัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ทำให้ประเด็นหรือข้อมูลที่ได้จากเวทีเสวนาไม่ได้รับการเผยแพร่หรือสื่อสารออกไปยังสังคมวงกว้าง &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสันติวิธีที่ท้าทายที่สุดและเพิ่งจะริเริ่มให้มีขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้&lt;a style="mso-footnote-id:ftn2" href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftn2" name="_ftnref2" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="mso-special-character:footnote"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%; font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;;mso-fareast-font-family:Calibri;mso-ansi-language: EN-US;mso-fareast-language:EN-US;mso-bidi-language:TH"&gt;[3]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน คือ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การจัดให้มีอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง (ประมาณ ๘-๑๐ คน) เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่การชุมนุม และการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมโดยอาสาสมัครจะกระจายตัวอยู่เป็นคู่ๆตามจุดต่างๆของพื้นที่ชุมนุม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;และในระหว่างการสังเกตการณ์นั้น อาสาสมัครแต่ละทีมจะติดต่อสื่อสารกับทีมอาสาสมัครคนอื่นๆในพื้นที่เป็นระยะๆ และจะการรายงานสถานการณ์กลับมายังสำนักงานกลางของเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ในกรณีที่สันติอาสาสักขีพยานพบเห็นพฤติกรรมของผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;อาสาสมัครจะทำหน้าที่สื่อสารแจ้งข่าวไปยังหน่วยรักษาความปลอดภัยหรือแกนนำของผู้ชุมนุมเพื่อให้จัดการระงับเหตุหรือเข้ามาตรวจสอบ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;&lt;/span&gt;นอกจากนี้อาสาสมัครเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นสักขีพยาน ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงหรือเมื่อเกิดเหตุปะทะกัน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;และรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะในฐานะของฝ่ายที่สามหรือฝ่ายที่เป็นกลาง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;งานสันติอาสาสักขีพยานนี้ พัฒนามาจากหลักการพื้นฐานในทางทฤษฏีจิตวิทยาสันติภาพที่ว่า&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การปรากฏตัวหรือการแสดงตนเป็นสักขีพยานของฝ่ายที่สามหรือฝ่ายที่เป็นกลางในสถานการณ์ความขัดแย้งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความรุนแรง หรือการปะทะกันของคู่ขัดแย้งได้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะคู่กรณีแต่ละฝ่ายจะมีความระมัดระวังมากขึ้นในการเคลื่อนไหวและการใช้ความรุนแรงอันอาจจะทำให้ตนสูญเสียความชอบธรรมในการต่อสู้ด้วยสันติวิธีได้ (ดังที่แต่ละฝ่ายประกาศตนว่าต่างก็ใช้แนวทางสันติวิธีในการต่อสู้) ข้อดีของการมีสันติอาสาสักขีพยานคือ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;นอกจากจะทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์และช่วยสื่อสารแจ้งข่าวเพื่อระงับเหตุหรือความเสี่ยงที่อาจจะนำไปสู่การปะทะกันภายในที่ชุมนุมแล้ว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ยังช่วยในเรื่องของการให้ข้อมูลการเกิดเหตุในสถานการณ์ความขัดแย้งโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่อสาธารณชนได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;นอกจากนี้งานของสันติอาสาสักขีพยานยังช่วยให้การขับเคลื่อนงานด้านสันติวิธีในส่วนอื่นๆ มีความหนักแน่นขึ้นเพราะมีข้อมูลจากการเฝ้าสังเกตการณ์ภายในพื้นที่ความขัดแย้งจริง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และยังทำให้งานอาสาสมัครด้านสันติวิธีมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นในการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อคลี่คลายปัญหาความรุนแรง &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;อย่างไรก็ตามกิจกรรมนี้มีความเสี่ยงสูง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะอาสาสมัครอาจจะเผชิญกับเหตุความรุนแรงในที่ชุมนุมโดยไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;อาสาสมัครต้องมีทักษะในการรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นอ่านสัญญาณเตือนภัย &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การมีความรู้เกี่ยวกับอานุภาพของอาวุธสงครามชนิดต่างๆ เพื่อการป้องกันตัว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;อาสาสมัครต้องมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และมีทักษะในการทำงานเป็นทีม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การรับฟัง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การวิเคราะห์คัดกรองข้อมูลและการสื่อสารเพื่อลดเหตุปัจจัยที่อาจจะนำไปสู่การขยายตัวของความรุนแรง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะการทำหน้าที่สักขีพยานโดยขาดทักษะอาจจะนำไปสู่การขยายตัวของความรุนแรงได้โดยไม่เจตนา &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;กล่าวคือแทนที่อาสาสมัครจะเป็นผู้ช่วยลดความรุนแรง อาจจะกลายเป็นตัวป่วน&lt;/span&gt; (Peace spoiler)&lt;span lang="TH"&gt; ก่อให้เกิดความรุนแรงได้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;และด้วยเหตุที่มีความเสี่ยงสูงนี่เองจึงทำให้การพิจารณารับอาสาสมัครเพื่อมาทำหน้าที่นี้ต้องมีความรอบคอบระมัดระวัง และจำกัดไว้เฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์ในงานด้านสันติวิธี หรือมีทักษะมากพอเท่านั้น ทำให้มีจำนวนอาสาสมัครมีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอต่อสถานการณ์&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;และเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งดำเนินไปจนถึงจุดที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ และไม่สามารถหาทางป้องกันหรือหาผู้ก่อเหตุได้ (เช่น กรณีเหตุระเบิด &lt;/span&gt;M79&lt;span lang="TH"&gt; ที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง หรือกรณีการลอบยิงโดยมือปืนจากระยะไกล)&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เครือข่ายฯ จึงตัดสินใจระงับการลงพื้นที่ของสันติอาสาสักขีพยานอย่างเป็นทางการเนื่องจากต้องการรักษาชีวิตและความปลอดภัยของอาสาสมัคร&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;กิจกรรมเพื่อนรับฟัง&lt;a style="mso-footnote-id:ftn3" href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftn3" name="_ftnref3" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="mso-special-character:footnote"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%; font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;;mso-fareast-font-family:Calibri;mso-ansi-language: EN-US;mso-fareast-language:EN-US;mso-bidi-language:TH"&gt;[4]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;กิจกรรมนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีเหตุปะทะกันที่บริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ โดยอาสาสมัครจะเดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บทุกฝ่ายที่โรงพยาบาล เพื่อไปรับฟังเรื่องราว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ความทุกข์&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ความรู้สึกและความต้องการของผู้บาดเจ็บแต่ละฝ่าย โดยอาสาสมัครจะใช้ทักษะของการสื่อสารด้วยรักและกรุณา คือ การฟังและการสะท้อนให้ความเข้าใจด้วยการละวางคำตัดสินที่มีและที่ได้ยิน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพื่อมุ่งค้นหาและทำความเข้าใจความต้องการและคุณค่าร่วมของมนุษย์ &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;เป้าหมายของการรับฟังเช่นนี้เป็นไปเพื่อการเยียวยาจิตใจของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในเบื้องต้น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;เพื่อให้อาสาสมัครได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในตัวคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และในกรณีที่ผู้ได้รับบาดเจ็บยินยอมให้นำเรื่องราวไปเผยแพร่ต่อได้บนเว็บไซต์ของเครือข่ายฯ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ทีมอาสาสมัครจะเขียนสรุปประเด็นการพูดคุยโดยจะเน้นที่เนื้อหาที่สะท้อนถึงคุณค่าและความต้องการร่วมของมนุษย์ &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;เพื่อให้คนในสังคมที่อาจจะมีอคติหรือการตัดสินต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับรู้และละวางอคติหรือเสียงตัดสินต่างๆลง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวของอีกฝ่ายมากขึ้น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;&lt;/span&gt;กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่าหากสังคมไทยมีการเปิดพื้นที่รับฟังซึ่งกันและกันโดยปราศจากอคติหรือการตัดสินไว้ก่อน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;จะทำให้เราเห็นหัวใจของความเป็นมนุษย์ในกันและกัน (แม้จะเป็นฝ่ายที่ขัดแย้งกันก็ตาม) และจะนำไปสู่การสร้างพื้นที่ของการสื่อสารเพื่อหาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งได้ในที่สุด&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;และแม้การชุมนุมจะสิ้นสุดลงแล้วกิจกรรมนี้ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบของโครงการเพื่อนรับฟัง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;โดยจะมีอาสาสมัครเพื่อนรับฟังที่เดินทางเข้าไปในชุมชนต่างๆที่อยู่ใกล้กับพื้นที่การชุมนุมและจุดเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพื่อรับฟังผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;ข้อเด่นของกิจกรรมเพื่อนรับฟังคือ เป็นการเปิดพื้นที่การสื่อสารด้วยความกรุณาเพื่อสร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มีต่อคู่ขัดแย้ง &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เป็นการเยียวยาในเบื้องต้นผ่านเครื่องมือง่ายๆคือการรับฟัง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;อาสาสมัครได้พัฒนาทักษะของการสื่อสารและการรับฟังและได้ทำความเข้าใจสถานการณ์จากมุมมองที่หลากหลายของผู้ที่ได้รับผลกระทบ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ข้ออ่อนคือ ลำพังการรับฟังเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถแตะลงไปถึงปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมได้มากนัก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;และกิจกรรมนี้เป็นปฏิบัติการรับฟังในระดับปัจเจก คือ การฟังแบบตัวต่อตัว ทำให้ขยายผลหรือส่งผลต่อความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมวงกว้างได้ยาก&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;อาจจะต้องใช้เครื่องมือชนิดอื่นๆมาพัฒนาต่อยอดจากการรับฟัง เพื่อให้เกิดผลในการแปลงเปลี่ยนความสัมพันธ์ของคนในสังคมในวงกว้างต่อไป&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;ตัวอย่างกิจกรรมที่ยกมาทั้งหมดเป็นกิจกรรมหลักๆที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ปฏิบัติการจริง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;นอกเหนือจากนี้ยังมีกิจกรรมการฝึกอบรม &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;การประกาศเขตอภัยทาน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;(Safe zone) &lt;span lang="TH"&gt;การเป็นคนกลางแบบเงียบ (&lt;/span&gt;quiet mediator) &lt;span lang="TH"&gt;กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายทางสังคม &lt;/span&gt;(Facebook, Twitter)&lt;span lang="TH"&gt; การพัฒนาเว็บไซต์สันติวิธี การติดต่อประสานงานกับสื่อกระแสหลักต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ เป็นช่องทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และระดมอาสาสมัคร ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานสันติวิธีด้วยเช่นกันแต่จะไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียดในบทความนี้ &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:115%; font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;แนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;แนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีนั้น อาจจะมีได้ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%; font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:.75in;text-indent:-.25in;mso-list:l0 level1 lfo1"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; mso-fareast-font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-list:Ignore"&gt;๑.&lt;span style="font:7.0pt &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;"&gt;      &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;พัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านสันติวิธีให้แก่อาสาสมัครในเรื่องที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งและการลงพื้นที่ปฏิบัติการ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจเรื่องโครงสร้างสังคม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การวิเคราะห์ความขัดแย้ง ความรุนแรง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การวิเคราะห์สถานการณ์&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การหลบภัยในพื้นที่ที่มีการปะทะกัน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;การอ่านสัญญาณเตือนภัย ฯลฯ &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:.75in;text-indent:-.25in;mso-list:l0 level1 lfo1"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; mso-fareast-font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-list:Ignore"&gt;๒.&lt;span style="font:7.0pt &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;"&gt;    &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;มีการขยายผลเพิ่มจำนวนของอาสาสมัครผ่านการรับสมัครหรือการอบรม&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;มีการติดตามผลการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;มีกลุ่มในการดูแลเยียวยาและมีระบบพี่เลี้ยงให้แก่อาสาสมัคร&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;มีระบบฐานข้อมูลของอาสาสมัครที่เป็นปัจจุบันและพร้อมใช้งาน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:.75in;text-indent:-.25in;mso-list:l0 level1 lfo1"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;; mso-fareast-font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-list:Ignore"&gt;๓.&lt;span style="font:7.0pt &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;"&gt;     &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;มีการวางแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาว เพื่อพัฒนางานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีให้มีทิศทางที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งอาจจะขยายผลไปสู่การทำงานกับความขัดแย้งในระดับโครงสร้างหรือระดับวัฒนธรรมต่อไปได้ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;โดยสรุปแล้วงานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ส่วนใหญ่เป็นงานอาสาสมัครเพื่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ เป็นไปเพื่อระงับเหตุความรุนแรง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ลดความเสี่ยงในการใช้ความรุนแรงต่อกันของคู่กรณี&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;รวมทั้งการใช้ความรุนแรงของคนทั่วไปในสังคมที่ไม่สามารถอดทนต่อภาวะตึงเครียดของความขัดแย้งได้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;ยังไม่ใช่งานอาสาสมัครที่มุ่งจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมในระยะยาว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือและความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;&lt;/span&gt;นอกจากนี้อาสาสมัครที่เข้ามาทำงานด้านสันติวิธี&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;โดยส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครเฉพาะกิจ คือจะรวมตัวกันทันทีที่มีความขัดแย้งที่เสี่ยงต่อความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมือง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่เมื่อเหตุการณ์สงบก็จะแยกย้ายกันไปทำภารกิจของตน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ทำให้ขาดการเชื่อมต่องานหรือการร่วมกันพัฒนางานในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ในอีกแง่หนึ่งงานอาสาสมัครที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเป็นงานเฉพาะกิจ&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ก็นับเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้การใช้เครื่องมือและทักษะต่างๆของสันติวิธีในสถานการณ์จริง&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;ผ่านการลองผิดลองถูกเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และทักษะเรื่อยมา&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพื่อสามารถให้นำไปใช้ในการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งทางสังคมได้ต่อไป&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-indent:.5in"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;line-height:115%;font-family:&amp;quot;Angsana New&amp;quot;,&amp;quot;serif&amp;quot;"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;แม้งานอาสาสมัครกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีในสังคมไทยในปัจจุบัน&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;   &lt;/span&gt;อาจจะยังไม่เห็นผลของการคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนนักในตอนนี้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;    &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;เพราะแท้จริงแล้วงานด้านสันติวิธีเป็น การทำงานกับความคิดของคนในสังคม &lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;จึงอาจจะต้องใช้เวลายาวนานร่วมทศวรรษกว่าเราจะเห็นการผลิดอกออกผลของการลงแรงทำงานหว่านเมล็ดพันธุ์ในเรื่องนี้&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;แต่ก็ขอให้เรามีความหวังอยู่เสมอว่าในที่สุดแล้วสังคมจะเรียนรู้ว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt;  &lt;/span&gt;และการเลือกใช้สันติวิธีอย่างแท้จริงจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนกว่า &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div style="mso-element:footnote-list"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;br /&gt; &lt;hr align="left" size="1" width="33%"&gt;  &lt;!--[endif]--&gt;  &lt;div style="mso-element:footnote" id="ftn1"&gt;  &lt;p class="MsoFootnoteText"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div style="mso-element:footnote-list"&gt;&lt;!--[if !supportFootnotes]--&gt;&lt;br /&gt; &lt;hr align="left" size="1" width="33%"&gt;  &lt;!--[endif]--&gt;  &lt;div id="ftn1" style="mso-element:footnote"&gt;  &lt;p class="MsoFootnoteText"&gt;&lt;a href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftnref2" name="_ftn2" title="" style="mso-footnote-id:ftn2"&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt; "&gt;&lt;span style="mso-special-character:footnote"&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="line-height: 115%; font-size: 16pt; font-family: Calibri, sans-serif; "&gt;[1]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;span lang="TH" style="font-size: 12.5pt; font-family: 'Cordia New', sans-serif; "&gt;จดหมายเปิดผนึกถึงภาคสื่อโทรทัศน์ที่เครือข่ายสันติวิธีร่วมเป็น ๑๖ องค์กรภาคประชาสังคม ยื่นในวันที่ &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;span style="mso-spacerun:yes"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 12.5pt; font-family: 'Cordia New', sans-serif; "&gt;๒๐ เมษายน ๒๕๕๓ และ เครือข่ายสันติวิธีกับองค์กรภาคประชาสังคมลงนามข้อเสนอต่อรัฐบาลและนปช.เพื่อถอดสลักความรุนแรง วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://nonviolencenetwork.com/taxonomy/term/1"&gt;http://nonviolencenetwork.com/taxonomy/term/1&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="mso-element:footnote" id="ftn2"&gt;&lt;p class="MsoFootnoteText"&gt;&lt;a href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftnref1" name="_ftn1" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt; "&gt;&lt;span&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt; line-height: 24px; font-family: Calibri, sans-serif; "&gt;[2]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;span lang="TH" style="font-size: 12.5pt; font-family: 'Cordia New', sans-serif; "&gt;ดูข้อมูลของแถลงการณ์ต่างๆเพิ่มเติมได้ที่ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://nonviolencenetwork.com/taxonomy/term/1"&gt;http://nonviolencenetwork.com/taxonomy/term/1&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoFootnoteText"&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&lt;div id="ftn2"&gt;&lt;p class="MsoFootnoteText"&gt;&lt;a href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftnref2" name="_ftn2" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt; "&gt;&lt;span&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt; line-height: 24px; font-family: Calibri, sans-serif; "&gt;[3]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;span lang="TH" style="font-size: 12.5pt; font-family: 'Cordia New', sans-serif; "&gt;กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;เกิดขึ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในรูปแบบของโครงการสันติอาสาสักขีพยานที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ &lt;span&gt; &lt;/span&gt;โดยมีกลุ่มนักศึกษาและเยาวชนพุทธมุสลิมเข้าร่วมโครงการดังกล่าว&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;div id="ftn3"&gt;&lt;p class="MsoFootnoteText"&gt;&lt;a href="file:///L:/My%20Articles/nonviolence%20volunteers.doc#_ftnref3" name="_ftn3" title=""&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt; "&gt;&lt;span&gt;&lt;span class="MsoFootnoteReference"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt; line-height: 24px; font-family: Calibri, sans-serif; "&gt;[4]&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;span lang="TH" style="font-size: 12.5pt; font-family: 'Cordia New', sans-serif; "&gt;กิจกรรมเพื่อนรับฟังเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๑ ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่ทำหน้าที่เข้าไปรับฟังความรู้สึก ความต้องการ ความทุกข์-สุข ของประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมในพื้นที่การชุมนุมทั้งฝ่ายพธม.และนปช.&lt;span&gt;  &lt;/span&gt;เป็นการรับฟังเพื่อการเยียวยา รวมทั้งช่วยให้อาสาสมัครได้เข้าใจผู้มาร่วมชุมนุมของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น โดยหวังว่าผลของการรับฟังนี้จะช่วยสร้างพื้นที่ของการมองเห็นความเป็นมนุษย์ระหว่างกันมากขึ้น &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;&lt;span lang="TH" style="font-size: 12.5pt; font-family: 'Cordia New', sans-serif; "&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-697622997463694609?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/697622997463694609/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/03/1-nonviolence-network.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/697622997463694609'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/697622997463694609'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2011/03/1-nonviolence-network.html' title=''/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-1446742569180048218</id><published>2010-12-21T20:31:00.000+07:00</published><updated>2010-12-21T20:31:13.427+07:00</updated><title type='text'>RSA Animate - Drive: The surprising truth about what motivates us</title><content type='html'>&lt;iframe width="480" height="295" src="http://www.youtube.com/embed/u6XAPnuFjJc?fs=1" frameborder="0"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-1446742569180048218?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/1446742569180048218/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/rsa-animate-drive-surprising-truth.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/1446742569180048218'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/1446742569180048218'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/rsa-animate-drive-surprising-truth.html' title='RSA Animate - Drive: The surprising truth about what motivates us'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://img.youtube.com/vi/u6XAPnuFjJc/default.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-3391240619845990750</id><published>2010-12-21T20:24:00.000+07:00</published><updated>2010-12-21T20:24:44.167+07:00</updated><title type='text'>http://www.ted.com/talks/lang/tha/dan_gilbert_asks_why_are_we_happy.html</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.ted.com/talks/lang/tha/dan_gilbert_asks_why_are_we_happy.html"&gt;http://www.ted.com/talks/lang/tha/dan_gilbert_asks_why_are_we_happy.html&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-3391240619845990750?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='related' href='http://www.ted.com/talks/lang/tha/dan_gilbert_asks_why_are_we_happy.html' title='http://www.ted.com/talks/lang/tha/dan_gilbert_asks_why_are_we_happy.html'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/3391240619845990750/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/httpwwwtedcomtalkslangthadangilbertasks.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3391240619845990750'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3391240619845990750'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/httpwwwtedcomtalkslangthadangilbertasks.html' title='http://www.ted.com/talks/lang/tha/dan_gilbert_asks_why_are_we_happy.html'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-7948897169062029616</id><published>2010-12-03T22:44:00.003+07:00</published><updated>2010-12-03T22:52:56.074+07:00</updated><title type='text'>สันติสงสัย: All in the Cause of Duty เรื่องเล่าของนิโคลัส เบนเน็ต</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="line-height: 16px; "&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;วงสันติสงสัยวันนี้ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ ถึงรอบที่ อ.โคทม มาบอกเล่าพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือที่อาจารย์ได้อ่านมาหรือเล่มที่กำลังอ่านอยู่ในตอนนี้  อาจารย์เลือกจะคุยถึงหนังสือเรื่อง &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;All in the Cause of Duty&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; ของนิโคลัส เบนเน็ต ซึ่งเป็นหนังสือที่อาจารย์กำลังตั้งอกตั้งใจแปลอยู่ เนื่องในวาระที่คุณนิโคลัส ซึ่งเป็นทั้งครูและเป็นกัลยาณมิตรในการทำงานด้านสันติวิธีได้ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;All in the Cause of Duty &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;เล่มนี้ อ.โคทมได้แปลชื่อหนังสือเป็นภาษาไทยว่า&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;"ทั้งหมดทำไปในหน้าที่"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; เป็นหนังสือที่นิโคลัสเขียนบอกเล่าประสบการณ์ในการทำงานอันยาวนานกว่า ๔๐ ปีของเขาในประเทศต่างๆ  มีทั้งเรื่องเล่าที่สนุกน่าตื่นตาตื่นใจ น่าทึ่งและบางเรื่องก็น่าเศร้าใจรวบรวมเอาไว้   เราไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เมื่อได้ฟังจากเรื่องราวที่อาจารย์คัดสรรเอามาเล่าให้ฟังในบางเรื่องนั้นก็ทำให้รู้สึกทึ่งมากๆ ทึ่งที่ได้เห็นว่าในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งนั้นสามารถอุทิศตนทำงานเพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์ได้มากขนาดนี้    ทึ่งที่เขาค้นพบเส้นทางชีวิตของตนเองตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;นิโคลัสได้ตัดสินใจออกเดินทางท่องทวีปอาฟริกาเพียงลำพังในวัย ๑๗ ปี เพื่อค้นหาว่าเขาต้องการจะทำอะไรต่อไป  หลังจากการท่องไปทั่วอาฟริกาในครั้งนั้น เขาได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาเรียนต่อในสาขาเศรษฐศาสตร์และการพัฒนา (ใช่ไหมหว่า? จำไม่ค่อยได้แล้ว ต้องเช็คข้อมูลอีกที แต่เอาเป็นว่าเป็นสาขาที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการพัฒนาด้วย)  และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการพัฒนา ตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี โดยเขาได้เข้าทำงานกับสหประชาชาติและต่อมากับธนาคารโลก ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา  แต่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มักไปอยู่รวมกับชาวบ้านในหมู่บ้านมากกว่าจะอยู่ที่สำนักงาน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;นิโคลัสได้เดินทางไปยังประเทศโลกที่สามต่างๆเกือบทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทยด้วย เขาเป็นกัลยาณมิตรกับ อ.สุลักษณ์  และยังเป็นทั้งครูและกัลยาณมิตรของนักคิดนักเขียนและนักสันติวิธีหลายๆท่านในเมืองไทย -- โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกิจกรรมเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีในยุค ๑๔ ตุลา และ ๖ ตุลา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;นิโคลัส เบนเน็ตเป็นนักการศึกษา นักเศรษฐศาสตร์และนักพัฒนา (และแน่นอนเป็นนักสันติวิธีด้วย) แต่ประเด็นที่เขามักให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆในการทำงานคือ การศึกษา (อาจจะเรียกว่าเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต- การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงก็คงจะได้) &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="photo photo_none" style="padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; clear: both; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;div class="photo_img" style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;img class="img" src="http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs1207.snc4/155938_468264987403_531692403_5682464_7920115_n.jpg" style="border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;มีเรื่องเล่าที่จำได้และชอบคือ  เรื่อง &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;"คุณอยากจะกินขี้ไหม?&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;"&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;เป็นเรื่องเล่าตอนที่นิโคลัสเดินทางไปรณรงค์และพัฒนาเรื่องสุขอนามัยและสาธารณสุขในหมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง (จำไม่ได้ว่าประเทศไหน)   เขาเล่าว่าขณะเดินทางข้ามภูเขารอนแรมไปยังหมู่บ้านนั้น สิ่งที่เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้วคือ กลิ่นอันอบอวลของอุจจาระที่โชยมา เพราะคนชนบทในยุคนั้นนิยมปลดทุกข์ด้วยการ "ไปทุ่ง"  ไม่มีการสร้างส้วมใดๆให้เสียเวลา  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;สิ่งที่นิโคลัสทำเมื่อไปถึงหมู่บ้าน (หลังจากได้ใช้เวลาทำความรู้จักทักทายและคุ้นเคยกันกับชาวบ้านพอประมาณแล้ว)    คือ เขาเรียกชาวบ้านให้มารวมตัวกัน   จากนั้นเขาเอาข้าวคลุกน้ำตาลมาวางไว้  แล้วก็เอาผงสีแดงไปโรยไว้บนกองอุจจาระแถวๆนั้น  แล้วก็ให้ชาวบ้านช่วยกันสังเกตสีของข้าวในจานที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีชมพู  หลังจากที่มีแมลงวันบินมาตอม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;นิโคลัสถามว่า&lt;/b&gt;   ทำไมข้าวจึงเปลี่ยนเป็น&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;สีชมพู&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;ได้  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;ชาวบ้านตอบว่า&lt;/b&gt; เพราะแมลงวันที่บินมาตอมเอาผงสีบนกองอุจจาระติดมาด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;เขาถามต่อว่า&lt;/b&gt;  แล้วสิ่งที่ติดแมลงวันมามันมีแต่ผงสีเท่านั้นหรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;ชาวบ้านตอบว่า&lt;/b&gt;  เปล่า  มันต้องมีอุจจาระติดมาด้วยแน่ๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;เขาถามว่า&lt;/b&gt;     ถ้าเช่นนั้นพวกคุณอยากจะกินอุจจาระที่ติดมาอยู่บนข้าวจานนี้ด้วยไหม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;ทุกคนพร้อมใจกับตอบว่&lt;/b&gt;า  ไม่อยากกิน  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;และแล้ววงคุยในการหาทางแก้ปัญหาข้อนี้  คือการป้องกันไม่ให้คนในหมู่บ้านต้องกินอุจจาระก็เริ่มต้นขึ้นด้วยตัวชาวบ้านเอง  หลังจากนั้นส้วมในหมู่บ้านนั้นก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาในเวลาไม่กี่วันด้วยความสมัครใจและความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านเอง  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;นี่เป็นการให้การศึกษาเรื่องสุขอนามัยและสาธารณสุขที่ไม่ต้องพูดอธิบายอะไรให้ยืดยาว แต่ให้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง  และเป็นการศึกษาที่ทรงพลังเพราะมันสร้างแรงบันดาลใจและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยความสมัครใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;เรื่องเล่าอีกเรื่องคือ &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;"กระเบื้องสีเขียว&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;b&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; นิโคลัสได้ไปช่วยโครงการสร้างอาคารเรียนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  แต่เวลาผ่านไปเดือนแล้วเดือนเล่าอาคารเรียนก็สร้างไม่เสร็จเสียที  ติดอยู่ตรงที่มุงหลังคาไม่เสร็จ  เปลี่ยนช่างกี่คนๆก็สร้างไม่เสร็จ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่า นี่เป็นคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเนียว ที่ทำให้สร้างอาคารเรียนไม่เสร็จ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;นิโคลัสได้ตรวจดูรายการสั่งซื้อของต่างๆ พบว่าได้มีการสั่งซื้อกระเบื้องมุงหลังคาหลายครั้ง  แต่เวลาจะมุงหลังคาทีไรกลับหากระเบื้องไม่เจอ  ไม่มีใครรู้ว่ากระเบื้องหายไปไหน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;ในครั้งต่อมาเขาจึงบอกว่า คราวนี้ให้ซื้อกระเบื้องสีเขียวสดมามุงหลังคา  พอได้กระเบื้องสีเขียวสดมาก็สามารถมุงหลังคาได้จนเสร็จและสร้างอาคารเรียนได้สำเร็จในที่สุด  (ก็ไหนบอกว่ามีคำสาปไง?)  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;ที่ทำได้สำเร็จเพราะกระเบื้องสีเขียวนั้น ยังไม่เคยมีใครใช้ในหมู่บ้าน  เป็นสีที่แปลกแยกและโดดเด่นมาก  ถ้าใครแอบเอาไปใช้ทุกคนก็จะรู้ว่าใครเป็นคนขโมยกระเบื้อง  ก็เลยไม่มีใครการหยิบเอาไปสักคน  และเหตุการณ์นี้  ก็เป็นที่มาที่ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเรียกกระเบื้องสีเขียวเช่นนี้ว่า  "เบนเน็ตบูล"&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="photo photo_none" style="padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; clear: both; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;div class="photo_img" style="margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; padding-top: 0px; padding-right: 0px; padding-bottom: 0px; padding-left: 0px; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;img class="img" src="http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs083.snc4/35495_468263447403_531692403_5682444_1931831_n.jpg" style="border-top-width: 0px; border-right-width: 0px; border-bottom-width: 0px; border-left-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; " /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;มีอีกเรื่องที่ชอบคือเรื่อง  &lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;"&lt;strong&gt;เดินทางไปขึ้นเครื่องบิน&lt;/strong&gt;"&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;ในประเทศเนปาล  ที่เมืองกาฏมัณฑุ (สะกดยังไงเนี่ย?) นั้นมีสนามบินอยู่ในหุบเขาต่ำกว่าหมู่บ้านที่นิโคลัสพำนักอยู่  หากจะไปขึ้นเครื่องบินก็ต้องเดินทางลงเขาด้วยเท้าอย่างมีลีลา ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง  โดยที่ก็ไม่แน่ว่าเมื่อไปถึงสนามบินแล้วจะได้ขึ้นเครื่องเพราะในบางวันที่หมอกลงหนา หรืออากาศแปรปรวน ก็จะมีการยกเลิกเที่ยวบินโดยไม่มีทางทราบล่วงหน้า  ถ้าวันไหนไปแล้วไม่ได้ขึ้นเครื่อง  ก็จะต้องเดินทางกลับขึ้นเขาด้วยเท้าอย่างมุ่งมั่นอีก ๓ ชั่วโมง   และอาจจะต้องเดินทางไปๆมาๆอยู่อย่างนี้สักสี่ห้าวันกว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินจริงๆ  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;จากประสบการณ์อันยาวนานนับปีของการเดินทางขึ้นลงภูเขาเพื่อไปขึ้นเครื่องบินนี้ ทำให้นิโคลัสได้เรียนรู้สิ่งสำคัญข้อหนึ่ง ดังที่เขาเล่าไว้ว่า  "ผมเรียนรู้ที่จะไม่คาดหวัง  และชื่นชมกับการเดินทางและการดื่มชาร้อนหวานๆตามรายทาง..." :D ฟังแล้วประทับใจ เพราะเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;ยังมีเรื่องเล่าอีกหลายเรื่อง  เรื่องเศร้าๆก็มี  แต่วันนี้เอาเรื่องสนุกๆก่อน ถ้าวันไหนขยันค่อยเขียนเล่าเรื่องเศร้าๆแย่ๆที่เขาพบเจอให้ฟัง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;(แต่ส่วนใหญ่นิสัยเสียของข้าพเจ้าจากที่สังเกตมา  มักจะเขียนแล้วเขียนเลย  จบแล้วจบเลย ไม่เคยกลับมาเขียนต่อยอดจากที่ตั้งใจไว้สักทีสิน่า)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="text-align: left; margin-top: 0px; margin-right: 0px; margin-bottom: 0px; margin-left: 0px; line-height: 1.5em; color: rgb(51, 51, 51); "&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: medium; "&gt;&lt;span class="Apple-style-span"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-7948897169062029616?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/7948897169062029616/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/all-in-cause-of-duty.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/7948897169062029616'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/7948897169062029616'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/all-in-cause-of-duty.html' title='สันติสงสัย: All in the Cause of Duty เรื่องเล่าของนิโคลัส เบนเน็ต'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-6532060492046454994</id><published>2010-12-03T20:16:00.000+07:00</published><updated>2010-12-03T20:16:52.442+07:00</updated><title type='text'>(Titan*ic Theme) My Heart Will Go On - Sungha Jung</title><content type='html'>&lt;iframe width="480" height="295" src="http://www.youtube.com/embed/33YcYLumEDk?fs=1" frameborder="0"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-6532060492046454994?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/6532060492046454994/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/titanic-theme-my-heart-will-go-on.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6532060492046454994'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6532060492046454994'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/12/titanic-theme-my-heart-will-go-on.html' title='(Titan*ic Theme) My Heart Will Go On - Sungha Jung'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://img.youtube.com/vi/33YcYLumEDk/default.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-6294921673913388862</id><published>2010-11-27T21:55:00.000+07:00</published><updated>2010-11-27T21:56:04.688+07:00</updated><title type='text'>How can dialogue serve as a tool of resolving protracted social conflicts? with Mirsad “Miki"</title><content type='html'>&lt;iframe src="http://player.vimeo.com/video/16946260" width="400" height="225" frameborder="0"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://vimeo.com/16946260"&gt;How can dialogue serve as a tool of resolving protracted social conflicts? with Mirsad “Miki&lt;/a&gt; from &lt;a href="http://vimeo.com/user1833420"&gt;Rumi Forum&lt;/a&gt; on &lt;a href="http://vimeo.com"&gt;Vimeo&lt;/a&gt;.&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-6294921673913388862?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/6294921673913388862/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/11/how-can-dialogue-serve-as-tool-of.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6294921673913388862'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6294921673913388862'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/11/how-can-dialogue-serve-as-tool-of.html' title='How can dialogue serve as a tool of resolving protracted social conflicts? with Mirsad “Miki&quot;'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-3411899979414665287</id><published>2010-08-05T21:44:00.009+07:00</published><updated>2010-08-05T22:32:12.114+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วาทะกรรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='RRU Study'/><title type='text'>วาทะกรรม อำนาจ ความรู้ (ตอน ๑)</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;--แปลและเรียบเรียงโดย A. Kongsup--&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;บันทึกเก็บตกจากหนังสือ &lt;em&gt;Discourse Analysis as Theory and Method&lt;/em&gt; เขียนโดย Jorgensen M. &amp;amp; Phillips L. (2002) เป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องวาทะกรรม ปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับหลักทฤษฎีแนวคิด ที่มาที่ไปของวาทะกรรม และการวิเคราะห์วาทะกรรมของสำนักคิดต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;วาทะกรรม อาจนิยามได้ว่า เป็นวิธีการเฉพาะในการพูดเกี่ยวกับโลกและการเข้าใจโลก (หรือคุณลักษณะของโลก) (Jorgensen &amp;amp; Phillips, 2002)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5501947655875289762" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 266px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/TFrYPhE9YqI/AAAAAAAAAq8/_7pJf2ZwbMU/s400/975424_28011386.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;วาทะกรรมก่อกำเนิดอยู่ภายใต้ทฤษฎีแนวคิด โครงสร้างนิยม (Social constructionism) วาทะกรรมเป็นรูปแบบของปฏิบัติการทางสังคมที่มีบทบาทในการผลิตโลกทางสังคม รวมทั้งองค์ความรู้ อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ทางสังคม และมันยังรักษาไว้ซึ่งรูปแบบเฉพาะทางสังคมอีกด้วย (specific social pattern) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วาทะกรรมสร้างโลกทางสังคม (social world) ในการให้ความหมาย และความหมายนั้นไม่สามารถคงที่ได้ตลอดไป (ความหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ) ไม่มีวาทะกรรมใดคงทนหรือเป็นสัจจะสูงสุด ทว่าวาทะกรรมนั้นแปลงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเมื่อได้ปะทะกับวาทะกรรมอื่นๆ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วาทะกรรมทำงานผ่านภาษาที่เราใช้ และด้วยภาษานั้นเองเราได้สร้างตัวแทนของความจริงขึ้นซึ่งไม่ใช่ความจริงที่เป็นภาพสะท้อนของความจริงที่ดำรงอยู่แล้วก่อนหน้านั้น หากแต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านความหมายหรือนิยามที่เรามอบให้กับปรากฎการณ์ ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่า ความจริงโดยตัวมันเองไม่ได้ดำรงอยู่ สรรพสิ่งทางกายภาพดำรงอยู่ แต่สรรพสิ่งล้วนได้รับความหมายผ่านวาทะกรรม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตัวอย่างเช่น ปรากฎการณ์น้ำท่วม คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ผู้คนจะคิดและให้ความหมายกับภาวะน้ำท่วมแตกต่างกัน แน่นอนว่าทุกคนจมน้ำได้หากอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่นั่นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับวิธีที่พวกเขาคิดหรือพูดเกี่ยวกับน้ำท่วม ทันทีผู้คนพยายามจะให้ความหมายกับมัน ปรากฎการณ์น้ำท่วมก็ตกอยู่ภายใต้วาทะกรรม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5501947664263857026" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 266px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/TFrYQAU8w4I/AAAAAAAAArE/fpQrypukUmA/s400/971738_96500532.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หลายคนอาจจะให้นิยามว่า น้ำท่วม คือ "ปรากฎการณ์ธรรมชาติ" แต่บางคนอาจจะบอกว่ามันคือปรากฎการณ์ El Nino หรือเป็นผลกระทบจากภาวะเรือนกระจก หรือภาวะโลกร้อน บางคนอาจจะบอกว่าน้ำท่วมเป็นการจัดการทางการเมืองที่ผิดพลาด เช่นว่า รัฐบาลล้มเหลวในการจัดการและการลงทุนสร้างระบบชลประทานที่ดี และท้ายที่สุด บางคนอาจจะมองว่า นี่คือการเผยสำแดงเจตจำนงของพระเจ้า ที่โกรธเคืองต่อมนุษย์ผู้ใจบาปหยาบช้า และเป็นสัญญาณบอกเหตุวันสิ้นโลก เป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ปรากฎการณ์น้ำท่วม เหตุการณ์เดียวกันนี้ ได้รับการให้ความหมายจากมุมมองที่แตกต่างหรือจากวาทะกรรมที่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือ เมื่อนิยามความหมายด้วยวาทะกรรมที่แตกต่างกัน ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติหรือตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นต่างกันด้วย เช่น อาจจะนำไปสู่การสร้างระบบชลประทาน นโยบายสิ่งแวดล้อมลดโลกร้อน หรือ การเตรียมตัวรับมือกับวันสิ้นโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ด้วยเหตุนี้เอง การให้ความหมายภายใต้วาทะกรรมจึงทำหน้าที่ในการสร้างและเปลี่ยนแปลงโลก&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-3411899979414665287?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/3411899979414665287/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3411899979414665287'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3411899979414665287'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='วาทะกรรม อำนาจ ความรู้ (ตอน ๑)'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/TFrYPhE9YqI/AAAAAAAAAq8/_7pJf2ZwbMU/s72-c/975424_28011386.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-6006993782928078722</id><published>2010-02-25T09:22:00.002+07:00</published><updated>2010-08-05T23:13:49.943+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Nonviolence'/><title type='text'>Short Movie: Nightshift</title><content type='html'>A bird and a bat live as neighbours, sharing a tree. Their different lifestyles cause trouble.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="BACKGROUND: black; WIDTH: 400px; HEIGHT: 300px"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div id="flavia"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://rathershort.com/javascripts/swfobject.js" type="text/javascript"&gt;&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script src="http://film.rathershort.com/rs/film/externjs/p_194?t=Nightshift"&gt;&lt;/script&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-6006993782928078722?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/6006993782928078722/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/02/short-movie-nightshift.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6006993782928078722'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6006993782928078722'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/02/short-movie-nightshift.html' title='Short Movie: Nightshift'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-1627745527997863202</id><published>2010-02-12T20:50:00.003+07:00</published><updated>2010-02-12T21:08:32.122+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='life journey'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว'/><title type='text'>มืดและสว่าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S3Ve-1zpIZI/AAAAAAAAAp4/nMGoFfIOXv0/s1600-h/darkness-and-light.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5437356558808326546" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 337px; CURSOR: hand; HEIGHT: 344px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S3Ve-1zpIZI/AAAAAAAAAp4/nMGoFfIOXv0/s400/darkness-and-light.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ฉันยินยอมให้ตนเองโอบกอดทั้งด้านมืดและด้านสว่างภายในตัวฉัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มองเห็นความเป็นนางมารร้ายภายใน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;รู้สึกสะใจเมื่อได้เห็นหน้ามารชัดๆ รับรู้การมีอยู่ของมารเป็นขณะๆไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;รู้สึกเบิกบานเมื่อได้เห็นด้านสว่าง รับรู้การมีอยู่ของด้านสว่างที่ปรากฏให้เห็นเป็นขณะๆ ไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา* ไม่ชิงชัง ไม่ดึงดัน ไม่กดข่ม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ยอมรับสภาวะที่ปรากฏอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มืดหรือสว่างล้วนไม่แตกต่างกัน เป็นสภาวธรรมที่ไม่เที่ยง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เกิด-ดับเรื่อยไป ไม่อาจทนอยู่ได้นาน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การเฝ้ามองเช่นนี้เกื้อกูลให้ฉันละวางการตัดสินที่มี &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้สึกเกลียดชังตนเอง หากแต่มั่นคงขึ้น รักและเคารพตนเองมากขึ้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อฉันละวางการตัดสินตนเองได้มากขึ้น ฉันก็ละวางการตัดสินผู้อื่นได้มากขึ้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อฉันมีพื้นที่ภายในที่จะรักและเคารพตนเองมากขึ้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฉันก็มีพื้นที่ภายในที่จะรักและเคารพผู้อื่นได้มากขึ้นเช่นกัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฉันโอบกอดทั้งด้านมืดและด้านสว่างภายในตัวฉัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;u&gt;หมายเหตุ&lt;/u&gt;*คำว่าไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา ขอยืมมาจากชื่อหนังสือของพระไพศาล นะเจ้าคะ ^_^&lt;br /&gt;ปกติเขียนบันทึกสั้นๆไม่เป็น เขียน Journal ทีไรก็พร่ำพรรณนาเสียยืดยาว วันนี้ลองหัดเขียนสั้นๆดูบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-1627745527997863202?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/1627745527997863202/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/1627745527997863202'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/1627745527997863202'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='มืดและสว่าง'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S3Ve-1zpIZI/AAAAAAAAAp4/nMGoFfIOXv0/s72-c/darkness-and-light.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-8523903095940839623</id><published>2010-02-09T21:32:00.002+07:00</published><updated>2010-02-09T21:40:01.223+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Movie Review'/><title type='text'>Movie Review: Tokyo Sonata</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S3FznI0YxpI/AAAAAAAAApw/54oLZiVxdU0/s1600-h/Promo-Poster3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5436253341432202898" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 274px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S3FznI0YxpI/AAAAAAAAApw/54oLZiVxdU0/s400/Promo-Poster3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;โตเกียว โซนาต้า บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมในครอบครัวชนชั้นกลางญี่ปุ่นในยุคทุนนิยมเสื่อมสลายในมหานครโตเกียว ทุกๆครอบครัวล้วนมีความลับที่เก็บงำไว้ หนังสะท้อนถึงความรู้สึกขมขื่น คับแค้นใจของตัวละครแต่ละคนที่เก็บงำปัญหาของตนเองไว้เป็นความลับ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อ”ริวเฮย์”หัวหน้าแผนกธุรการของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ถูกบีบให้ออกจากบริษัทที่ตนทำงานรับใช้มานานปีอย่างไม่คาดฝัน เขารู้สึกเจ็บปวดและคับแค้นใจ แต่ก็พยายามปกปิดไม่ให้ภรรยาและลูกๆรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการใส่สูทถือกระเป๋าเอกสารแสร้งทำเป็นออกจากบ้านเพื่อไปทำงานทุกวัน แต่แท้จริงแล้วเขาได้แต่เตร่ไปมาเพื่อหางานใหม่ทำซึ่งก็หาได้ยากยิ่งนักสำหรับคนอายุมากเช่นนี้ บางครั้งเขาก็ไปต่อแถวเพื่อรับอาหารจากโรงทานข้างถนนประทังความหิว &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่เขาพยายามรักษาสถานภาพและอำนาจภายในครอบครัวอย่างยิ่งยวดนั้น เขากลับไม่สังเกตเห็นว่าบรรยากาศภายในบ้านของเขาช่างอึดอัดและห่างเหิน ไม่มีบทสนทนาใดๆบนโต๊ะอาหารมานานแล้ว “ทากะ” ลูกชายคนโตแทบจะไม่กลับบ้านมาให้เห็นหน้า และเลือกที่จะสมัครไปเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ ส่วน “เคนจิ” ลูกชายคนเล็กพยายามดิ้นรนที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองและทำในสิ่งที่ตนรักคือการเรียนเปียโนแม้ว่าจะขัดคำสั่งของพ่อก็ตาม “เมกูมิ” ภรรยาผู้ทำหน้าที่รับใช้สามีและลูกชายทั้งสองคนโดยไม่มีปากเสียงใดๆ มานานหลายสิบปี รู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง ประดุจว่าชีวิตของเธอเองก็ถูกดูดดึงให้จมลงไปเรื่อยๆอย่างไม่มีทางออก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หนังกำลังบอกเราว่า เราทุกคนล้วนถูกกดทับด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น สิ่งนั้นอาจเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ บทบาททางสังคมที่เราต้องเล่นและแสดงต่อไป หรืออาจเป็นโครงสร้างอันอยุติธรรมของสังคมและวัฒนธรรมที่เราดำรงอยู่ ในหนังเรื่องนี้ ผู้กำกับคิโยชิ คุโรซาวะ ยังคงจับประเด็นถนัดของตัวเอง นั่นคือ การวิพากษ์ “ความเสื่อมของยุคสมัย”, “บทบาทกับค่านิยมที่เปลี่ยนไป” และ “มุมมองความคิดของคนต่างยุคต่างวัย” &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;กระนั้นหนังก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อทุกคนได้เดินไปจนถึงทางตันแห่งชีวิต และประสบกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวดที่สุดจนดูเหมือนว่าจะไม่มีทางออกใดๆหลงเหลืออีกต่อไป เมื่อเราไปถึงจุดที่เรายอมจำนนต่อชีวิต ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ยอมละวางความคิดความเชื่อแบบเดิมที่เคยมี ยอมละทิ้งวิธีการแบบเก่าๆที่เคยยึดมั่น ปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการ การเริ่มต้นใหม่ก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง อย่างเงียบๆแต่งดงาม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ ฉันรู้สึกว่า Tokyo Sonata เป็นหนังที่เศร้ามาก (โคตรเศร้าเลย แต่ร้องไห้ไม่ออกสักแอะ) เป็นความเศร้าและเจ็บปวดใจอยู่ข้างในอย่างเงียบๆ เป็นความเศร้าที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดและกดดัน กระนั้นหนังก็มีวิธีการเล่าเรื่องเศร้าที่งดงามในแบบของมัน ฉันชอบบรรยากาศและวิธีการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ เพราะสามารถทำให้เราสัมผัสได้ถึงความทุกข์ที่แฝงอยู่ภายใต้บรรยากาศและการกระทำที่ดูแสนจะธรรมดา ฉากกินข้าวร่วมกันบนโต๊ะอาหารนั้นในแต่ละตอนนั้น บอกอะไรมากมายหลายอย่างโดยแทบจะไม่ต้องใช้คำพูดสักคำ เป็นฉากที่แสดงถึงความเงียบงัน การซ่อนเร้นความลับและความห่างเหินประดุจคนแปลกหน้า และบทเพลงในตอนจบเป็นบทเพลงที่ไพเราะอย่างยิ่ง เป็นหนังที่ดีและน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งที่ควรค่าแก่การชม&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-8523903095940839623?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/8523903095940839623/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/02/movie-review-tokyo-sonata.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/8523903095940839623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/8523903095940839623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/02/movie-review-tokyo-sonata.html' title='Movie Review: Tokyo Sonata'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S3FznI0YxpI/AAAAAAAAApw/54oLZiVxdU0/s72-c/Promo-Poster3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-5347564792764135923</id><published>2010-01-25T09:57:00.003+07:00</published><updated>2010-01-25T10:07:18.682+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='life journey'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Conversation with God'/><title type='text'>วันเกิด rebirth  rebound reconnection</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S10KNxSWjPI/AAAAAAAAApo/6oGN4R38OD4/s1600-h/n714840089_776723_1770.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5430507957363576050" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 290px; CURSOR: hand; HEIGHT: 206px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S10KNxSWjPI/AAAAAAAAApo/6oGN4R38OD4/s400/n714840089_776723_1770.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;25 มกราคม 53 เวลา 4:40 น.&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยคำถามและความคิดบางอย่าง เป็นเช้าวันเกิดที่ไม่ได้แตกต่างจากทุกวัน เช้าวันธรรมดาๆอีกวันหนึ่ง คำถามและความคิดที่มีเป็นภาวะที่ต่อเนื่องจากเมื่อคืนที่เข้านอนด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง ราวกับในช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมาฉันได้แบกบางสิ่งที่หนักเอาไว้มาตลอด ไม่เคยจะได้วางมันลงจริงๆสักที มันถึงจุดที่อยากบอกกับตัวเองว่า “พอได้แล้ว พอสักที เหนื่อยมากแล้ว ขอพักสักทีเถิด” เป็นอาการของการยอมศิโรราบต่อชีวิต ในภาวะแห่งการยอมจำนนเช่นนั้น ฉันเข้านอนด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้า,จักรวาลหรือธรรมะธรรมชาติว่า ขอยกงานและภาระทั้งหมดที่ลูกมีไว้ในการดูแลของจักรวาล ตอนนี้ลูกไม่สามารถแบกมันเอาไว้ได้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้วค่ะ ไม่สามารถจะทนแบกรับมันเอาไว้ได้อีกแล้ว ขอให้ท่านช่วยดูแลโอบอุ้มทั้งภาระงานและตัวลูกไว้ในตักของท่านด้วย ในภาวะแห่งการยอมจำนนนั้น ฉันรู้ดีว่ายังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวฉันเองที่คอยช่วยเหลือดูแลทุกสรรพชีวิตและจักรวาลนี้มาตลอดเวลา ฉันปรารถนาที่จะกลับไปเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆที่ได้ซุกตัวอย่างผ่อนคลายและได้รับการโอบกอดอย่างอบอุ่นจากพระผู้เป็นเจ้า&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าความเชื่อเช่นนี้จะฟังดูขัดแย้งกับพื้นฐานความเชื่อเดิมของชาวพุทธ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ฉันเติบโตขึ้นมาที่เน้นให้ช่วยเหลือตัวเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่กระนั้นความเชื่อที่ว่าเราได้รับการดูแลโอบอุ้มอยู่อย่างไม่มีเงื่อนไข และได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากพระเจ้าหรือจักรวาลหรือพลังงานบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวฉันเองอยู่แล้วตลอดเวลานั้น ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นใจ ผ่อนคลาย และการได้เป็นที่รัก(ได้รับความรักและการดูแลเป็นอย่างดี) ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;นับตั้งแต่ครูทางธรรมคนแรกได้จากไป ก็เหมือนสายสัมพันธ์ที่เคยมีต่อจักรวาลได้จางหายไปด้วย ความคิดที่ว่า ต่อไปนี้เราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ต้องไม่หวังที่จะพึ่งพาใครอีกเข้ามาแทนที่ (ด้วยอาการหยิ่งทระนง) แต่แล้วความรู้สึกโดดเดี่ยวก็เข้ามาครอบงำจิตใจพร้อมกันกับความคิดเช่นนั้นอย่างเงียบๆ เหมือนกับว่าฉันได้ถูกตัดขาดจากท่อน้ำเลี้ยงทางจิตวิญญาณกระนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฉันสัมผัสได้ถึงความแห้งแล้งภายในจิตใจ ความรักและความเบิกบานที่มีต่อชีวิตและผู้คนได้เหือดหายไป เหมือนมีชีวิตเพียงเพื่ออยู่รอดไปวันๆ ในโลกอันแห้งแล้งใบนี้ ฉันดิ้นรนเพื่อที่จะพึ่งตนเองให้ได้ (ทั้งในทางโลกและในทางจิตวิญญาณ) แต่แล้วฉันก็พบว่าในตอนนี้ฉันเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอะไรได้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว ฉันปรารถนาที่จะสัมผัสกับความไว้วางใจต่อชีวิต ความผ่อนคลาย ปล่อยวางและได้รับความอบอุ่นใจที่เคยมีอีกครั้ง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ความคิดแรกที่ปรากฏในเช้าวันนี้คือ งานทางโลกนั้นไม่มีวันจบสิ้น เราต้องทำงานหนักตลอดเวลาเหมือนวัวเหมือนควายเพื่อรับใช้ร่างกายและกิเลสของเรา เพราะเมื่อดับความกระหายอย่างหนึ่ง ความกระหายอย่างใหม่ก็เกิดขึ้นตามมาทันที เมื่อดับความหิวในมื้อนี้ ความหิวในมื้อต่อไปก็รอคอยอยู่ข้างหน้า ตราบใดที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เช่นนี้ก็ต้องทำงานทางโลกต่อไปเพื่อรับใช้กายและใจอย่างไม่จบสิ้น เป็นความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่งานทางธรรมนั้นมีวันสิ้นสุด มีวันจบสิ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่งานทางธรรมเสร็จสิ้น เราจะเป็นเหมือนกับบ่าวที่รู้ว่างานได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีกิจใดที่ต้องทำอีกต่อไป เหลือเพียงการนั่งรอรับค่าแรง-รางวัลจากนายจ้าง ไม่มีความดิ้นรนทะยานอยากใดๆ ไม่มีการทำงานทางใจอีกต่อไป แม้ภาระในการดูแลกายและสังขารในทางโลกจะยังคงอยู่ ก็เป็นเพียงการดูแลไปตามหน้าที่อันควรเท่านั้น หาใช่การดูแลเพราะความทะยานอยากหรือกิเลส และเราจะได้พักลงจริงๆสักที&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แต่การจะเดินทางไปจนถึงวันที่สิ้นสุดการทำงานทางธรรมนั้น หากจะเดินเพียงลำพังตามวิถีทางความเชื่อแบบพุทธที่ว่า เรามาคนเดียวก็ต้องกลับไปคนเดียว ฉันก็รู้สึกว่าฉันอ่อนล้าและโดดเดี่ยวเกินกว่าจะเดินต่อไปได้ไหว จะเป็นไรไหมหากฉันจะขอให้มีเพื่อนร่วมทางเป็นพระธรรม, พระเจ้า, พระจิตแห่งธรรมชาติ หรือจักรวาล (สุดแท้แต่ใครจะเรียกด้วยนามใด) ขอให้เราได้เดินไปด้วยกัน ฉันต้องการความอบอุ่นใจ การดูแลโอบอุ้ม การชี้นำ กำลังใจและความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขในการเดินทางครั้งนี้ เพื่อให้มีแรงและพลังที่จะก้าวเดินต่อไป เพื่อที่ว่าเส้นทางนี้จะไม่โดดเดี่ยวและแห้งแล้งเกินไป เพื่อที่ว่าฉันจะสามารถเดินทางต่อไปด้วยความรัก ความเบิกบาน ความมีชีวิตชีวาและการเกื้อกูลทั้งต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆที่กำลังแสวงหาและเดินทางอยู่เช่นกัน ฉันร้องขอน้ำพุแห่งชีวิตและจิตวิญญาณจากจักรวาล ร้องขอความรักและการโอบอุ้มดูแลอย่างอบอุ่นจากพระผู้เป็นเจ้า รอขอการชี้นำแนวทางและปัญญาจากธรรมะธรรมชาติ &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;ฉันก็บอกไม่ได้ว่าฉันอยู่ในกรอบความเชื่อ-ศรัทธาแบบใด หากจะให้ฉันอธิบายตัวเองก็คงจะบอกได้เพียงว่าฉันเป็นชาวพุทธที่เชื่อในการมีอยู่และการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ฉันเคารพรักและนับถือพระองค์อย่างสูงสุด ขณะเดียวกันฉันก็รักพระเยซูและซาบซึ้งกับการอุทิศชีวิตของพระองค์เพื่อรับใช้มวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่าฉันเชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้าและพระจิตจักรวาล ฉันเชื่อว่ายังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าตัวเราที่ดูแลโอบอุ้มและคอยช่วยเหลือ แนะนำเส้นทางให้แก่เรา เราเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นเล็กๆในจักรวาลนี้เท่านั้น แต่เราก็เป็นเศษฝุ่นที่ได้รับการดูแลและได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากจักรวาลเช่นเดียวกันกับสรรพสิ่งอื่นๆ ความคิด-ความเชื่อเช่นนี้ทำให้ฉันอ่อนน้อม ค้อมหัวลง อ่อนโยนกับตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น มีพื้นที่ภายในที่จะรักผู้อื่นได้มากขึ้น ไม่บังอาจที่จะอหังการ ทระนง หยิ่งยะโสอีกต่อไปว่ากูทำได้ กูเก่งเพียงลำพัง เพราะทุกก้าวที่เราเดินไปล้วนได้รับการดูแลโอบอุ้มอย่างมากมายจากผู้คน สรรพสิ่ง เหตุปัจจัยมากมายหลายอย่างที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยตา และยิ่งไปกว่านั้นเรามีพระผู้เป็นเจ้าคอยดูแลเกื้อกูลเราอยู่ตลอดเวลาบนเส้นทางสายนี้ เราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เพียงลำพังบนโลกใบนี้ เราไม่สามารถแยกตัวและไม่อาจตัดขาดจากกันและกันได้ เราล้วนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างแนบแน่นด้วยสายใยที่มองไม่เห็น เราทั้งผองคือพี่น้องกัน เราคือบุตรหลานแห่งจักรวาล&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;...จะเป็นไรไหมหากฉันจะเชื่อเช่นนี้ แม้จะดูเหมือนว่ามันคือความเชื่อนอกรีตนอกรอยไม่เข้ากับกรอบของศาสนาใดๆเอาเสียเลยก็ตาม... ก็ช่างมันเถิด...ฉันไม่มีคำอธิบายอื่นใดที่จะให้แก่ใครอีกแล้ว ป่วยการที่จะอธิบาย ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องแก้ตัว แก้ต่างหรือปกป้องตนเองอีกต่อไป ใครจะคิดจะเข้าใจอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา เราทุกคนล้วนมีเส้นทางที่ต่างกัน เรามีสิทธิเลือกต่างกันได้ และฉันเชื่อว่าทุกเส้นทางล้วนนำไปสู่จุดหมายเดียวกันทั้งสิ้น &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;...ในตอนนี้ฉันปรารถนาที่จะผ่อนคลายและปล่อยให้ตนเองได้เลื่อนไหลไปกับกระแสสายธารแห่งความรักและปัญญาของจักรวาล ไม่ปรารถนาที่จะดิ้นรนต้านทานฝ่าฝืนใดๆอีกต่อไป...ขอให้เราทั้งผองได้รับการดูแลและโอบอุ้มจากจักรวาล ขอให้หัวใจและจิตวิญญาณของเราเปิดรับและเชื่อมต่อกับความรักและปัญญาอันไร้ขอบเขตของพระผู้เป็นเจ้า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-5347564792764135923?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/5347564792764135923/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/01/rebirth-rebound-reconnection.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5347564792764135923'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5347564792764135923'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2010/01/rebirth-rebound-reconnection.html' title='วันเกิด rebirth  rebound reconnection'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/S10KNxSWjPI/AAAAAAAAApo/6oGN4R38OD4/s72-c/n714840089_776723_1770.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-7275225978914843032</id><published>2009-10-28T09:15:00.003+07:00</published><updated>2009-10-28T09:34:38.783+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='life journey'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Dhamma Talk'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว'/><title type='text'>และแล้วนางมารร้ายก็ปรากฏ</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;a style="font-family: arial;" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SuepyiZpZnI/AAAAAAAAApc/Fdd2aLO54TM/s1600-h/545961_72200395.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 275px; height: 206px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SuepyiZpZnI/AAAAAAAAApc/Fdd2aLO54TM/s400/545961_72200395.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5397469364119758450" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[if gte mso 9]&gt;&lt;xml&gt;  &lt;w:worddocument&gt;   &lt;w:view&gt;Normal&lt;/w:View&gt;   &lt;w:zoom&gt;0&lt;/w:Zoom&gt;   &lt;w:punctuationkerning/&gt;   &lt;w:validateagainstschemas/&gt;   &lt;w:saveifxmlinvalid&gt;false&lt;/w:SaveIfXMLInvalid&gt;   &lt;w:ignoremixedcontent&gt;false&lt;/w:IgnoreMixedContent&gt;   &lt;w:alwaysshowplaceholdertext&gt;false&lt;/w:AlwaysShowPlaceholderText&gt;   &lt;w:compatibility&gt;    &lt;w:breakwrappedtables/&gt;    &lt;w:snaptogridincell/&gt;    &lt;w:applybreakingrules/&gt;    &lt;w:wraptextwithpunct/&gt;    &lt;w:useasianbreakrules/&gt;    &lt;w:dontgrowautofit/&gt;   &lt;/w:Compatibility&gt;   &lt;w:browserlevel&gt;MicrosoftInternetExplorer4&lt;/w:BrowserLevel&gt;  &lt;/w:WordDocument&gt; &lt;/xml&gt;&lt;![endif]--&gt;&lt;!--[if gte mso 9]&gt;&lt;xml&gt;  &lt;w:latentstyles deflockedstate="false" latentstylecount="156"&gt;  &lt;/w:LatentStyles&gt; &lt;/xml&gt;&lt;![endif]--&gt;&lt;style&gt; &lt;!--  /* Font Definitions */  @font-face  {font-family:"Angsana New";  panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4;  mso-font-charset:0;  mso-generic-font-family:roman;  mso-font-pitch:variable;  mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} @font-face  {font-family:Calibri;  panose-1:2 15 5 2 2 2 4 3 2 4;  mso-font-charset:0;  mso-generic-font-family:swiss;  mso-font-pitch:variable;  mso-font-signature:-1610611985 1073750139 0 0 159 0;}  /* Style Definitions */  p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal  {mso-style-parent:"";  margin-top:0cm;  margin-right:0cm;  margin-bottom:10.0pt;  margin-left:0cm;  line-height:115%;  mso-pagination:widow-orphan;  font-size:11.0pt;  mso-bidi-font-size:14.0pt;  font-family:Calibri;  mso-fareast-font-family:Calibri;  mso-bidi-font-family:"Angsana New";} @page Section1  {size:595.3pt 841.9pt;  margin:72.0pt 72.0pt 72.0pt 72.0pt;  mso-header-margin:35.4pt;  mso-footer-margin:35.4pt;  mso-paper-source:0;} div.Section1  {page:Section1;} --&gt; &lt;/style&gt;&lt;!--[if gte mso 10]&gt; &lt;style&gt;  /* Style Definitions */  table.MsoNormalTable  {mso-style-name:"Table Normal";  mso-tstyle-rowband-size:0;  mso-tstyle-colband-size:0;  mso-style-noshow:yes;  mso-style-parent:"";  mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt;  mso-para-margin:0cm;  mso-para-margin-bottom:.0001pt;  mso-pagination:widow-orphan;  font-size:10.0pt;  font-family:"Times New Roman";  mso-bidi-font-family:"Times New Roman";  mso-ansi-language:#0400;  mso-fareast-language:#0400;  mso-bidi-language:#0400;} &lt;/style&gt; &lt;![endif]--&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;ฉันมีโอกาสได้ฟังซีดีพระอาจารย์มาสักระยะหนึ่ง &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;เคยไปฟังพระอาจารย์แสดงธรรมที่ศาลาลุงชินและที่สวนสันติธรรมสองสามครั้ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่ที่ผ่านมาก็ปฏิบัติแบบกระพร่องกระแพร่ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฟังซีดีบ้างไม่ฟังบ้าง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;จึงได้แต่ไปนั่งฟัง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่ไม่เคยคิดจะส่งการบ้าน เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติมากพอที่จะมีอะไรส่งได้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ส่งไปก็อายชาวบ้าน อายพระอาจารย์เปล่าๆ &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;แต่เมื่อสักช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่าน รู้สึกมีกำลังใจ ฮึดสู้ขึ้นมาเพราะได้อ่านบลอกธรรมใจไดอารี่ของพันธกุมภาที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จริงๆแล้วก็เคยอ่านเจอบลอกของเขาผ่านเว็บประชาไท(นานมาแล้ว)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตอนนั้นยังนึกชมว่า คนเขียนอายุยังน้อยแต่เขียนได้ดีมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;อ่านแล้วรู้สึกว่ามีกำลังใจในการปฏิบัติ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่แล้วก็ลืมๆไป(กำลังใจมันมาเป็นวูบๆ)&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มาเจอบลอกของเขาอีกทีใน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt; facebook&lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt; &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;นับว่าโลกกลมจริงๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ก็เลยเกิดแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ยังรู้สึกขอบคุณเขาจนบัดนี้ที่ได้แบ่งปันงานเขียนดีๆ และข้อความดีๆ บนเส้นทางแห่งการปฏิบัติของเขาให้ฉันได้อ่าน &lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งได้มาช่วยเตือนสติและสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันฮึดขึ้นมาปฏิบัติอีกครั้ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงได้เริ่มต้นตั้งใจปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์อย่างต่อเนื่อง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ดูเล่นๆไปเรื่อยๆ แบบทีเล่นทีจริง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เผลอบ้าง เพ่งบ้าง หลงบ้าง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ดูกายบ้าง ดูจิตบ้าง สลับไปสลับมาแล้วแต่ว่าจะดูอะไรได้ในตอนนั้น&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;บางขณะก็ระลึกรู้ได้เองถึงกายและใจโดยไม่ได้ตั้งใจ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(แว๊บหนึ่งแล้วก็หายไป)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันโกรธเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แล้วก็ไปพูดระบายความโกรธเคืองให้เพื่อนร่วมงานอีกคนฟังแบบใส่อารมณ์เต็มที่ (แน่นอนอย่างมีเหตุมีผลประกอบอย่างน่าเชื่อถือ)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พอพูดจบได้สักพัก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เจ้าตัวคนที่ถูกเอ่ยถึงเดินเข้าห้องมา&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันก็ทำหน้าเฉยๆ แล้วคุยก็เขาแบบปกติด้วยดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;เย็นวันนั้นขณะนั่งรถกลับบ้าน จู่ๆจิตก็ระลึกขึ้นมาได้ถึงพฤติกรรมของตัวเอง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แล้วก็ได้เห็น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt; pattern&lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt; ความร้ายกาจของตัวเองที่พูดเอาแต่ได้มาตลอด&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ในเวลาที่ไม่พอใจหรือเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ขัดเคือง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนอื่นอย่างหน้าไม่อายเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นผิด&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พูดให้ตัวเองดูดีดูมีเหตุผล&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่ในขณะเดียวกันก็เจ้าเล่ห์เพทุบายเอาตัวรอดในสถานการณ์การเผชิญหน้ากับคู่กรณี&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;กลับกลอกได้อย่างแนบเนียน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จนแม้แต่ตัวเองก็มองไม่เห็น (หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็นเพราะไม่อยากจะมอง) จนกระทั่งหลายครั้งฉันก็เชื่อว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นสมควรแล้ว ชอบธรรมแล้ว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันได้ทำตัวเป็นผู้พิพากษาตัดสินโทษผู้อื่นแบบเบ็ดเสร็จ &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;เย็นนั้นพอได้เห็น&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt; pattern &lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;พฤติกรรมของตัวเองแล้วก็รู้สึกละอายใจมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ทำเอาสะดุ้งเฮือกว่า โอ้โห&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เรานี่มันนางมารร้ายตัวจริงเลยนี่หว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆด้วย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ร้ายแบบขั้นเทพ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เพราะเวลาที่เกิดโทสะแรงๆนั้น ฉันไม่ได้ลงมือลงไม้ทำร้ายใคร&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ไม่ได้อาละวาดด่าใครด้วยถ้อยคำหยาบคาย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;แต่ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนได้อย่างชนิดที่ฟังแล้วน่าเชื่อถือ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ในขณะเดียวกันทำให้ตัวเองดูน่าเห็นใจน่าสงสาร&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ดูเป็นคนดีมีเหตุผลและหลักการ และแน่นอนมีคุณธรรม&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(อิอิ ภาพลักษณ์อันหลังที่มอบให้ตัวเองนี้ถือว่าแสบมากๆ)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;ตอนนั้นพอได้เห็นความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ความชั่วร้ายและกิเลสในจิตใจตัวเอง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เกิดความรู้สึกว่าใจมันโล่งกระจ่างแจ้งและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก (แล้วก็สะใจตัวเองมากๆด้วย) &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;และเกิดความสำนึกว่าต่อไปจะต้องระมัดระวังไม่พูดจาให้ร้ายใครอีก&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;หากเกิดโทสะแรงๆขึ้นมาเมื่อไหร่จะสงบปากสงบคำ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จะหุบปากตัวเองให้สนิทขึ้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ใจจะโกรธก็โกรธไป&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่จะไม่ละเมิดศีลข้อสี่ (ซึ่งเป็นข้อที่ฉันละเมิดบ่อยที่สุด—ในที่นี้หมายรวมถึงการพูดจาให้ร้าย ส่อเสียดและประชดประชันผู้อื่นด้วย)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;เพิ่งจะได้เข้าใจที่เคยมีคนบอกฉันว่า ฉันน่ะเป็นคนที่ทำอกุศลกรรมด้านคำพูด&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เคยพูดจาทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พูดจาว่าคนอื่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;กรรมในเรื่องคำพูดก็เลยส่งผลให้ฉันกลายเป็นคนอ่อนไหว ขี้น้อยใจง่าย ใครพูดอะไรผิดหูนิดหน่อยก็มีอันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือน้อยออกน้อยใจ ทุกข์จะเป็นจะตายขึ้นมา (ก็สมควรแล้ว)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เมื่อก่อนนี้ก็มองไม่เห็น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คิดไม่ออกเลยว่าฉันเคยไปด่าว่าใครที่ไหนตั้งแต่เมื่อไรกัน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แถมตอนนั้นยังคิดอีกว่า แหม โถๆๆ เราก็ออกจะเป็นคนดีปานนี้ จะไปพูดจาว่าใครเขาได้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แล้วยังคิดเลยเถิดไปนู่นว่า ชะรอยสงสัยจะเป็นกรรมแต่ชาติปางก่อนเป็นแน่แท้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ก็ไม่เป็นไรก้มหน้าก้มตารับกรรมไปก็แล้วกัน (เล่นบทพจมานเสียงั้น)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ชิชะ ที่ไหนได้ มันเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องคิดว่าชาติก่อนชาติไหน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตรูทำมันอยู่เกือบทุกวันเนี่ย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่ที่ผ่านมามองไม่เห็นเอง &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;ตอนนี้พอกำลังของสติมันมากเข้า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;มันก็ช่วยให้เราเห็นพฤติกรรมความน่าเกลียด และกิเลสของตัวเองได้ไม่ยากเลย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;โดยเฉพาะตัวที่หยาบๆใหญ่ๆ เนี่ยจะเห็นได้ก่อนเพื่อน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วที่บอกว่าเป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆ นี้ มันก็ไม่ได้เนียนจริงสักเท่าไหร่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เพราะยังเป็นกิเลสแบบหยาบๆอยู่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ในใจลึกๆนั้นแอบรู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสที่เนียนยิ่งกว่านี้ได้อีก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ยังมีซ่อนอยู่อีกหลายตัว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่ตอนนี้ยังเห็นไม่ค่อยชัด&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ขอให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะโผล่หน้าออกมาให้เห็นเองในไม่ช้า &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นใจจึงมีกำลังคึกคัก ฮึกเฮิมมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;มันดีใจมีความสุขที่ได้เห็นกิเลสของตัวเอง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ก็ตั้งใจปฏิบัติไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆวันดีคืนดี ก็เกิดแรงบันดาลใจว่าอยากไปวัด&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;อยากไปสวนสันติธรรมหรือไปวัดป่าละอูก็ได้ อยากลองไปส่งการบ้านบ้าง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;อยากรู้ว่าที่ฉันปฏิบัติอยู่นี้มันมาถูกทางหรือยัง หรือว่าจริงๆแล้วยังมั่วๆอยู่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ ฉันจึงได้มีโอกาสไปสวนสันติธรรมเป็นครั้งที่สาม&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คราวนี้ตั้งใจว่าจะขอส่งการบ้านกับพระอาจารย์ให้ได้สักครั้ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อที่จะไปขึ้นรถตู้ตอนตีสี่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;รถไปถึงสวนสันติธรรมราวๆหกโมงเช้า ประตูวัดยังไม่ทันเปิด ก็มีรถจอดรอต่อคิวเป็นแถวยาวอยู่หน้าวัดแล้ว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เมื่อเข้าไปในวัด ก็สัมผัสได้ถึงพลังบรรยากาศที่ดีอยู่รายรอบ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันเดินขึ้นไปบนศาลาแสดงธรรมเพื่อหาที่นั่ง&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;เช้านั้นฉันได้นั่งแถวเกือบหน้าๆ (แถวที่เจ็ด) ในตำแหน่งกลางๆห้อง เรียกว่านั่งในตำแหน่งที่จะได้เห็นพระอาจารย์แบบชัดๆเลยทีเดียว เป็นทำเลที่ดีมาก (ดีใจจัง)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;ตอนที่เห็นพระอาจารย์เดินเข้ามาเพื่อบรรยายธรรมตอนเจ็ดโมงนั้น รู้สึกดีใจมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ก้มลงกราบด้วยความรู้สึกขอบคุณพระอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ปรากฏว่าธรรมะข้อแรกที่พระอาจารย์แสดงในเช้าวันนี้คือ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เรื่องความร้ายกาจ (กิเลส) ของคนเรา ท่านว่า ตอนวัยเด็กที่มีนิสัยหรือพฤติกรรมร้ายๆนั้น พอโตขึ้นมา อย่าคิดว่าความร้ายมันหายไปนะ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ความร้ายมันยังอยู่นั่นแหละไม่ได้หายไปไหน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่มันถูกปกปิดไว้ ถูกซ่อนไว้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตอนเด็กๆมันร้ายแบบดิบๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พอโตขึ้นมามันร้ายแบบเนียนๆ (สุดยอดมาก โดนจริงๆ ฮ่าๆ) &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;ฉันก็ได้แต่นั่งฟังไปอมยิ้มไป ด้วยความสะใจตัวเองมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พยักหน้าหงึกๆ อย่างยอมรับว่าเห็นจริงตามที่ท่านว่าทุกประการ&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"  style="font-size:85%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;รู้สึกสนุกสนานและเบิกบานยิ่งนัก ฟังไปก็อาศัยดูจิตไปด้วย บางทีก็คิดตามบ้าง บางทีก็เผลอคิดนอกเรื่อง ใจลอย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;บางทีก็รู้สึกตัว สลับไปสลับมา &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;พระอาจารย์แสดงธรรมถึงแปดโมงเช้า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ก็ให้ญาติโยมออกมากินอาหารเช้า ก่อนที่จะเข้าไปฟังธรรมอีกรอบตอนเก้าโมง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;รอบเก้าโมงนี้จะเป็นช่วงที่ท่านเปิดโอกาสให้เราได้ถามคำถาม หรือส่งการบ้านในการปฏิบัติให้ท่านฟัง เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;ตอนเก้าโมงเช้า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พระอาจารย์เริ่มด้วยการบรรยายธรรมสั้นๆแล้วก็บอกว่า วันนี้หลวงพ่อมีเวลาไม่มาก ต้องรีบไปทำธุระที่อื่นต่อ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คงจะให้ถามได้ไม่มาก (ฟังแล้วรู้สึกใจแป้วไปนิดหนึ่ง แต่ก็เข้าใจและเห็นใจว่าท่านมีภารกิจมาก)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แล้วท่านก็บอกว่า เอ้าใครจะถามก็ยกมือ(พร้อมป้ายหมายเลข)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันฟังเพลินยกแทบไม่ทัน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฮะๆ ตอนนั้นเห็นสภาพจิตตัวเองว่าทุลักทุเล ลนลานรีบยกมือแบบขลุกขลักมาก ในใจรอคอยคาดหวังว่าท่านจะเรียกหมายเลขของเราไหม&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่ปรากฏว่าท่านไม่หันมาเลย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;มองไปแต่ทางอีกฟากหนึ่งของห้อง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แล้วก็เรียกหมายเลขอื่นๆไปเรื่อยๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ขนาดคนที่นั่งติดกันกับฉันยังถูกเรียกเลย (แอบอิจฉาเขาด้วย) &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;แล้วก็หลวงพ่อก็บอกว่า เอาล่ะเช้านี้พอแค่นี้ก่อน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตอนนั้นใจแป้วมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;รู้สึกเสียดาย(ในใจคร่ำครวญว่าเสียดายจังเลยๆ)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่สักแป๊บหนึ่งก็ทำใจได้ว่าพระอาจารย์ท่านมีภารกิจมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เท่าที่ท่านให้โอกาสพวกเราขนาดนี้ก็นับว่าต้องขอบพระคุณท่านมากแล้ว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เอาไว้โอกาสหน้าค่อยมาใหม่ ค่อยหาโอกาสส่งการบ้านอีกทีก็ได้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;สักพักพอท่านให้หมายเลขต่างๆส่งการบ้านจนครบ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ท่านก็หันมาแล้วบอกว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เอ้า มาทางฝั่งนี้บ้าง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ใครมีคำถามหรือจะส่งการบ้านก็ยกมือ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันรีบยกมือชูป้ายแบบสุดแขน (แบบว่ารอบนี้เต็มที่มาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ดีใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง) ชะรอยในรอบแรกนั้น เส้นแบ่งกั้นครึ่งห้อง(ที่พระอาจารย์ขีดไว้ในใจ) มันมาสิ้นสุดตรงฉันพอดี&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันเลยไม่ได้ถูกเรียกในตอนแรก (ฮ่าๆ)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จากนั้นพระอาจารย์ก็เรียกหมายเลขนู่นนี่ไปเรื่อยๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;สักพักท่านมองมาที่ฉันด้วยสายตาสงสัย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แล้วก็ถามว่า หมายเลข ๑๕๔ ส่งการบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตอนแรกยังงงๆ ไม่คิดว่าท่านจะพูดกับฉัน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(เพราะฉันยังไม่เคยส่งการบ้านเลยสักครั้ง)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;มองซ้ายมองขวา&lt;span style=""&gt;    &lt;/span&gt;ทุกคนก็หันมามองที่ฉัน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(อารมณ์แบบงงๆ ฮาๆพิกล) ก็เลยตอบท่านไปว่า ยังไม่เคยส่งเลยค่ะ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ท่านก็เลยเรียกหมายเลข ๑๕๔ ที่ฉันถืออยู่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;โห&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตอนนั้น ดีใจสุดๆ ที่ได้รับโอกาสให้ส่งการบ้าน (ลั้นลาๆมิใช่น้อย)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;แต่ตอนที่ท่านเริ่มเรียกให้หมายเลขต่างๆก่อนหน้าฉันส่งการบ้านนั้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เห็นได้ว่าอาการตื่นเต้นปนดีใจมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเรียกหมายเลขใกล้เข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พอรู้สึกตัวก็เลย มาดูอาการตื่นเต้นของตัวเอง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ดูไปสักพัก โดยที่ไม่ได้พยายามไปกดไว้หรือไปบังคับให้มันหายไป &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;ก็นั่งดูมันไปเรื่อยๆแบบขำๆ สักพักอาการตื่นเต้นมันก็ค่อยๆลดลงไปเอง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พอไมค์ส่งมาถึงมือ อาการตื่นเต้นก็หายไปจนเกือบหมด &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;ฉันได้ส่งการบ้านพระอาจารย์ไปว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันได้ฟังซีดีท่านมาระยะหนึ่งแล้วและได้ลองฝึกปฏิบัติตามซีดี ก็เพ่งบ้าง หลงบ้าง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;บางทีดูๆไปก็สนุกดี&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ไม่ทราบว่าที่ปฏิบัติอยู่นี้พอจะจับหลักได้ถูกหรือยัง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ท่านตอบกลับมาทันทีว่า อืม เอาล่ะ เราเนี่ยร้ายมากเลย ให้ไปดูความร้ายของตัวเองนะ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ร้ายมากๆ ร้ายจริงๆ มันร้ายแบบเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ท่านย้ำคำว่าเราร้ายมากๆ อยู่ประมาณสามสี่รอบ &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;คนขำกันใหญ่ ฉันก็ขำ นั่งฟังไปพยักหน้ารับคำไปว่าค่ะๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พอท่านให้สัญญาณว่าให้ส่งไมค์ต่อไปยังหมายเลขถัดไป&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พอส่งไมค์ไปได้แป๊บหนึ่ง ยังไม่ทันจะถึงมือเขา&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;ท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เรานี่ร้ายจริงๆนะ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เท่านั้นแหละ คนฮากันทั้งห้อง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันก็เหวอ..แล้วก็ขำมาก อายด้วยแต่ก็ขำด้วย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ขณะเดียวกันก็สะใจมากเลย&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;ประโยคคำสอนสั้นๆไม่กี่คำที่แสดงความจริงที่เป็น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เปิดเผยให้เราเห็นตัวเราเองเช่นนี้มันถึงอกถึงใจมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันยืดอกรับความจริงอย่างภาคภูมิใจ&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;รู้สึกขอบคุณพระอาจารย์อย่างยิ่ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ที่มาช่วยชี้ทางให้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(เหมือนถูกเขกกะโหลกให้ตื่นแล้วตาสว่าง&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;ท่านช่วยปลุกเราอย่างตรงไปตรงมา และมีเมตตายิ่ง เพราะการที่ใครสักคนจะมาบอกเราตรงๆถึงข้อเสียที่เรามีด้วยความกรุณานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;จากนั้นฉันก็นั่งดูจิตใจตัวเองไป&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คิดไปบ้าง รู้สึกตัวบ้าง เห็นอาการและความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;รู้สึกว่าการนั่งดูจิตต่อหน้าพระอาจารย์นี้มันทำได้ง่ายมากเลย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พลังสติและความรู้สึกตัวมันเข้มข้นมาก &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;ใจมันตื่นและเบิกบาน &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;จะรู้สึกตัวได้ง่ายและบ่อยมาก(กว่าตอนอื่นๆ)&lt;span style=""&gt;    &lt;/span&gt;ขณะที่นั่งดูจิตไป สลับกับฟังคนอื่นส่งการบ้านไป&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;สักครู่ พระอาจารย์ก็หันมาพูดกับฉันว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เออ นั่นแหละดูไปๆ เห็นไหมความร้ายมันจะค่อยๆคลายลงไปเอง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(โห ดีใจๆ ขอบคุณพระอาจารย์ที่ให้ความเมตตาชี้แนะ)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันก็นั่งดูต่อไปอีก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;สักครู่หนึ่งท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า นั่นเผลอคิดแล้วเห็นไหม&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันก็รู้สึกตัวพยักหน้าตอบรับ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;โอ้โห วันนี้ดีใจมากๆ ได้รับคำชี้แนะและความเมตตาเกินความคาดหมาย คือนอกจากจะได้ส่งการบ้านแล้ว ท่านยังกรุณาให้คำชี้แนะเพิ่มเติมอีกสองรอบ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองได้รับความใส่ใจและความเมตตามากๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก) &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;พอส่งการบ้านเสร็จในราวเก้าโมงสี่สิบห้า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พระอาจารย์ก็บอกให้พวกเรากลับบ้าน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตอนเลิกจากธรรมะบรรยาย ฉันได้เจอกับพี่ที่รู้จักกันโดยไม่คาดหมาย ตอนแรกจำกันไม่ได้ แต่เขาจำได้หันมาทักฉันก่อน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ก็เลยตื่นเต้นดีใจ คุยกันเสียงดัง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เจอพี่ควิก (นามสมมติ ศิษย์รุ่นเดอะ) เดินเข้ามาชูป้าย “งดใช้เสียง” ตรงหน้าพร้อมกับถามว่า ใครเสียงดังๆๆ ฉันตกใจรีบก้มตัวหลบ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;พี่ควิกไม่ยอมแพ้ เอาป้ายมาจ่อตรงหน้า พร้อมพูดประโยคเดิมว่า ใครเสียงดังๆๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันเลยต้องยอมแพ้ บอกไปว่า ขอโทษค่ะ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แหม แต่ว่าในใจตอนนั้นโกรธจี๊ดทีเดียว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;นั่นไง นางมารร้ายโผล่มาแล้ว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ได้เห็นเลยว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ที่ว่าฉันร้ายเนี่ยมันร้ายยังไง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;โทสะมันมาแรงจริงๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;มาแบบไม่ยอมไปง่ายๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ประมาณโกรธแบบอาฆาต เจ้าคิดเจ้าแค้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คือไม่ได้คิดจะไปทำอะไรเขาหรอกนะ แต่มันจำแม่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จำขึ้นใจแบบไม่ลืมว่าคนๆนี้เคยทำอย่างนี้กับฉัน&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฉันไม่ชอบมากๆ โกรธมากๆ อย่างที่ไม่คิดจะให้อภัยเขาอีก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ชาตินี้อย่าได้มาใกล้หรือมาเจอกันอีกเลย &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal"  style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;สุดยอด (ต้องอุทานว่า ซึโค้ย&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;!&lt;/span&gt;&lt;span style="line-height: 115%;font-size:85%;" lang="TH" &gt;)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;สภาวธรรมท่านมาแสดงตัว สอนให้เราดูให้เราเห็นตัวเองแบบทันอกทันใจมาก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฮ่าๆ เช้านั้นหลังจากปลาบปลื้มใจตอนที่ส่งการบ้านเสร็จ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ก็เลยกลับบ้านไปแบบที่ยังเคืองๆพี่ควิกอยู่เลย (ตอนนั่งรถกลับจะมีโทสะผุดขึ้นมาสลับกับความปลาบปลื้ม ขึ้นอยู่กับว่าฉันเผลอคิดถึงเรื่องอะไร)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แหม..ตอนนี้ที่เขียนถึงนี้ก็ยังมีแอบเคืองจี๊ดๆอยู่เลยนะเนี่ย &lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ธรรมะแสดงตัวอีกรอบ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ฮ่าๆ ก็ตามดูตามรู้ไป&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ดีๆ ทำความรู้จักตัวเองไปเรื่อยๆ &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;(ตอนเขียนบันทึกนี้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จิตมีอาการฟุ้งมิใช่น้อย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่ก็สนุกดี เขียนไปขำไป ดูจิตไป)&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-7275225978914843032?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/7275225978914843032/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/10/blog-post_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/7275225978914843032'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/7275225978914843032'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/10/blog-post_28.html' title='และแล้วนางมารร้ายก็ปรากฏ'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SuepyiZpZnI/AAAAAAAAApc/Fdd2aLO54TM/s72-c/545961_72200395.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-6100126910154930176</id><published>2009-10-04T22:52:00.012+07:00</published><updated>2010-08-05T23:10:14.361+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เดินทาง'/><title type='text'>หลวงพระบาง ในฤดูปลายฝนต้นหนาว (ตอน ๑)</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsjIaJ2EiII/AAAAAAAAAnU/MZJcuDC0OCI/s1600-h/IMG_3905.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5388777305793661058" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 176px; CURSOR: hand; HEIGHT: 214px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsjIaJ2EiII/AAAAAAAAAnU/MZJcuDC0OCI/s320/IMG_3905.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; จำได้ว่าเกิดแรงบันดาลใจอยากจะไปหลวงพระบางเมื่อหลายปีก่อนจากโปสการ์ดใบหนึ่ง ที่เป็นภาพขาวดำรูปอาคารเก่าๆยุคโคโลเนียลหลังหนึ่ง หากมองผาดๆก็คงจะเห็นเป็นแค่โปสการ์ดใบหนึ่ง แต่เมื่อมองพิศก็จะพบกับความงามและเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิต โปสการ์ดใบนั้นทำให้เกิดความตั้งใจว่าวันหนึ่งฉันจะเดินทางไปหลวงพระบางเพื่อไปตามหาตึกหลังนั้นให้ได้ ยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราววิถีชีวิตและความมีน้ำใจของผู้คนอันเป็นเสน่ห์ของเมืองหลวงพระบาง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากจะไปเที่ยวหลวงพระบางให้ได้ในสักวัน ฉันยังคงเก็บโปสการ์ดใบนั้นไว้มาจนบัดนี้ เป็นโปสการ์ดที่ถ่ายภาพโดย Pattarapong Kongwijit&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดฉันก็ได้ตัดสินใจเดินทางไปหลวงพระบาง เมื่อพี่นะและหยีเพื่อนที่ทำงานอยู่เมืองลาวชวนให้ไปช่วยจัดอบรม TOT 1 ให้กับกลุ่มพระที่สนใจการทำงานด้านพัฒนาที่วัดป่านาคูนน้อยที่เวียงจันทร์ ตอนที่ตัดสินใจว่าจะไปนั้นยังไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็เลยเผื่อใจไว้ว่าทริปนี้มีแววว่าอาจต้องลุยเดี่ยว มีความรู้สึกตื่นเต้นปนกังวลใจ เพราะไม่เคยไปและไม่รู้จักใครที่หลวงพระบาง (เพื่อนฉันทำงานอยู่ที่เวียงจันทร์เป็นหลักและช่วงนั้นเขาก็ไม่ว่าง) แต่พอเพื่อนรู้ว่าฉันรู้สึกกังวลใจ เขาก็ช่วยหว่านล้อมแกมบังคับ + สะกดจิต(เพราะพี่แกพูดหว่านล้อมทุกวัน) ให้น้องแล่ น้องชายคนลาวที่เป็นเจ้าหน้าที่โครงการอบรมช่วยไปเป็นไกด์ให้จนได้ เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมในค่ำวันที่ห้า เช้ามืดวันถัดมา ฉันตื่นตั้งแต่ตีสี่ ตื่นเช้ากว่าวันปกติของการอบรมที่ต้องตื่นมานั่งสมาธิตอนตีสี่ครึ่งเสียอีก (ปกติจะตื่นประมาณ ตีสี่ยี่สิบ) เพื่อนเลยแซวว่าสงสัยจะมีอาการตื่นเต้นเหมือนเด็กจะได้ไปเที่ยว (ท่าจะจริงเนาะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินทางไปถึงท่ารถตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะเข้าใจว่ารถออกตอนหกโมงครึ่ง ปรากฏว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน รถจะออกจริงๆตอนแปดโมงตะหาก หลังจากจองตั๋วรถ นั่งกินกาแฟกับขนมคู่ (ปาท่องโก๋) ที่สถานีรถโดยสารแล้ว ยังเหลือเวลาอีก เกือบสองชั่วโมง เพื่อนก็เลยชวนไปเดินตลาดเช้าที่ทุ่งขันคำ (แปลว่าทุ่งขันทองคำ / คำ = ทองคำ) ไปดูบรรยากาศยามเช้าในตลาดสดเมืองเวียงจันทร์ ที่ตลาดมีผู้คนคึกคัก สินค้าหลากหลาย นอกจากสินค้าที่ผลิตได้เองในเมืองลาวและที่นำเข้าจากเมืองไทยแล้ว ก็มีผักผลไม้จำนวนมากที่เป็นสินค้านำเข้าจากเมืองจีน อาจเรียกได้ว่าจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศลาวในวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389056955745970674" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsnGv7GWKfI/AAAAAAAAAn0/pbe1pfCdD4E/s320/IMG_2820.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เดินดูบรรยากาศและได้ชิมข้าวจี่จื่น (ข้าวจี่ชุบไข่ทอด) อร่อยดี ไม้ละ ๘ บาท เดาว่าเป็นความอร่อยที่ได้จากแป้งนัวผสมกับไข่ที่ชุบทอด อาหารลาวมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม จีน ฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปียก (ก๋วยจั๊บญวน) เฝอ ข้าวจี่ฝรั่ง (ขนมปังฝรั่งเศสสอดใส้หมูยอ แจ่ว และอื่นๆ) ยำผัก (สลัดผักราดน้ำสลัดผสมถั่วลิสงคั่ว รสชาติจัดจ้าน – แซ่บถูกใจคนมักกินผักเช่นข้าน้อยยิ่งนัก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ส่วนอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมของลาวนั้นก็มักจะมีแจ่ว ผักและปลาร้าเป็นส่วนผสมหลัก ไม่นิยมปรุงด้วยน้ำมันหรือการทอด แต่จะใช้การต้ม นึ่งเสียส่วนใหญ่ จึงนับว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากๆ รสชาติออกจะกลมกล่อมไม่เผ็ดร้อนเท่าอาหารอีสานของไทย แต่ต้องระวังเรื่องการใส่แป้งนัว (ผงชูรส) ที่อาจจะมีมากเป็นพิเศษ กระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้นำพาแป้งนัวเข้ามาในลาวด้วย แป้งนัวได้ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง มันอยู่ในกับข้าวเกือบทุกชนิดรวมทั้งในถ้วยพริกน้ำปลามะนาว แอบสงสัยว่าถ้าข้าวเหนียวจำเป็นต้องมีรสอื่นที่ไม่ใช่รสข้าวเหนียวเขาก็คงจะใส่แป้งนัวลงไปด้วยแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินดูตลาดจนทั่วก็ได้เวลากลับมาขึ้นรถเพื่อออกเดินทางไปหลวงพระบาง เช้านี้ที่ท่ารถผู้คนบางตา เพราะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว จึงไม่มีนักท่องเที่ยวให้เห็นมากนัก รถโดยสารปรับอากาศที่ฉันนั่งมีชาวต่างชาติไม่กี่คนนอกนั้นเป็นคนลาวเสียส่วนใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือท่องเที่ยวบอกว่าใช้เวลาเดินทางจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางประมาณ 7-12 ชั่วโมง เจ็ดชั่วโมงที่ว่าคงหมายถึงการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะถ้านั่งรถโดยสารประจำทางนั้นใช้เวลาเฉลี่ยอย่างน้อย 10 ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นสำหรับระยะทางประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตรนั้น เป็นเพราะถนนสายหลักที่ไปหลวงพระบางมีเพียงเส้นเดียว คือถนนสายที่ ๑๓ ที่สร้างตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเมืองลาว เป็นถนนลาดยางสองเลน ทอดยาวลัดเลาะไปตามไหล่เขาและหน้าผาสูง ไม่มีเส้นแบ่งกั้นช่องทางการจราจร การขับรถจึงต้องขับอย่างระมัดระวัง ต้องกะระยะกันวัดใจกันเอาเองเวลารถสวนกัน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389062606316486050" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsnL41HVvaI/AAAAAAAAAoU/s18YpBQAzjY/s400/IMG_2830.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนั่งรถไปในราวชั่วโมงที่เก้า (ชักจะเมื่อย) ฉันเปรยๆกับน้องแล่ที่ร่วมทางว่า น่าจะเชิญคนขับไปเป็นวิทยากรหัวข้อการใช้ชีวิตช้าๆ เสียจริง พี่แกขับรถได้ช้าดีมาก ต้องขอชมเชยในความใจเย็นรอบคอบและระมัดระวังของพี่เขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะนั่งรถนานมาก แต่ทัศนียภาพสองข้างทางนั้นก็สวยงามดีอยู่ มีภูเขาสูงรูปร่างแปลกตาทอดเรียงรายสลับลดหลั่นกันไป เห็นบ้านเรือน และวิถีชีวิตของผู้คนชนเผ่าสองข้างทาง ถามแล่ได้ความว่าคนเหล่านี้คือ ชาวลาวเทิน ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมในแถบนี้ เห็นเด็กๆ ถีบจักรยานกลับมากินข้าวที่บ้านตอนพักกลางวัน เด็กนักเรียนผู้หญิงที่นี่ใส่เสื้อเชิ้ตนุ่งผ้าซิ่นไปโรงเรียน นับเป็นชุดนักเรียนที่ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศไว้ให้เห็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างทางรถจะจอดแวะให้กินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารที่บ้านบังกะโล เป็นร้านอาหารอยู่ริมหน้าผา อากาศดีวิวสวย หน้าร้านอาหารก็จะมีชาวบ้านเอาผักและอาหารสดมาวางขายให้คนผ่านทางได้แวะซื้อ ฉันเห็นคนลาวหลายคนแวะซื้อผักสดที่นี่ไปคนละหลายๆกำ มีแม่ค้าเรียกให้ฉันซื้อผักของเขาเหมือนกัน ฉันก็ได้แต่ตอบเขาไปว่า “ซื้อบ่ได้ บ่ได้แต่งกิน” แปลว่า ซื้อไม่ได้เพราะไม่ได้ทำกับข้าวกินเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากจุดแวะพักกินข้าว เราต้องเดินทางไปต่ออีกประมาณห้าชั่วโมงบนเส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาสูง ในที่สุดฉันก็มาถึงหลวงพระบางราวหนึ่งทุ่ม รถมาจอดที่สถานีรถประจำทาง จากที่นั่นเราต้องนั่งรถจัมโบ้ (ตุ๊กๆ) เข้าไปในตัวเมืองอีกประมาณไม่เกินสิบนาที ค่ารถคนละ ๒๐,๐๐๐ กีบ (๘๐ บาท) รถจะจอดที่บริเวณสามแยก ใกล้ๆร้านกาแฟโจมา จากที่นั่นเราต้องเดินไป เพราะตอนกลางคืนถนนเส้นที่เราจะไปจะปิดเพื่อเปิดเป็นตลาดมืด เราเดินอีกไม่ไกลก็ถึงวัดใหม่สุวรรณาราม แล่แวะเอาของไปฝากไว้ที่วัดใหม่ฯ เพราะว่าเขาจะไปนอนพักที่กุฎิของครูบาดีซึ่งเป็นศิษย์รุ่น ๓ในโครงการอบรมและพัฒนาพระสงฆ์ที่แล่ทำงานอยู่ แล่บอกว่าถ้าวัดนี้มีแม่ขาว ฉันคงได้นอนที่วัดกับแม่ขาวไม่ต้องเสียเงินค่าที่พัก อย่างไรก็ตามแถวๆวัดใหม่และบริเวณถนนเส้นนี้มี guest house เยอะมาก จนไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่นอน ยิ่งในฤดูกาลปลายฝนต้นหนาวซึ่งเป็น low season แบบนี้ยิ่งไม่ต้องห่วง มีให้เลือกเหลือเฟือ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389063630806855666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsnM0do4L_I/AAAAAAAAAoc/OAre0Z1wuGY/s400/IMG_2936.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากวัดใหม่เราเดินลัดเลาะหา guest house ใกล้ๆแถวนั้นเพื่อหาที่พักให้ฉัน เราเดินผ่านหน้าวังเจ้าชีวิต (กษัตริย์) ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เลี้ยวเข้าไปในซอยถนนอุ่นเฮือนข้างรั้ววัง ที่นั่นฉันได้ที่พักที่พูสีเกสต์เฮาส์ ในราคาคืนละ 450 บาท เมื่อเก็บข้าวของในที่พักเรียบร้อย เราก็เดินออกมาหาข้าวเย็นกิน ฉันพูดว่าไป “หาข้าวกินกัน” แล่บอกว่า ถ้าพูดว่าไปหาข้าวกิน คนลาวจะหมายถึง มีกับข้าวทำเสร็จแล้วอยู่ในบ้าน ให้ไปตักกินได้เลย แต่กรณีอย่างฉันนี้ต้องพูดว่า “ไปซื้อกิน” จึงจะถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาหารค่ำมื้อแรกในหลวงพระบาง ฉันได้กินอาหารบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติราคาจานละ ๕๐๐๐ กีบ ( ๒๐ บาท) ที่ข้างรั้ววัดใหม่ฯนั่นเอง มีอาหารให้เลือกหลากหลายพอใช้ ในราคามิตรภาพ จะตักมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่ตักได้ครั้งเดียวจานเดียว ปกติหากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวร้านนี้คนจะแน่นมาก ต้องต่อคิวซื้อและม่มีที่นั่งว่างเลย (อ่านจากในเน็ต) แต่วันนี้ ผู้คนบางตา ฉันกับแล่เลยเลือกตักเลือกกินเลือกนั่งได้ตามใจชอบ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389058479281325058" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsnIImtexAI/AAAAAAAAAoE/GDwSWtlsQkU/s400/IMG_2875.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากมื้อค่ำเราก็ไปเดินเตร็ดเตร่ดูข้าวของเที่ยวชมตลาดมืดกัน มีสินค้าหัตถกรรมหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าทอมือ ผ้าปักเย็บลวดลายต่างๆตามแบบฉบับของลาว มีงานไม้งานแกะสลัก และภาพเขียนกระดาษสามากพอควร สังเกตดูแม่ค้าที่นี่หน้าตาสวยงาม น่ารัก กันเกือบทั้งนั้น มีทั้งสาวรุ่นๆ และสาวใหญ่ บางร้านก็มาเป็นครอบครัว บ้างก็เป็นชนเผ่า บางร้านก็เป็นคนหลวงพระบาง ก่อนมาที่นี่หยีกับแล่บอกว่าสาวๆที่หลวงพระบางน่ะสวยๆทั้งนั้น เพราะสมัยก่อนจะมีการคัดเลือกสาวๆหน้าตาดีมาอยู่ที่เมืองนี้เพื่อให้เจ้าชีวิตหรือขุนนางเลือกไปเป็นนางสนม นางกำนัล และมรดกแห่งความงามของคนรุ่นก่อนก็ยังคงตกทอดสืบต่อมามายังสาวๆรุ่นนี้ ไม่รู้ตำนานที่ว่าจะจริงหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ต้องยอมรับว่าสาวๆที่นี่ส่วนใหญ่หน้าตาสวยงามสมคำร่ำลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389061769428470338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsnLIHdsCkI/AAAAAAAAAoM/sZUVOrm7X6I/s400/IMG_2880.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;แม่ค้าพ่อค้าทุกคนจะทักทายนักท่องเที่ยวด้วยคำว่า “สะบายดี” คำว่าสบายดีจึงเป็นคำที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบทุกคนฟังเข้าใจและพูดได้ชัด แล่บอกว่าถ้าเป็นช่วง high season เราแทบจะไม่มีที่เดินและต้องไหลไปกับผู้คน แต่ตลาดมืดในวันนี้มีแม่ค้ามากกว่านักท่องเที่ยว ถนนโล่งว่าง เราก็เลยเดินได้อย่างสบายๆ แถมยังสามารถต่อรองขอลดราคาสินค้าได้มากกว่าฤดูกาลท่องเที่ยว ฉันได้แวะซื้อผ้าพาดไหล่ที่เพิงแถวๆนั้น แม่ค้าน่ารัก หยิบสินค้าให้เลือกแบบเต็มใจมาก ฉันยังไม่ทันจะเอ่ยปากว่าอะไร ผ้าทอลายสีสันต่างๆ ก็มาแผ่ปูวางให้เลือกสรรมากมายตรงหน้า ฉันเลือกผ้าและของฝากมาได้สี่ห้าชิ้น พอจ่ายเงินเสร็จแม่ค้าสาวสวยรีบเอาเงินไปแตะๆสินค้าในร้านให้ทั่วๆ พลางบอกว่าวันนี้เราได้มาประเดิมร้านเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเดินชมตลาดและบรรยากาศยามค่ำต่อไปอีกจนเกือบสุดถนน เราก็แยกย้ายกันกลับไปที่พัก ฉันบอกแล่ว่าพรุ่งนี้จะตื่นมาใส่บาตรข้าวเหนียว มาหลวงพระบางทั้งทีจะพลาดโปรแกรมสุดฮิตนี้ได้ไง ก็เลยนัดกันว่าเราจะมาเจอกันอีกทีที่บริเวณตักบาตรข้างรั้ววัดตอนหกโมงเช้าวันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-6100126910154930176?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/6100126910154930176/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6100126910154930176'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6100126910154930176'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='หลวงพระบาง ในฤดูปลายฝนต้นหนาว (ตอน ๑)'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SsjIaJ2EiII/AAAAAAAAAnU/MZJcuDC0OCI/s72-c/IMG_3905.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-4695101827523692918</id><published>2009-09-15T21:25:00.005+07:00</published><updated>2009-09-15T23:11:30.345+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='life journey'/><title type='text'>ทบทวนชีวิต</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/Sq-8U2ObXyI/AAAAAAAAAnE/uvJOwk2446s/s1600-h/1212536_open_bible.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5381727146070466338" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 251px; CURSOR: hand; HEIGHT: 160px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/Sq-8U2ObXyI/AAAAAAAAAnE/uvJOwk2446s/s320/1212536_open_bible.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ลองนั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เป็นอยู่ และกำลังจะเป็นไป ในช่วงเวลาสั้นๆของยามค่ำคืน แม้จะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองมาอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ ว่า เราเกิดมาทำไม มีอะไรที่เราต้องการทำบนโลกใบนี้บ้าง ภารกิจ(ทางจิตวิญญาณ)ของเราคืออะไร เป้าหมายสูงสุดในชีวิตในชาตินี้ของเราคืออะไร แล้วตัวเราได้เข้าใกล้เป้าหมายนั้นไปแล้วบ้างหรือยัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหลายขวบปีที่ผ่านพ้นมานั้นบางคำถามก็อาจได้พบพานคำตอบ บางคำถามก็ยังคงดำรงอยู่ภายใน เฝ้ารอคอยคำตอบอย่างอดทน จำได้ว่าตอนที่เยาว์วัยกว่านี้ เราเร่งร้อนที่หาคำตอบต่างๆให้เจอเร็วๆ อยากรู้เร็วๆ จะได้รีบๆ ทำ จะได้รีบๆบรรลุเป้าหมายชีวิตเหล่านั้นโดยเร็ว มีชีวิตก็ต้องรีบใช้ ต้องรีบทำ ต้องรีบลองเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์ เป็นมนุษย์ผู้หิวโหยประสบการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาบัดนี้อายุมากขึ้น เราเริ่มช้าลง ความร้อนรนเริ่มจางคลาย ความอดทนในการเฝ้ารอมีมากขึ้น เริ่มละเลียดในการผ่านพ้นวันคืนและการใช้ชีวิตมากขึ้น เริ่มตระหนักว่าหลายๆคำถามที่มีอาจจะยังไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนตอบ พี่ที่นับถือคนหนึ่งเคยบอกว่า "อย่าฆ่าคำถามดีๆ ด้วยคำตอบห่วยๆ" และคำถามดีๆบางคำถามก็ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบเสมอไป ใช่หรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการจะบอกว่า การเร่งร้อนแสวงหาประสบการณ์ในวัยเยาว์เป็นสิ่งไม่ดี การช้าลงและเฝ้ารอในตอนนี้ดีกว่า สำหรับเราแล้ว การใช้ชีวิตทั้งสองแบบแม้จะแตกต่าง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเฉกเช่นเดียวกัน ในทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นการทดลองเรียนรู้ที่เราชื่นชอบทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราค้นพบว่า สิ่งหนึ่งที่เราปรารถนามาตลอดคือ อิสระภาพ การใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญ ความเบิกบาน-ความมั่นคงภายใน การบรรลุธรรม(เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง) การได้ช่วยเหลือให้เพื่อนมนุษย์ได้เติบโตและค้นพบความสุขที่แท้จริงภายในตนเอง และความสามารถที่จะรักมนุษย์ทุกคนได้เหมือนอย่างที่จักรวาลรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งจากครูทางธรรมคนแรกในชีวิต ท่านเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้เราเลือกที่จะเป็นครูเช่นเดียวกันนั้นให้กับคนอื่นๆต่อไป เราปรารถนาว่า เราได้สร้างแรงบันดาลให้กับผู้คนในการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อที่จะได้สัมผัสกับความสุขภายในที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า มั่นคงยิ่งกว่า ความสุขนั้นเปรียบได้กับแหล่งน้ำพุทางจิตวิญญาณที่ไหลรินพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และการเป็นครูทางจิตวิญญาณนั้น มิได้ผูกติดยึดโยงหรือตีกรอบอยู่ภายใต้ศาสนาใดๆ หากแต่เปิดรับและน้อมรับคำสอนและสัจจะธรรมที่ดำรงอยู่ในทุกๆศาสนาอย่างให้ความเคารพ ไม่แตกต่างกัน เป็นสัจจะที่เป็นกลางเป็นสากลของมนุษยชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนถึงบัดนี้เราก็ยังไม่รู้หรอกว่า เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ด้วยวิธีการใด อย่างไรหรือเมื่อไหร่ แต่มันคือความเชื่อมั่นอยู่ลึกๆภายในใจว่า หากสิ่งที่เราปรารถนานั้นเป็นสิ่งดีงามและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติแล้วไซร้ จักรวาลจะจัดสรรโอกาสและเส้นทางมาให้แก่เราเอง เส้นทางนั้นจะปรากฎในช่วงเวลาที่เหมาะสม เรารู้ดีว่าเราอยู่บนเส้นทางและอยู่ในแผนการของจักรวาล ดำรงอยู่มาแล้วเสมอมา ตลอดเวลา&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-4695101827523692918?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/4695101827523692918/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/09/blog-post_15.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/4695101827523692918'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/4695101827523692918'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/09/blog-post_15.html' title='ทบทวนชีวิต'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/Sq-8U2ObXyI/AAAAAAAAAnE/uvJOwk2446s/s72-c/1212536_open_bible.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-1961647122132423132</id><published>2009-09-15T17:06:00.008+07:00</published><updated>2010-08-05T23:15:21.845+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='life journey'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='relationship'/><title type='text'>บนเส้นทางของความสัมพันธ์</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/Sq9w7p6oulI/AAAAAAAAAm8/ZnkJNgLA61s/s1600-h/108268_romance.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5381644249897417298" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 167px; CURSOR: hand; HEIGHT: 222px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/Sq9w7p6oulI/AAAAAAAAAm8/ZnkJNgLA61s/s320/108268_romance.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมื่อเร็วๆนี้ได้รับทราบข่าวคราวของเพื่อนคู่หนึ่ง เป็นคู่ที่เรารู้จักตั้งแต่เขายังคบเป็นแฟนกัน จนกระทั่งแต่งงานมีลูกสาวหนึ่งคน ยังจำได้ถึงภาพครอบครัวเล็กๆที่น่ารักของสามคนพ่อแม่ลูก ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่เรารู้สึกชื่นชมเสมอในความสามารถและความมีน้ำใจ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ข่าวคราวล่าสุดที่ทราบคือ หลังจากใช้ชีวิตคู่กันมาร่วม 10 ปี มาบัดนี้ความสัมพันธ์ดูคล้ายจะเปราะบางและอ่อนไหว ฝ่ายชาย(คือรุ่นพี่ที่เรานับถือ)เขียนจดหมายบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา บอกเล่าถึงความหวั่นไหว ไม่มั่นคง ความเสียใจ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้ตื่นรู้และเติบโตขึ้นจากปัญหาที่เผชิญในความสัมพันธ์อย่างมากมาย มีหลายคำถามที่เขาถามแล้วทำให้เราได้คิด เขาถามว่าในช่วงหลายขวบปีที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานั้น มันคงมีบางสิ่งที่เขาคุ้นชินและละเลยไป จนทำให้เมื่อถึงวันนี้มันก็สายเกินสำหรับฝ่ายหญิงที่จะย้อนกลับมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ภรรยาของเขา (เพื่อนของเรา) ได้บอกกับสามีอย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงตอนนี้มันเลยจุดนั้นของความสัมพันธ์ไปแล้ว เลยจุดที่เธอจะหวนย้อนคืน เธอไม่พบว่าตนเองยังรักเขาอีกต่อไป และเธอต้องการอิสระภาพเพื่อได้ทำตามในสิ่งที่ตนเองเคยฝันไว้ อาจเป็นเพราะการต้องแบกรับภาระแห่งการเป็นภรรยาและเป็นแม่ ทำให้ความฝันเหล่านั้นถูกเก็บงำซุกซ่อนไว้มายาวนานนับหลายปี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แม้ถึงตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ยังคงอ่อนไหวและเปราะบาง ไม่อาจล่วงรู้ผลลัพธ์ในบั้นปลาย เรายังคงรู้สึกชื่นชมคนทั้งคู่ ชื่นชมในความกล้าหาญที่จะเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาของฝ่ายชาย ชื่นชมในความกล้าในการตัดสินใจเพื่อไล่ตามความฝันของฝ่ายหญิง ชื่นชมในความกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่เป็นอยู่ และเลือกที่จะเติบโตขึ้นจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เรื่องนี้สำหรับเราแล้ว คงไม่ใช่คำถามว่า แล้วใครถูกหรือใครผิด แต่คงเป็นคำถามว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะเลือกเติบโตขึ้นจากมันอย่างไร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;บนเส้นทางของความสัมพันธ์นั้นไม่มีคำตอบตายตัว ไม่มีการการันตีใดๆ ความเปลี่ยนแปลงต่างหากคือที่ดำรงอยู่ในคุณภาพของความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์คือโอกาสที่จิตวิญญาณจะได้เติบโตอย่างที่ตนต้องการ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จิตวิญญาณสองดวงเลือกที่จะพบกัน บางทีก็เพื่อที่จะเติบโตด้วยกันไปสักระยะ ก่อนจะตัดสินใจแยกย้ายหรือแยกทาง หากแต่บางครั้งก็อาจจะเลือกที่จะเติบโตด้วยกันไปจวบจนสิ้นอายุขัยในช่วงชีวิตนี้ (เราล้วนเกิดและตายมาหลายชาติภพ มีคู่แท้มากมายที่ได้ผ่านพบในแต่ละชาติ) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทางเลือกในชีวิตมีมากมายหลายเส้นทางที่ทับซ้อนและโยงใยพาดผ่านกันไปมา เมื่อชีวิตมาถึงทางแยก และเมื่อจำเป็นต้องเลือก ก็ขอให้เราได้เลือกอย่างกล้าหาญ ซื่อสัตย์และจริงใจต่อตนเอง &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-1961647122132423132?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/1961647122132423132/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/09/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/1961647122132423132'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/1961647122132423132'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='บนเส้นทางของความสัมพันธ์'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/Sq9w7p6oulI/AAAAAAAAAm8/ZnkJNgLA61s/s72-c/108268_romance.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-20931733688906117</id><published>2009-08-28T14:04:00.009+07:00</published><updated>2010-08-05T23:11:27.858+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พันแสงรุ้ง'/><title type='text'>พลังแห่งศรัทธา ปกาเกอะญอ</title><content type='html'>วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6835 ข่าวสดรายวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารีย์ เอมชุ่มรส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeDnlrbo4I/AAAAAAAAAl0/9f3QQEEzQDs/s1600-h/karenfaith003.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374909396442391426" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 217px; CURSOR: hand; HEIGHT: 151px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeDnlrbo4I/AAAAAAAAAl0/9f3QQEEzQDs/s320/karenfaith003.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;การเดินทางของทีมงานรายการพันแสงรุ้ง แต่ละครั้งนอกจากจะเก็บเกี่ยวข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวของพี่น้องหลากหลายชาติพันธุ์ร่วมผืนแผ่นดินผ่านสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ได้พบเจอ เปิดใจ และเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ของวิถีปฏิบัติทางศาสนา ของเหล่าพี่น้องชาวกะเหรี่ยง ในประเทศไทยมีกะเหรี่ยงหลายกลุ่ม แต่กลุ่มหลักๆ คือ "กะเหรี่ยงสะกอ" หรือ "ปกาเกอะญอ" "ปกาเกอะญอ" เป็นคนไทยภูเขากลุ่มใหญ่สุดในประเทศ มีอัตลักษณ์เด่นชัดเรื่องเคารพธรรมชาติ ใช้ไม้เคารพป่าไม้ ใช้น้ำเคารพแหล่งน้ำ เพราะความอ่อนน้อมของปกาเกอะญอต่อสรรพสิ่ง ทำให้การนับถืออำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นหลักยึดให้กับชีวิตและจิตวิญญาณของบรรพชนมานับพันปี ถ่ายทอดผ่านประเพณี พิธีกรรม คำสอน และหลักปฏิบัติในการดำรงชีวิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลังจากโลกเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสมัยใหม่ ปกาเกอะญอต้องเผชิญปัญหาในยุคล่าอาณานิคมจากตะวันตก การครอบงำจากนครรัฐสมัยใหม่ อยู่ท่ามกลางอำนาจของพม่า สยาม อังกฤษ พร้อมๆ กับการแย่งชิงทรัพยากรสินแร่และป่าไม้ ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ในดินแดนบรรพชน ละแวกแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำเมย รวมทั้งการเดินทางมาถึงของศาสนาใหม่ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ โดยคณะมิชชันนารี นำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่คน ปกาเกอะญอต้องคิดทบทวน และเลือกตัดสินใจในหนทางของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeDv14pHmI/AAAAAAAAAl8/rkU9DC5bvnk/s1600-h/003.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374909538231721570" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 299px; CURSOR: hand; HEIGHT: 203px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeDv14pHmI/AAAAAAAAAl8/rkU9DC5bvnk/s320/003.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ศาสนาคริสต์เข้ามาไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคแรกเป็นพิธีกรรมทางศาสนากันในกลุ่มคนต่างชาติ และค่อยๆ มีคนไทยหันมานับถือศาสนาคริสต์ในพื้นที่ต่างๆ แต่การเผยแพร่คริสต์ศาสนาไปยังผู้คนแถบเทือกเขา โดยเฉพาะในกลุ่มกะเหรี่ยงต่างๆ เกิดขึ้นในช่วง 100 กว่าปีมานี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ เข้ามาถึงปกาเกอะญอในภาคเหนือ เนื่องจากความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างปกาเกอะญอฝั่งไทยกับพม่า ที่เดินทางไปมาหาสู่เหนือเขตพรมแดน ทางคณะมิชชันนารีได้เดินทางนำคำสอน การศึกษา และสาธารณสุข เข้าไปสู่ชนเผ่าห่างไกล เป็นจุดเริ่มต้นเปิดรับศรัทธาและความเชื่อใหม่ของปกาเกอะญอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสนาจารย์ซันนี แดนพงพี เลขาธิการคณะคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ๊บติสท์ เล่าว่า การแพร่ธรรมสู่ปกาเกอะญอในยุคแรก ผ่านในรูปของนิทาน หรือกลอนของชาวกะเหรี่ยง เรียกว่า "ทา" กล่าวถึงพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่าพระเจ้า ทำให้พี่น้องปกาเกอะญอเปิดใจ นับถือศรัทธาพระเจ้าในศาสนาคริสต์ และนำมาประยุกต์เข้ากับความเชื่อดั้งเดิมของบรรพชน ปัจจุบันปกาเกอะญอประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาพุทธและอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่แนวโน้มของการปรับเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ทั้งนิกายโรมันคาทอลิก และโปรเตสแตนต์ ยังคงเพิ่มสูงขึ้น รวมกว่า 30,000 คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ขวัญชีวัน บัวแดง ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ทรรศนะว่า ระบบศาสนาดั้งเดิมนับถืออำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะพิธีกรรม&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeD0vC0B5I/AAAAAAAAAmE/05Bh4qDLyy8/s1600-h/karenfaith017.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374909622294677394" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 147px; CURSOR: hand; HEIGHT: 321px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeD0vC0B5I/AAAAAAAAAmE/05Bh4qDLyy8/s320/karenfaith017.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ที่จะต้องให้ลูกหลานคนในตระกูลอยู่พร้อมหน้า มีพิธีล้มหมู เซ่นสังเวยต่างๆ พร้อมๆ กับการมาถึงของชีวิตแบบโลกสมัยใหม่ ทำให้ศาสนาดั้งเดิมเริ่มไม่ตอบสนองต่อชีวิต ปรับตัวไม่ได้ เมื่อปรับยากจึงต้องเปลี่ยนกรอบความคิดเป็นระบบใหม่ ความเป็นจริงในวันนี้คือ ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเข้าสู่วิถีแห่งโลกสมัยใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านคุณยายกริปอย วัย 78 ปี แม่เฒ่าปกาเกอะญอแห่งบ้านดอกแดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ คนรุ่นแรกที่เปลี่ยนมาเป็นนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เล่าถึงสาเหตุตัดสินใจครั้งสำคัญว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ลูกหลานต้องเดินทางไปเรียนในเมือง ไม่สามารถกลับมาร่วมพิธีสำคัญภายในครอบครัวได้ โดยเฉพาะพิธีเอาะบกา หรือพิธีกินเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างวงศาคณาญาติ ที่สมาชิกทุกคนต้องอยู่ร่วม หากไม่ครบจะเกิดสิ่งไม่ดีขึ้นกับคนในครอบครัว อีกทั้งของเซ่นไหว้ที่ใช้ในแต่ละครั้ง เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เมื่อมิชชันนารีเดินทางเข้ามาถึงหมู่บ้านในช่วงเกือบ 50 ปีที่แล้ว จึงตัดสินใจเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ และไม่ประกอบพิธีเซ่นไหว้ผีอีกเลย"&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeD7mWwU0I/AAAAAAAAAmM/WzcdDfRat74/s1600-h/karenfaith018.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374909740221485890" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 159px; CURSOR: hand; HEIGHT: 327px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeD7mWwU0I/AAAAAAAAAmM/WzcdDfRat74/s320/karenfaith018.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถึงวันนี้ หมู่บ้านปกาเกอะญอส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันทั้งศาสนาดั้งเดิม พุทธ และคริสต์ สำหรับปกาเกอะญอคริสต์ แม้ต้องละทิ้งการปฏิบัติด้านพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวกับการเซ่นไหว้ผี แต่หลายพื้นที่ทางทีมงานยังได้พบการผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับพิธีกรรมของคริสต์ที่ศูนย์อบรมเด็กชาวไทยภูเขาบ้านแม่ปอน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทีมงานได้เห็นภาพซิสเตอร์พาเด็กๆ ไปปักไม้กางเขน และสวดภาวนาริมคันนา เพื่อให้พืชพันธุ์ออกผลงอกงามดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างการเดินทางสำรวจข้อมูลในพื้นที่ ทีมงานได้พบกับความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันในงานแต่งงาน ระหว่างสตรีชาวปกาเกอะญอที่นับถือศาสนาดั้งเดิม กับหนุ่มปกาเกอะญอคริสต์ นิกายคาทอลิก ที่บ้านห้วยข้าวลีบ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ งานจัดขึ้นที่บ้านเจ้าสาว มีขั้นตอนการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณบรรพบุรุษ และดื่มเหล้าแบบพิธีดั้งเดิม แต่บาทหลวงให้ศีลและประกอบพิธีแลกแหวนแต่งงานแบบคริสต์ การอยู่ร่วมกันของคนในชุมชนเอง ถึงแม้แต่ละครอบครัวจะมีศรัทธาความเชื่อที่เคารพนับถือแตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ในชุมชนลดลงตามไปด้วย ปกาเกอะญอคริสต์คาทอลิก หลายครอบครัวยังคงต้มเหล้าพื้นบ้าน เพื่อร่วมกันดื่มกินกับคนในชุมชนที่มาช่วยเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชิ"สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ปกาเกอะญอนักพัฒนารุ่นใหม่ แสดงความกังวลในเรื่ององค์ความรู้ดั้งเดิมที่อาจหายไป เช่น สมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาการรักษาโรคของปกาเกอะญอถูกลดค่าลงจากการรับเอายาแผนปัจจุบันเข้ามาแทนที่ หากผู้รับศาสนาไม่เข้าใจว่าการเป็นคริสเตียนที่แท้จริง คือการเติมเต็มสิ่งที่มีอยู่เดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น มิใช่การละทิ้งสิ่งที่เป็นสมบัติของชาติพันธุ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมอยากให้ชาวปกาเกอะญอคริสต์ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง เป็นคริสต์ที่เกิดจากการเข้าใจคริสต์จริงๆ ถ้าเราไม่เข้าใจ ทำให้เราเป็นอะไรก็ไม่รู้ ฝรั่งก็ไม่ใช่ ปกาเกอะญอก็ไม่ใช่ ไปไม่ได้ อยู่ก็ไม่มีความสุข คนที่จะเป็นคริสต์ขอให้เป็นคริสต์แบบคนปกาเกอะญอ"เช่นเดียวกับศาสนาจารย์ซันนี แดนพงพี เลขาธิการคณะคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ๊บติสท์ ให้ทรรศนะแทนปกาเกอะญอคริสต์ โปรเตสแตนต์ ว่า อยากให้นำการอื่อทาของคนปกาเกอะญอกลับมารื้อฟื้นใหม่ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับศาสนา แต่เป็นวิถีชีวิตที่สามารถเล่าสู่คนรุ่นต่อไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของพี่น้องปกาเกอะญอนับถือศาสนาคริสต์ ถ่ายทอดผ่านรายการ "พันแสงรุ้ง" ในสารคดีชุดศรัทธาของปกาเกอะญอ ทั้งปกาเกอะญอคริสต์ นิกายคาทอลิก และโปรเตสแตนต์ มีทั้งหมด 3 ตอน วันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค.นี้ ตอน "พลังแห่งศรัทธา" ที่สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-20931733688906117?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/20931733688906117/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/08/16.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/20931733688906117'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/20931733688906117'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/08/16.html' title='พลังแห่งศรัทธา ปกาเกอะญอ'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpeDnlrbo4I/AAAAAAAAAl0/9f3QQEEzQDs/s72-c/karenfaith003.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-5351235802863184402</id><published>2009-08-25T18:08:00.007+07:00</published><updated>2009-08-27T16:54:27.377+07:00</updated><title type='text'>“ก้าวสำคัญของสภาศาสนสัมพันธ์กับงานเสริมสร้างสันติภาพในประเทศไทย”</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZQEhzAxAI/AAAAAAAAAlE/kgnhkcZP-x0/s1600-h/992379_prayer_and_devotion_-_hands_3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374571244035294210" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 156px; CURSOR: hand; HEIGHT: 213px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZQEhzAxAI/AAAAAAAAAlE/kgnhkcZP-x0/s320/992379_prayer_and_devotion_-_hands_3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หลังจากการประชุมจัดตั้ง “สภาศาสนสัมพันธ์เพื่อสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้” (Inter-religious Council for Peace in Southern Thailand) เรียกชื่อย่อว่า IRC (Thailand) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเวลาผ่านไปได้ประมาณ 2 เดือนแล้วนั้น ในระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมพบปะกันระหว่างคณะกรรมการที่ปรึกษาและกรรมการดำเนินงานทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุมอิมนุลคอลดุล วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประชุมในวันแรก ได้มีการพิจารณาวัตถุประสงค์ของสภาฯ ให้รัดกุมขึ้น กล่าวคือ นอกเหนือจากการส่งเสริมความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ ความเข้าใจ ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา ที่ประชุมได้เน้นบทบาทของการเสนอแนวทางสร้างสรรค์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้และในสังคม ตลอดจนการเน้นการศึกษาและการนำหลักศาสนามาใช้ให้เป็นพลังในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ขยายขอบเขตพื้นที่การดำเนินงานของสภาฯ ให้ครอบคลุมจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และรวมถึงพื้นที่อื่นที่สามารถประกอบกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสภาฯ ในระดับประเทศและนานาชาติด้วย จึงเห็นได้ว่า กิจกรรมของสภาฯ จะขยายให้กว้างขึ้นในระดับการนำสันติภาพและการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศด้วย ดังนั้น งานของสภาฯ ในปลายปีนี้ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสานเสวนาระหว่าง IRC (Srilanka) กับ IRC (Thailand) และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จากประสบการณ์ สถานการณ์ และบทเรียนของแต่ละฝ่ายที่จะนำสันติภาพมาสู่สังคม การประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้ จะเป็นการเปิดตัวสภาฯ อย่างเป็นทางการในระดับชาติและเป็นการสื่อสารกับสังคมในประเด็นสันติภาพอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งบประมาณของการดำเนินงานของสภาฯนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก WCRP (The World Conference of Religions for Peace) ที่ประชุมเสนอให้ขอทุนสนับสนุนจากเครือข่ายและหน่วยงานต่างๆในประเทศไทย เพื่อการมีส่วนร่วมกับงานของสภาฯ สภาฯจะมีสถานภาพในฐานะเป็นสาขาหนึ่งของ WCRP โดยมีศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นสำนักงานและทำหน้าที่เป็นสำนักเลขานุการ สภาฯจะไม่ดำเนินงานในรูปแบบมูลนิธิเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเป็นอิสระในการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ในด้านสันติภาพให้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานของสภาฯมุ่งเน้นในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายที่ทำงานทางศาสนาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับทุกศาสนา โดยรวมทั้งผู้นำศาสนา เยาวชน สตรี ฯลฯ ร่วมเรียนรู้ร่วมกันระหว่างศาสนา ในการนี้ สภาฯวางแผนที่จะสื่อสารกับสังคมที่สะท้อนความเข้าใจระหว่างศาสนาเพื่อสันติภาพ ในรูปของสิ่งพิมพ์ และเอกสารตำราในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ที่ประชุมสภาฯได้พิจารณา ได้แก่ การปฏิบัติการในการสื่อสารกับสังคมอย่างทันท่วงที เพื่อขจัดอคติและความเข้าใจผิดที่อาจมีกลุ่มบุคคลใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือให้เกิดความแตกแยก ความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน เช่น ในกรณีที่มีการล่วงเกินต่อศาสนสถาน ศาสนวัตถุและศาสนบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า สภาศาสนสัมพันธ์จะใช้เครือข่ายในชุมชนเพื่อตรวจสอบข่าวเหตุการณ์ การให้ข่าว ให้ข้อเท็จจริงจากพื้นที่ให้มากที่สุด และนำเสนอกรรมการสภาฯเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างศาสนาให้มีการสื่อสารต่อสังคมฯ อย่างทันท่วงที เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดความหวาดระแวงระหว่างศาสนา จนอาจกลายเป็นความรุนแรงระหว่างศาสนาได้ในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZGzQ8BUTI/AAAAAAAAAkk/zQo1I1Wy-8w/s1600-h/IRC001resize.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374561051847250226" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 240px; CURSOR: hand; HEIGHT: 180px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZGzQ8BUTI/AAAAAAAAAkk/zQo1I1Wy-8w/s320/IRC001resize.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;กิจกรรมของสภาฯภายหลังการเสร็จสิ้นการประชุมในวันแรกนี้ คือ การเดินทางไปเยี่ยมเยียนพบปะพูดคุยกับพระสงฆ์และชาวบ้านผู้ประสบเหตุการณ์ความรุนแรง ณ วัดคลองทรายใน หมู่ 5 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ณ ชุมชนชาวพุทธแห่งนั้น กรรมการของสภาฯ จากศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกซ์ ได้แนะนำตัวและวัตถุประสงค์ในการมาเยี่ยมเยียน พร้อมกับให้กำลังใจและผนึกพลังให้ชาวบ้านและพระสงฆ์ผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงได้มั่นใจว่า บุคคลากรทางศาสนาจะไม่ทอดทิ้งและจะร่วมมือกันเพื่อใช้วิถีทางทางศาสนาของตนเพื่อป้องกันมิให้เกิดความรุนแรง ให้เกิดความปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สินของชุมชนศาสนาให้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น พระสมุห์คล่อง เจ้าอาวาสวัดคลองทรายใน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านได้เล่าถึงความเป็นมาของชุมชนพุทธแห่งนี้ ตลอดจนความรุนแรงและผลกระทบที่ได้รับ มีคำถามจากชาวบ้านที่ถามกรรมการสภาฯ ที่สะท้อนความกังวลของชุมชนว่าสันติภาพคืออะไร ทำอย่างไรชุมชนที่เคยสงบสุขจะปลอดภัยจากความรุนแรงเช่นนี้ได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ในวันรุ่งขึ้น กรรมการสภาฯได้เ&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZXcTlKLcI/AAAAAAAAAls/KLCsq-FrAnE/s1600-h/IRCThailand002v.2+resize.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374579349117349314" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 254px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZXcTlKLcI/AAAAAAAAAls/KLCsq-FrAnE/s320/IRCThailand002v.2+resize.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ดินทางไปเยี่ยมพี่น้องมุสลิม ณ มัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอปาแย อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้พบกับคอเต็บ ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน กลุ่มผู้หญิง&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZHBWuCNSI/AAAAAAAAAks/jEi9Kc0ivd0/s1600-h/IRC002resize.jpg"&gt;&lt;/a&gt;ที่สามีและบุคคลในครอบครัวถูกฆ่าตายขณะทำละหมาด และผู้บาดเจ็บที่ถือไม้เท้ามาร่วมพูดคุยกับกรรมการสภาฯ ในวันนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยการให้กำลังใจ และการยกคำสอน คำแนะนำของแต่ละศาสนามาเป็นแง่คิดให้ทุกคน อดทน มั่นคง เพื่อแสดงความศรัทธาต่อคำสอนของศาสนาของตน ชาวบ้านหลายคนได้สื่อสารด้วยภาษามลายูจากใจเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การยี่ยมเยียนชุมชนศาสนาทั้งสองแห่งนี้ ถือเป็นภารกิจหลัก และเป็นกิจกรรมสำคัญของสภาศาสนสัมพันธ์ที่ลงพื้นที่เพื่อ “ฟังด้วยใจ” เพื่อก้าวพ้นความแตกต่างในทางศาสนา และเพื่อส่งสัญญาณของความร่วมมือระหว่างศาสนาที่พวกเราจะไม่ทอดทิ้งกัน เมื่อมีการก้าวล่วงความปลอดภัยของศาสนชุมชนทั้งหลาย กรรมการสภาฯได้นำเงินจำนวนหนึ่งมอบให้ชุมชนทั้งสองแห่งเพื่อเป็นกำลังใจในเบื้องต้น กำลังหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ของ จ.ยะลาและนราธิวาสได้ร่วมต้อนรับคณะกรรมการสภาฯด้วยความเข้มแข็ง พวกเราขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZRNDL9b9I/AAAAAAAAAlk/VYBn3tOPqpo/s1600-h/IRC003resize.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374572489948884946" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 147px; CURSOR: hand; HEIGHT: 203px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZRNDL9b9I/AAAAAAAAAlk/VYBn3tOPqpo/s320/IRC003resize.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZQfcgb1BI/AAAAAAAAAlc/iSyQSBoIIyg/s1600-h/IRC005resize.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374571706471666706" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 151px; CURSOR: hand; HEIGHT: 204px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZQfcgb1BI/AAAAAAAAAlc/iSyQSBoIIyg/s320/IRC005resize.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ความมือร่วมใจของผู้นำศาสนาและศาสนิกชนของหลายๆ ศาสนาที่ร่วมทำงานในนามของสภาศาสนสัมพันธ์นี้ เป็นการเริ่มต้นของ “จิตอาสา” ที่พร้อมที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงอคติระหว่างกันให้มากขึ้น สังเกตได้จากบรรยากาศการพูดคุยในระหว่างการเยี่ยมเยียนชุมชนทั้งสองเป็นไปด้วยความผ่อนคลาย และเป็นกันเองของผู้คนที่มาจากความเชื่อต่างกัน แต่เขาเหล่านั้นได้แสดง “การเคารพต่อความเป็นมนุษย์ผู้มีความแตกต่าง” ของกันและกัน เพื่อร่วมทำงานนำสันติสุขมาสู่สังคมไทยอีกช่องทางหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-5351235802863184402?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/5351235802863184402/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5351235802863184402'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5351235802863184402'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='“ก้าวสำคัญของสภาศาสนสัมพันธ์กับงานเสริมสร้างสันติภาพในประเทศไทย”'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SpZQEhzAxAI/AAAAAAAAAlE/kgnhkcZP-x0/s72-c/992379_prayer_and_devotion_-_hands_3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-8526569043861125142</id><published>2009-07-05T11:45:00.008+07:00</published><updated>2009-07-05T12:37:17.112+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Conversation with God'/><title type='text'>When God talks about Relationship (Book I)</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SlA7DbWWGXI/AAAAAAAAAbc/5I_EfxDAkdE/s1600-h/1046186_plasma_explosion_1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5354844887010646386" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 265px; CURSOR: hand; HEIGHT: 180px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SlA7DbWWGXI/AAAAAAAAAbc/5I_EfxDAkdE/s320/1046186_plasma_explosion_1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;Relationship are &lt;em&gt;sacred &lt;/em&gt;because they provide life's grandest opportunity--indeed, its only opportunity--to create and produce the &lt;em&gt;experience&lt;/em&gt; of your highest conceptualization of Self. Relationships fail when you see them as life's grandest opportunity to create and produce the experience of your highest conceptualization of &lt;em&gt;another.&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Let each person in relationship worry about &lt;em&gt;Self&lt;/em&gt;--what &lt;em&gt;Self&lt;/em&gt; is being, doing, and having; what S&lt;em&gt;elf&lt;/em&gt; is wanting, asking, giving; what &lt;em&gt;Self&lt;/em&gt; is seeking, creating, experiencing, and all relationships would magnificently serve their purpose--&lt;em&gt;and&lt;/em&gt; their participants!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;Let each person in relationship worry not about the other, but only, only, only about Self&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;This seems a strange teaching, for you have been told that in the highest form of relationship, one worries &lt;em&gt;only&lt;/em&gt; about the other. Yet I tell you this: your focus upon the other--your &lt;em&gt;obsession&lt;/em&gt; with the other--is what causes relationships to fail.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...If you cannot love your Self, you cannot love another. Many people make the mistake of seeking love of Self &lt;em&gt;through&lt;/em&gt; love for another. Of course, they don't realize they are doing this. It is not a conscious effort. It's what's going on in the mind. Deep in mind. In what you call the subconscious. They think: "If I can just love others, they will love me. Then I will be lovable, and &lt;em&gt;I&lt;/em&gt; can love me."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The reverse of this is that so many people hate themselves becuase they feel there is not another who loves them. This is a sickness--it's when people are truly "lovesick" because the truth is, other people do love them, but it doesn't matter. No matter how many people profess their love for them, it is not enough.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;First, they don't believe you. They think you are trying to manipulate them--trying to get something. (How could you love them for who they truly are? No. There must be some mistake. You must want something! Now what do you want?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;They sit around trying to figure out how anyone could actually love them. So they don't believe you, and embark on a campaign to make you &lt;em&gt;prove &lt;/em&gt;it. You have to prove that you love them. To do this, they may ask you to start altering your behaviour.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Second, if they finally come to a place where they can believe you love them, they being at onece to worry about how long they could keep your love. So, in order to hold onto your love, they start altering their behaviour.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Thus, two people literally lose themselves in a relationship. They get into the relationship hoping to find themselves, and they lose themselves instead.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;This losing of the Self in a relationship is what causes most of the bitterness in such couplings&lt;/span&gt;. &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5354845055563830386" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 253px; CURSOR: hand; HEIGHT: 181px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SlA7NPQjlHI/AAAAAAAAAbk/458QGc2YwBg/s320/1075828_abstract_design_2.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;Two people join together in a partnership hoping that the whole will be greater than the sum of the parts, only to find that it's less. They feel &lt;em&gt;less&lt;/em&gt; thatn when they were single. Less capable, less able, less exciting, less attractive, less joyful, less content.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;This is because they are less. They've given up most of who they are in order to be--and to stay--in their relationship.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Relationships were never meant to be this way. Yet this is how they are experience by more people than you could ever know.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;It is because people have lost touch with (if they ever were in touch with) &lt;em&gt;the purpose&lt;/em&gt; of relationships.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;&lt;em&gt;When you lose sight of each other as sacred souls on a sacred jouney, then you cannot see the purpose, the reason, behind all relationships.&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;The souls has come to the body, and the body to life, for the purpose of evolution. You are evolving, you are becoming. And you are using your relationship with everything to decide what you are becoming.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;This is the job you came here to do. This is the joy of creating Self. Of knowing Self. Of becoming, consciously, what you wish to be. It is what is meant by being Self conscious.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...Your first relationship, therefore, must be with your Self. You must first learn to honor and cherish and love your Self.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;You must first see your Self as worthy before you can see another as worthy. You must first see your Self as blessed before you can see another as blessed. You must first know your Self to be holy before you can acknowledge holiness in another.&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-8526569043861125142?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/8526569043861125142/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/07/when-god-talks-about-relationship-book.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/8526569043861125142'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/8526569043861125142'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/07/when-god-talks-about-relationship-book.html' title='When God talks about Relationship (Book I)'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SlA7DbWWGXI/AAAAAAAAAbc/5I_EfxDAkdE/s72-c/1046186_plasma_explosion_1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-3271263042157156136</id><published>2009-06-14T19:43:00.005+07:00</published><updated>2009-06-14T20:15:40.044+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Life Coaching'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Conversation with God'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='inspiration'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จักรวาลแห่งความมั่งคั่ง'/><title type='text'>กฎทางจิตวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง (จากคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง)</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc6600;"&gt;กฎข้อที่ ๑ การให้อภัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การให้อภัยคือก้าวแรกของการกำจัดเรื่องเก่าๆ เพื่อให้มีที่่ว่างสำหรับความมั่งคั่งที่จะหลั่งไหลเข้ามา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญที่สุดของการให้อภัยคือการให้อภัยตนเอง &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc6600;"&gt;กฎข้อที่ ๒ การผูกมัด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คุณต้องผูกมัดตนเองเข้ากับความมั่งคั่ง กล่าวคือ ต้องการมัน เชื่อมั่นในมัน คุณต้องแบกรับหน้าที่ในการนำความร่ำรวยมาสู่ชีวิตคุณเอง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;นี่คือข้อความที่จะช่วยให้คุณผูกมัดตัวเองเข้ากับผลลัพธ์อันมั่งคั่ง อ่านมันออกมาดังๆวันละสองครั้ง หนึ่งครั้งก่อนเริ่มต้นแต่ละวัน และอีกครั้งก่อนเข้านอน อ่านมันด้วยความรู้สึกและความเชื่อที่ว่า คุณได้ผูกมัดตัวเองกับผลลัพธ์ทางการเงินแบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม และจะประสบความสำเร็จด้วย &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;"ฉันคือ ___________ (เติมชื่อคุณ) ต่อไปนี้คือการผูกมัดตัวเองของฉัน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;ฉันตกลงใจที่จะเติมเต็มชีวิตด้วยความมั่งคั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันตกลงใจที่จะเติมเต็มชีวิตด้วยความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันตกลงใจที่จะทำตัวกล้าหาญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันตกลงใจที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆในแง่บวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันตกลงใจกับผลลัพธ์แบบใหม่"&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc6600;"&gt;กฎข้อที่ ๓ จงรับเพื่อที่จะให้ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;จงรับด้วยความรู้สึกขอบคุณ  กล่าว "ขอบคุณ" สำหรับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว  &lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทุกๆครั้งที่คุณชำระเงินหรือเขียนเช็ค  จงขอบคุณ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ร้องขอให้มากขึ้น  อนุญาตให้ตนเองร้องขอในสิ่งที่ต้องการ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc6600;"&gt;กฎข้อที่ ๔ จงให้เพื่อที่จะรับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การให้ที่ถูกต้องคือ การให้ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จักรวาลมีความสมดุล  ด้านหนึ่งคือความมั่งคั่งที่เดินทางมาหาคุณ  คุณคือผู้รับความบริบูรณ์นั้น  อีกด้านหนึ่งคือความมั่งคั่งที่เดินทางจากคุณไปสู่ผู้อื่น  คุณคือผู้ให้  ทั้งสองด้านนี้ต่างสำคัญและต้องสมดุลกันทั้งสองด้าน  &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#330099;"&gt;&lt;strong&gt;"ฉันรับความอุดมสมบูรณ์ของจักรวาลมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ &lt;br /&gt;ฉันให้ผู้อื่นอย่างโอบอ้อมอารี"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-3271263042157156136?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/3271263042157156136/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/06/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3271263042157156136'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3271263042157156136'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/06/blog-post_14.html' title='กฎทางจิตวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง (จากคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง)'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-3005533430578686661</id><published>2009-06-14T12:55:00.013+07:00</published><updated>2009-06-14T15:12:42.083+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จักรวาลแห่งความมั่งคั่ง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='งานแห่งชีวิต'/><title type='text'>How come that idiot's rich and I'm not?</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SjStz4S8XAI/AAAAAAAAAas/839lSldf1Eg/s1600-h/1127279_golden_money_1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5347089764392393730" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 190px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SjStz4S8XAI/AAAAAAAAAas/839lSldf1Eg/s200/1127279_golden_money_1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;วันนี้นั่งอ่านหนังสือ "รวยได้ไม่ต้องเอาถ่าน" (How come that idiot's rich and I'm not?) เขียนโดย Robert Shemin เพิ่งไปซื้อมาเมื่อวานซืนนี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้สนุกดี มีแนวคิดพลิกกลับตาลปัตรต่อมุมมองที่มีต่อชีวิตและการเงิน ชนิดที่หลายๆคนคงอ้าปากค้างร้องเหวอ กันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่ออ่านมาเพียงไม่กี่หน้าและทดลองตอบคำถามไม่กี่ข้อตามแบบฝึกหัดในหนังสือ ฉันก็พบว่าสภาพของฉันในตอนนี้นี่มันช่างตรงกับพวก &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;"เถรตรงถังแตก"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เสียจริง พวกนี้จะทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง และทำให้ดีตามมาตรฐานที่วางไว้ คิดอยู่ในกรอบไม่กล้าล้ำเส้นใดๆ เพราะเชื่อว่านั่นคือหนทางเดียวที่นำสู่ความดีงามและความสำเร็จ พวกนี้ทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา (และจะรู้สึกผิดหากปล่อยเวลาให้อยู่ว่างๆโดยไม่ทำอะไร รวมทั้งลงโทษเฆี่ยนตีตนเองเมื่อไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่วางไว้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แม้จะ&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SjSowdQaSvI/AAAAAAAAAaM/BNdcjRz7eVk/s1600-h/954631_toonies.jpg"&gt;&lt;/a&gt;ใช้ความพยายามยิ่งยวดเพียงไรก็ตาม กระนั้นพวกเถรตรงถังแตก ก็ไม่เคยที่จะสามารถสัมผัสได้ถึงความสุขความอิ่มเอมใจได้อย่างแท้จริงและเต็มที่เลยสักครั้ง เพราะพวกนี้มักจะคิดกังวลถึงปัญหาและอุปสรรคและความไม่แน่นอนต่างๆในอนาคตอยู่เกือบตลอดเวลา พวกเถรตรงและถังแตกคือพวกที่พยายามว่ายทวนต้านกระแสแห่งความอุดมสมบูรณ์ของชีวิต หรือไม่ก็พยายามเกาะยึดรากไม้ริมตลิ่งอยู่อย่างแข็งขันและดื้อดึง ในขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามวนเวียนอยู่ในหัวว่า ทำไมชีวิตฉันถึงต้องพยายามทำอะไรบางอย่างที่เหนื่อยยากลำบากขนาดนี้ด้วย ทำไมเพียงแค่การมีชีวิตอยู่ให้ดีอย่างที่ควรจะเป็นมันถึงได้ช่างยากเย็นขนาดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่พวก &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;"ไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; กลับมองชีวิตต่างออกไป เปิดรับและอิ่มเอมกับทุกอณูของความสุขในชีวิตอย่างที่ไม่ต้องดิ้นรนพยายามมากเท่าพวกเถรตรงถังแตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองอันแสนจะพิสดารกลับตาลปัตรของพวกไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่งในหนังสือเล่มนี้ ได้สะท้อนถึงหลักการและความเชื่อต่อชีวิตและจักรวาลที่สำคัญบางอย่าง ซึ่งใครๆหลายคนอาจจะหลงลืมไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;หลักการที่่ว่านั้นก็คือ&lt;br /&gt;๑. แท้จริงแล้วหลักการแห่งความมั่งคั่ง ไม่ได้เกี่ยวกับเงิน แต่มันเกี่ยวกับเวลาและชีวิต&lt;br /&gt;๒. เงินเป็นสิ่งที่จักรวาลจัดสรรมาให้ เป็นการกระทำของจักรวาล และจักรวาลนี้มั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์อย่างไม่มีขีดจำกัด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#66ffff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หมายเหตุ เพิ่งอ่านมาได้ห้าสิบกว่าหน้า หลักการแค่สองข้อนี้คือสิ่งที่ได้รับจากห้าสิบกว่าหน้าที่ว่า (จริงๆแล้วยังมีอีกหลายข้อ แต่สองข้อนี้โดนใจมักๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;หลักการทั้งสองข้อเป็นสิ่งที่ฉันเชื่ออยู่ลึกๆมานานแล้ว แต่บางครั้งก็หลงทางปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามสิ่งที่สังคมบอกว่าควรจะเป็น แทนที่จะให้มันเป็นไปตามสิ่งที่ฉันต้องการจะเป็น เช่นว่า ดิ้นรนสมัครงานในองค์กรใหญ่ที่มั่นคงและมีชื่อเสียง เพื่อมีรายได้ประจำที่มั่นคง ได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติและชื่อเสียงจากการทำงานในองค์กรนั้นๆ และจะได้สามารถเป็นที่มาของการหาซื้อบ้านและรถ และทรัพย์สินอื่นๆที่ต้องการและอย่างได้ แต่นั่นก็ต้องแลกกับอิสรภาพ และทางเลือกอื่นๆที่เป็นไปได้ของชีวิต แลกกับการที่จะได้มีประสบการณ์ที่ไพศาลกว่า ลึกซึ้งกว่าในการใช้ชีวิตและการทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อืม...แต่ลองมาดูกันหน่อยสิว่าฉันได้รับอะไรดีๆบ้างจากองค์กรนี้ (แทนที่จะนั่งพร่ำบ่นถึงสิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ)&lt;br /&gt;แน่นอนฉันได้รับสิ่งดีๆมากมายจากองค์กรนี้ ได้ทำงานกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงานมีเมตตา มีจิตใจที่เปิดกว้างและรับฟัง ฉันรู้สึกขอบคุณเจ้านายและเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นอยู่จนถึงนาทีนี้ เป็นความรู้สึกสำนึกขอบคุณต่อโอกาส มิตรภาพและน้ำใจที่ได้รับจากทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันได้รับโอกาสไปเรียนต่อ ป.โท ต่างประเทศด้วยทุนทางการศึกษาที่ส่งมาให้อย่างง่ายดาย ได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าและน่าประทับใจจากครูบาอาจารย์และเพื่อนที่ร่วมเรียนด้วยกัน เป็นโอกาสอันล้ำค่าและเป็นความประทับใจที่คงจะไม่มีวันลืม รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณน้ำใจจากครูและเพื่อนทุกๆคนที่ดูแลฉันเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่เรียน ขอบคุณทุกๆคนมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันได้ทำงานที่มีคุณค่าและได้มอบสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก ได้รับการยอมรับและการนับถือ หรือกระทั่งคำชื่นชมจากหลายคน (นั่นเป็นสิ่งที่ฉันปรารถนา) รู้สึกได้ว่าตนเองมีคุณค่าบางอย่างจากงานที่ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันสามารถอาศัยชื่อเสียงและความมั่นคงขององค์กรกู้เงินซื้อบ้านอย่างที่อยากจะได้ บ้านมีบริเวณสำหรับปลูกต้นไม้และทำสวน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สะอาด สงบและมีเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ดูสิ ไม่ว่าฉันจะพร่ำบ่นเช่นไร ชีวิตก็มีเรื่องให้ขอบคุณได้เสมอ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่กระนั้น มันก็ยังคงมีบางอย่างที่ปรารถนายิ่งไปกว่านี้ นั่นคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การได้ทำงานที่ฉันสามารถเป็นนายของเวลา สามารถมีเวลาที่จะทำในสิ่งที่ปรารถนา เวลาสำหรับการเดินทางพักผ่อนหรือทำงานที่รัก เวลาที่เลือกได้เองว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ ตอนไหน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตอกบัตรเข้า-ออกงานตรงเวลา การมาสาย การถูกตำหนิใดๆ ฉันต้องการงานที่ให้เวลาต่อปรับตัว และยืดหยุ่นกับความต้องการทางจิตใจและทางกาย งานที่เอื้อต่อการเติบโต และให้เสรีภาพที่จะได้เลือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานที่มีคุณค่าช่วยให้ผู้คนได้เติบโตและค้นพบความสุข ศักยภาพภายในตนเองได้อย่างแท้จริง และแน่นอนเป็นงานที่ฉันรักที่จะทำอย่างสุดจิตสุดใจ สนุกกับมันได้ตลอดเวลา โดยไม่คิดว่า &lt;span style="color:#000066;"&gt;"นี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำ..."&lt;/span&gt; แต่คิดและรู้สึกอย่างเต็มที่ว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;"นี่คือสิ่งที่ฉันรักที่จะทำ..."&lt;/span&gt; เมื่อเราได้สร้างสรรค์และมอบของขวัญที่เรามีให้แก่โลกใบนี้อย่างสุดใจ (passionately give our gifts/presents to the others in this world)  ความมั่งคั่่งต่างๆก็จะหลั่งไหลเข้ามาเองอย่างไม่สิ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนฉันชมชอบความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตอย่างยิ่งยวด เพราะมันนำพาความอิ่มเอมใจบางอย่างมาให้ และมันหมายถึงการที่เราสามารถให้สิ่งที่เรามีออกไปได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน สำหรับฉันแล้วการมีเงินหรือความมั่งคั่งไม่ใช่ความบาปผิดอันใด เงินและความมั่งคั่งเหล่านี้คืออุปกรณ์หรือเครื่องมือที่จักรวาลส่งมอบมาให้เพื่อให้เราสามารถใช้มันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเชื่ออยู่เสมอว่า เงินเป็นภาพสะท้อนถึงสภาวะจิตของเรา กระแสการเงินที่ขัดสนสะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่ขาดแคลน และขัดสน ฉันใดก็ฉันนั้น กระแสการเงินที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ก็สะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน จักรวาลจะส่งมอบเงินและความมั่งคั่งมาให้มากเท่าที่เราจะเปิดรับได้ ตามสภาวะจิตใจของเราเอง เพราะจักรวาลนั้นมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และจักรวาลนั้นพร้อมที่จะให้เราอย่างเต็มที่อยู่แล้วตลอดเวลา ตลอดมา &lt;/p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5347085334250133986" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 135px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SjSpyAuuGeI/AAAAAAAAAac/csKus1zMHWs/s320/1120444_dont_let_her_fall_she_is_so_fragile___.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อลองแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า ยามค่ำคืน เราจะพบว่ามีดวงดาวนับแสนๆล้านๆ ดวง กระจายตัวมากมายอยู่ในจักรวาลนี้ นั่นคือทรัพย์สมบัติทั้งหมดอันประมาณมิได้ที่จักรวาลสร้างขึ้น และการสร้างนั้นดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากจะเปรียบกันแล้วโลกเป็นเพียงแค่เศษผงฝุ่นเล็กๆในจักรวาล (มนุษย์เปรียบเหมือนเชื้อไวรัสที่เกาะอาศัยเศษฝุ่นเม็ดนั้นเพื่อดำรงชีวิตอยู่--อาจจะเป็นการเปรียบที่โหดร้ายไปสักหน่อย) ที่ได้รับความรักและการดูแลอย่างไม่มีประมาณจากจักรวาลไม่แตกต่างจากดาวดวงและสรรพสิ่งอื่นใด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะฉะนั้นจะนับประสาอะไรกับเงินซึ่งเป็นเพียงแค่หนึ่งในพันล้านของเศษเสี้ยวแห่งความมั่งคั่งอันไพศาลของจักรวาลนี้ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์มหาศาลอื่นๆที่จักรวาลได้สรรสร้างไว้อย่างไร้ขอบเขต เพราะฉะนั้นมันง่ายมาก (ง่ายเสียยิ่งกว่าการกระพริบตาเสียอีก) ที่จักรวาลจะส่งมอบเงิน ความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ซึ่งมีอยู่แล้วตลอดเวลาเข้ามาสู่ชีวิตของเรา เพียงแต่ขอให้เราพร้อมที่จะเปิดรับเท่านั้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเปิดรับและสัมผัสกับความมั่งคั่งและอิ่มเอมใจในชีวิตเสียที?&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-3005533430578686661?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/3005533430578686661/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/06/how-come-that-idiots-rich-and-im-not.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3005533430578686661'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/3005533430578686661'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/06/how-come-that-idiots-rich-and-im-not.html' title='How come that idiot&apos;s rich and I&apos;m not?'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SjStz4S8XAI/AAAAAAAAAas/839lSldf1Eg/s72-c/1127279_golden_money_1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-5358098498613940771</id><published>2009-05-14T09:13:00.004+07:00</published><updated>2009-06-14T20:20:17.635+07:00</updated><title type='text'>MV: Say Yes</title><content type='html'>จำได้ว่าเคยดูซีรี่ย์ญี่ปุ่นเรื่องนี้สมัยประถม ประทับใจสุดๆ ติดตามดูเกือบทุำกตอน ดูไปน้ำตาไหลไปเพราะสงสารคุณลุงที่เล่นเป็นพระเอก จำได้ว่าตอนแรกที่เห็นหน้าคุณลุง แล้วรู้ว่า ตาคนนี้เล่นเป็นพระเอกของเรื่อง เรากะพี่ชายก็ร้องยี้ เพราะลุงไม่หล่อเอาเสียเลย แถมเชยอีกตะหาก ส่วนนางเอกเนี่ยสวยยังกะนางฟ้า แต่พอดูๆไป โหย คุณลุงโครตเจ๋งเลย เป็นคนจิตใจดี มีความจริงใจ มีความมุ่งมั่น จนสุดท้ายก็ชอบคุณลุงมากๆ เอาใจช่วยลุ้นคุณลุงทู้กตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย้ วันนี้เปิดเจอ MV เพลงนี้ในบลอกของเพื่อนใน multiply ทำให้นึกถึงความหลัง ขอเอามาแปะไว้ในบลอกนี้ต่ออีกที (แต่ว่าใน MV ไม่มีตัวละครในเรื่องให้ดูหรอกนะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/1C2-me3pC18&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/1C2-me3pC18&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-5358098498613940771?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/5358098498613940771/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/mv-say-yes.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5358098498613940771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5358098498613940771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/mv-say-yes.html' title='MV: Say Yes'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-4692590963483148826</id><published>2009-05-12T10:47:00.001+07:00</published><updated>2009-05-12T10:51:36.328+07:00</updated><title type='text'>ใจพร่อง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SgjyOYtOB9I/AAAAAAAAAYU/H1vvSPGg9ts/s1600-h/310307_4451.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 142px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SgjyOYtOB9I/AAAAAAAAAYU/H1vvSPGg9ts/s200/310307_4451.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5334780087584557010" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจที่พร่องกับการงานแห่งชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากปรากฎการณ์ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง (จากเรื่องความโกรธ) เราพบว่าแท้จริงแล้ว เราเป็นคนที่ใจยังพร่องอยู่มาก   สภาวะจิตไม่สมดุล  ข้างในยังกลวงโบ๋  ยังมีความอยากและดิ้นรนอย่างไม่รู้จบ  สรุปก็คือ  ยังหาสันติภายในให้แก่ตัวเองยังไม่ได้เลย   มันจึงเกิดคำถามกับตัวเองว่า  แล้วไอ้คนที่ใจพร่อง   ใจยังแห้งแล้ง เติมไม่เต็ม ไม่ปกติอย่างเราเนี่ย  มันจะไปสร้างสันติให้แก่โลกได้ยังไงว้า  ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด  ยังสร้างสันติภายในให้กับตัวเองไม่ได้  แล้วนับประสาอะไรจะไปสร้างสันติภาพให้กับสังคม  ให้กับโลก   พูดไปก็อายปาก  ชักจะเกิดความละอายไม่กล้าบอกใครเสียแล้ว ว่าทำงานด้านสันติวิธี    เพราะกฎธรรมชาติมีอยู่ว่า  “เราจะให้สิ่งใดได้ ก็ต่อเมื่อเรามีสิ่งนั้น”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ก็เลยกำลังพยายามจะมองให้ชัดๆ ว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไรแล้วเราจะไปสู่จุดนั้นได้ไง    เป้าหมายชีวิตข้อหนึ่งที่มีมานานแล้วก็คือ  เราอยากจะรักเพื่อนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง  อย่างไม่มีเงื่อนไข  อย่างไม่มีประมาณ  เป็นความรักแบบเดียวที่จักรวาลรักมนุษย์ทุกคน  รักเขาอย่างที่เขาเป็น  และมองเห็นภาวะแห่งจิตประภัสสรในตัวเขาได้ตลอดเวลา (แม้ว่าภายนอกเขาจะดูเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม)  สามารถมองเห็นพระผู้เป็นเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ที่ดำรงอยู่ภายในจิตใจของเขาได้อย่างแท้จริง   เราคิดว่าหากเราสามารถรักมนุษย์ทุกคนได้อย่างนี้   เราคงจะมีความสุขอย่างมากเลยทีเดียว   เราคงจะสามารถอุทิศตัวเพื่อทำงานรับใช้ผู้คนได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  อย่างเบิกบาน  เพราะว่ามันเป็นการทำงานด้วยความรัก   เป็นทำงานเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้า  รับใช้ธรรมะ หรือรับใช้จักรวาลนั่นเอง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายอีกข้อก็คือ  เราอยากจะช่วยให้ผู้คนได้ค้นพบความสุขที่แท้ภายในตัวเขา  ทำให้เขาได้ตื่นขึ้นมาเพื่อค้นพบน้ำพุแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงจิตใจของเขาได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงหรือพึ่งพาสิ่งอื่นใดนอกกาย  อยากจะให้ทุกคนได้กลับบ้านที่แท้จริง  ค้นพบบ้านที่แท้จริงภายในตัวเอง  กลับคืนสู่สภาวะของความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  (ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ชาติจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในภาวะที่จิตใจของเรายังพร่องอยู่อย่างนี้  อย่าว่าแต่จะช่วยคนอื่นเลย  ช่วยตัวเองยังเอาตัวไม่รอด  แล้วจะไปช่วยคนอื่นได้ยังไง  แล้วจะทำยังไงดีละทีนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เท่าที่นึกได้ตอนนี้เราคิดว่า  เราคงต้องการพื้นที่และเวลาที่จะสร้างสมดุลให้กับใจ  เพราะว่าจิตใจเรามันอ่อนแอไม่มีกำลัง  ไม่เข้มแข็งเอาเลย  การทำงานประจำทุกวันแบบเต็มเวลาอย่างที่เป็นอยู่นี้  ทำให้เรารู้สึกเครียดและไม่สามารถจัดการกับตัวเองได้  &lt;br /&gt;สำหรับเราเพียงแค่การต้องไปตอกบัตรเข้า-ออกงาน ตรงตามเวลาเช้า-เย็น มันก็สร้างความตึงเครียดให้ชีวิตมากพอแล้ว  แค่คิดถึงเรื่องนี้ก็ทำเอาเส้นประสาทตึงเขม็งแล้ว  (อาจจะฟังดูบ้ามาก  หรือเพี้ยนมากสำหรับคนอื่น แต่ว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ)  เพราะสำหรับเรา  การตอกบัตรลงเวลาเข้า-ออกงาน มันเป็นสัญลักษณ์ของการคุมขัง  การกดขี่(ทั้งในเชิงโครงสร้าง + วัฒนธรรม) การไม่ไว้วางใจในความเป็นมนุษย์ ในศักยภาพและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของมนุษย์ มันเป็นการพยายามควบคุมและการจำกัดเสรีภาพของมนุษย์อย่างเลวร้ายที่สุด (และแน่นอนมันไม่ผิดกฎหมายอีกตะหาก) เสรีภาพ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตทางจิตวิญญาณ มันคือคุณภาพที่จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนต้องการ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เราต้องการงานให้สามารถให้เวลาที่อิสระกับตนเอง  เวลาที่ยืดหยุ่น  มีเวลาว่างมากพอที่จะใช้เยียวยาตัวเองได้  พัฒนาตัวเองให้เติบโต  เข้มแข็งและสมดุลกว่านี้ได้  เป็นงานที่สร้างประโยชน์ให้กับโลกให้กับเพื่อนมนุษย์  งานที่เอื้อต่อการเติบโตทั้งภายนอกและภายในไปพร้อมๆกันอย่างสมดุล   ไม่ใช่วันๆก็หัวหมุน หัวปั่น จมอยู่กับงานอะไรบางอย่างที่ทำไปเพียงเพื่อเอาชีวิตรอด  จนไม่มีเวลาเงยหน้าขึ้นมาหายใจ  ไม่มีมาดูแลรักษาชีวิตภายใน  จนทำให้ขาดชีวิตสมดุลแล้วก็ผุพัง และแก่ตายไปอย่างผุพังในที่สุด  ทิ้งไว้แต่ผลงานที่ผุๆพังๆ ขาดๆเกินๆ ตามสภาวะจิตใจของคนทำงานที่ผุพังและขาดๆเกินๆ  เราไม่ต้องการใช้ชีวิตแบบนั้น  ไม่ต้องการสร้างผลงานแบบนั้น  จักรวาลสมควรที่จะได้รับสิ่งที่ดีกว่านั้น  จักรวาลควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดตอบแทนกลับคืนไป  เพราะโอกาสและชีวิตที่เราได้รับมอบมาจากจักรวาลมันเป็นของขวัญล้ำค่าเกินกว่าจะแลก/ตอบแทนด้วยผลงานเห่ยๆหรือการใช้ชีวิตแบบเห่ยๆอย่างที่เราเป็นอยู่  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขอให้เราได้มีหัวใจที่เต็ม (จนล้นออกไปให้คนอื่นได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น) และได้เติบโตทางจิตวิญญาณอย่างสมดุล&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-4692590963483148826?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/4692590963483148826/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/blog-post_2990.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/4692590963483148826'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/4692590963483148826'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/blog-post_2990.html' title='ใจพร่อง'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SgjyOYtOB9I/AAAAAAAAAYU/H1vvSPGg9ts/s72-c/310307_4451.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-6132738605848838780</id><published>2009-05-12T10:01:00.004+07:00</published><updated>2009-06-14T20:24:20.061+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว'/><title type='text'>ความโกรธ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SgjnlXRJS8I/AAAAAAAAAYM/kcWc5OFkf_k/s1600-h/42-17307751.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5334768387707456450" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 200px; CURSOR: hand; HEIGHT: 133px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SgjnlXRJS8I/AAAAAAAAAYM/kcWc5OFkf_k/s200/42-17307751.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้พบว่าตัวเองจิตตกบ่อย (ตกมา ๒-๓ วันแล้ว) มีอาการขึ้นๆลงๆ เอาแน่ไม่ได้ แต่ออกจะไปทางขาลงมากกว่าขาขึ้น มันจะมีอาการโกรธ ไม่พอใจ หงุดหงิด เบื่อ ซึมเศร้า เซ็ง น้อยอกน้อยใจ อึดอัดคับข้องใจอยู่เป็นพื้น สภาวะจิตขุ่นมัวมาก ถ้าพูดตามคำที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนก็ต้อง เรียกว่า ภาวะจิตเป็นอกุศล ถ้าเกิดปุบปับตายไปในตอนนี้ก็คงจะตกไปอบายภูมิเป็นแน่แท้ (เฮ้อ...โชคดีที่ยังไม่ตายเนอะ) วันนี้เลยตัดสินใจไม่ไปร่วมงานประชุมพูดคุยอะไรใดๆ กับใครทั้งสิ้น ขออยู่ทำใจดูแลตัวเองที่บ้านเงียบๆก่อนจะดีกว่า เพราะถ้าขืนไปร่วมงานอะไรกับใครเข้าในตอนนี้ก็มีหวังไปนั่งหน้าบูด หรือไม่ก็ใส่หน้ากากฉีกยิ้ม แต่ข้างในขุ่นมัว ปล่อยพลังลบๆ ส่งกระแสความสั่นสะเทือนแย่ๆ ออกไปรบกวนคนอื่นเขาเปล่าๆ ทำให้คนอื่นอาจจะพลอยรู้สึกแย่ไปด้วย (ทำให้ชาวบ้านเขาเดือนร้อนโดยไม่เจตนา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วง ๓ วันนี้เลยเปิดซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ฟังเพื่อเยียวยาตัวเอง ฟังๆไปอาการก็ค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ จิตเริ่มมีกำลังที่จะย้อนกลับเข้ามาดูตัวเอง สังเกตตัวเองอย่างเป็นกลางได้มากขึ้น จากเดิมที่ดิ้นรนทุรนทุราย ทุกข์ทรมานแบบสุดๆ ก็เริ่มดิ้นรนน้อยลง ทุกข์ทรมานน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราสังเกตเห็นว่า ตัวเราเองนี้เวลาโกรธจะเริ่มจากการคิดถึงคนอื่นหรือสิ่งอื่นๆรอบตัวในด้านลบก่อนว่า ทำไมมันถึงต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ไม่ได้ดั่งใจฉันเลย หรือไม่ก็คิดว่า ที่ฉันต้องเป็นทุกข์แบบนี้ ก็เป็นเพราะคนนั้นเขาคิดไม่ดีกับฉันอย่างนู้นอย่างนี้ เขามองไม่เห็นคุณค่าของฉัน ไม่เห็นความดีของฉัน ฉันมันไม่มีคุณค่า ไม่มีความดีในสายตาของเขา ฯลฯ จะมีอาการรับไม่ได้เสมอเวลาที่คิดว่า มีคนอื่นคิดถึงตัวเราในด้านลบ จะรู้สึกเจ็บปวดทุรนทุราย ทั้งนี้เป็นเพราะรักตัวเองแบบผิดๆ อีโก้มันใหญ่โตมาก ใครแตะไม่ได้ พร้อมจะอาละวาดฟาดหางได้ทุกเมื่อ (น่ากลัวจริงๆ แล้วใครมันจะกล้าแตะฟะเนี่ย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเราเริ่มคิดถึงอะไรก็ตามในด้านลบ ความโกรธก็เริ่มจะก่อตัว มารู้ตัวอีกทีก็อีตอนที่โกรธไปแล้วเต็มที่ อาการต่างๆ ก็เริ่มประดังประเดเข้ามาเป็นชุดๆ กล่าวคือ พอรู้ตัวว่าโกรธ ก็จะไม่พอใจตัวเองซ้ำอีกที่โกรธ เพราะคิดว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี คนดีๆเขาไม่โกรธกัน(ก็เกิดอยากจะเป็นคนดีๆกับเขาขึ้นมาอีก) อยากจะหายโกรธ ยิ่งอยากหายจิตใจก็ยิ่งดิ้นทุรนทุรายเพื่อหาทางทำให้หายโกรธ พยายามคิดโน่นคิดนี่เพื่อจะหาทางดับความโกรธ แต่ว่าแทนที่จะคิดด้านบวก ไอ้เจ้าความคิดด้านลบเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ หรือคนนั้นมันก็ดันโผล่ออกมาเสียเป็นส่วนใหญ่(โดยอัตโนมัติ) ยิ่งคิดมันก็เลยยิ่งโกรธ ยิ่งโกรธก็ยิ่งอยากหาย ยิ่งอยากหายก็ยิ่งดิ้นรนจะทำให้หาย ยิ่งดิ้นรนจะทำให้หายก็ยิ่งทุกข์ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์อันไม่รู้จบภายในจิตใจ (ถ้าจะว่ากันอีกสำนวนก็คงต้องบอกว่า วงล้อปฏิจจสมปบาทหมุนจี๋ ดูกันไม่ทันเลยทีเดียว) โหย...พอถึงจุดหนึ่งมันทุกข์สุดๆ จนต้องร้องไห้ออกมาเลย คือมันต้องหาทางระบายออกไง (การร้องไห้เป็นการช่วยระบายได้ทางหนึ่งในภาวะที่ไม่รู้จะทำไงดีแล้ว) โครตทุกข์ทรมานเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอได้ร้องไห้แล้วมันก็ชักจะเริ่มได้สติ ก็เลยไปเปิดซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ฟัง แค่ได้ยินเสียงหลวงพ่อก็รู้สึกว่าใจมันเริ่มนิ่ง ย้อนกลับมาดูตัวเองอย่างเป็นกลางได้มากขึ้น ก็เห็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นในใจตัวเอง อ้อ! ที่ฉันทุกข์จะเป็นจะตายเมื่อตะกี้น่ะ มันเป็นเพราะจิตมันเผลอไปคิด แล้วก็เผลอโกรธ เท่านั้นยังไม่พอจิตมันยังเผลอไม่ชอบความโกรธ พยายามดิ้นรนจะผลักความโกรธออกไป (อีตรงนี้แหละที่ทุกข์หนัก) จิตไม่เป็นกลางต่อความโกรธนั่นเอง พอจิตเริ่มมีสติเริ่มดูมันเฉยๆแบบเป็นกลาง อยู่ดีๆ สักประเดี๋ยวความโกรธมันก็หายไปเอง แต่ถ้าเราไปเผลอคิดถึงเรื่องที่ทำให้โกรธใหม่ เดี๋ยวมันก็กลับมาอีก เออแน่ะ ชักจะเริ่มเข้าใจ(จากประสบการณ์ตรง)ว่าจิตใจมันทำงานแบบนี้เอง แหม แต่กว่าจะเข้าใจก็เล่นเอาทุกข์แทบตายกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้เราเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมหลายๆครั้งที่รู้ตัวว่าโกรธแล้ว ความโกรธมันยังไม่หายไป ยังคงโกรธอยู่หรือไม่ก็ยิ่งโกรธมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้รับรู้มันอย่างเป็นกลาง เราใส่คำตัดสินให้โทษ-ให้คุณ ชอบ-ไม่ชอบลงไปในการรับรู้นั้นด้วย เพราะฉะนั้นรู้อย่างเดียวก็ยังไม่พอ แต่ต้องมีสติพอ(จิตใจตั้งมั่นและมีกำลังพอ) ที่จะรับรู้และเฝ้ามองดูมันอย่างเป็นกลางด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพ่อปราโมทย์สอนว่า ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในกายในใจนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสภาวะธรรมที่มาสอนเราได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ โกรธ อิจฉา ดีใจ เสียใจ เพียงแต่เรามักจะหลงไปไม่รับรู้ว่านี่คือสภาวะธรรม เราจึงไม่ยินยอมเปิดรับให้ธรรมะเข้ามาทำงานกับตัวเรา ทั้งยังหาทางปฏิเสธ ผลักไสและบ่ายเบี่ยง หรือไม่ก็พยายามควบคุมดัดแปลงมันให้ได้ดั่งใจ (พวกติดดีก็อาจจะวางมาดเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ดี พยายามแก้ไข ควบคุมสภาวะที่เกิดขึ้น) ส่วนคนทั่วไปก็อาจคิดไปว่าชาตินี้คงไม่มีทางเข้าถึงธรรมเพราะเข้าใจไปว่าสภาวะธรรมคือ สภาวะที่ใจสะอาด สว่าง สงบ เท่านั้น ซึ่งยากที่จะเข้าถึงสำหรับคนธรรมดาๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้มาฟังคำสอนของหลวงพ่อทำให้เราได้เข้าใจว่า อ้อ แท้จริงแล้วสภาวะธรรมนี้มันเป็นเรื่องโครตใกล้ตัวเลย มันเกิดขึ้นอยู่กับกายกับใจของเราทุกๆวันเลยทีเดียว เพราะธรรมะคือ ธรรมชาติ และในความเป็นธรรมชาตินั้นก็คือความเป็นธรรมดานั่นเอง หลวงพ่อบอกว่า กายนี้ใจนี้ของมนุษย์ธรรมดาๆแหละที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาธรรมะ เพราะกายกับใจก็เป็นธรรมชาติ เป็นของธรรมดา เป็นรูปธรรม นามธรรม ที่เกิด-ดับ อยู่กับเราตลอดเวลา ถ้าจะเอากันเข้าจริงๆ เราทุกคนล้วนมีโอกาสฝึกฝนปฏิบัติธรรมกันได้ทุกวัน ทุกๆนาที และการปฏิบัติที่ว่าไม่ใช่การพยายามที่จะเข้าไปควบคุม หรือดิ้นรนดัดแปลงกายกับใจ (ก็อย่างที่บอก ยิ่งดิ้นรนจะทำ มันก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งเครียด ยิ่งพยายามทำยิ่งพยายามดัดแปลงมันก็ยิ่งห่างไกลจากความเป็นธรรมดาและความเป็นธรรมชาติ--ตูทำมาแล้วทั้งน้าน) แต่การปฏิบัติธรรมคือ การเฝ้าสังเกตดู ทำความรู้จักกับกายกับใจอย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติ ตามธรรมดานั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ชักจะเริ่มรู้สึกขอบคุณความโกรธที่เกิดขึ้นกับตัวเองเสียแล้ว ขอบคุณที่มาสอนให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น แต่กระนั้นก็ยังต้องสารภาพตามตรงว่า ลึกๆแล้วเราก็ยังไม่ชอบความโกรธอยู่ดี คือมันยังรู้สึกแหยงๆ กับความโกรธน่ะ เพราะว่าเวลาโกรธแล้วมันทุกข์ แล้วไอ้ตัวเราก็ไม่อยากทุกข์ อยากจะสุขอย่างเดียวไง (แต่ที่ตลกคือ เราพบว่า ยิ่งอยากสุขมากเท่าไร มันก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น) ใจมันยังไม่เป็นกลางอย่างแท้จริงนั่นเอง ก็ต้องปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร รู้ว่าตัวเองไม่เป็นกลางก็ดีแล้ว ก็ตามรู้ตามดูกันต่อไปตามสภาวะที่ปรากฎ รู้ทันเมื่อไรใจก็คงจะเป็นกลางขึ้นมาได้เองเข้าสักวันกระมัง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-6132738605848838780?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/6132738605848838780/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/blog-post_12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6132738605848838780'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/6132738605848838780'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/blog-post_12.html' title='ความโกรธ'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SgjnlXRJS8I/AAAAAAAAAYM/kcWc5OFkf_k/s72-c/42-17307751.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-5414789188258537674</id><published>2009-05-07T14:09:00.005+07:00</published><updated>2009-06-14T20:22:39.462+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='NVC'/><title type='text'>คนกลางข้างถนน</title><content type='html'>โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวร่วมอาสาสมัคร หวังสังคมที่มีความคิดเห็นแตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ผ่านกลไกฝึกอบรมกลุ่มย่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ความวุ่นวายจะจางลงไปมากแล้ว แต่ลึกๆ แล้วหลายคนบอกว่า "เกมยังไม่จบ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วย 'สี' สัญลักษณ์แห่งความเป็นพวกพ้องยังคงอยู่ และไม่จำเป็นต้องแสดงตัวผ่านเสื้อ หรือ ผ้าโพกหัว อีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นหมายความว่า ความขัดแย้ง ระหว่างสียังมีเหมือนเดิม แต่พัฒนาไปในรูปแบบที่เดาทางยากมากขึ้น ซึ่งอาจหมายถึง ความสามารถในการจัดการน้อยลง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่รู้ สังคมเรียกร้อง 'คนกลาง' มาตลอด โดยเฉพาะคนกลางผู้มีบารมี คนกลางที่ทั้งสองฝ่ายเพราะจะเคารพและเชื่อฟัง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เหมือนเรากำลังนั่งรอคนกลางให้หล่นลงมาจากฟ้าหรือเปล่า" หลิน ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ผู้อบรบนักสื่อสารอย่างสันติ ตั้งคำถามต่อสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมือง ‘เป็นเรื่อง’ ในบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบ้านหลังเล็กๆ สามี-ภรรยา คู่หนึ่งอยู่กันมาอย่างสงบสุขมานานหลายปี เขาและเธอไม่มีลูก พอใจที่จะใช้ชีวิตกันสองคนมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนสงกรานต์ที่ผ่านมา เขาและเธอไม่ออกไปไหน นั่งดูข่าวโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ความวุ่นวาย ชนิดนาทีต่อนาที...โดยไม่พูดจากันสักคำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขา...ผู้สงสัยในการขึ้นมาของ 'รัฐบาล' ชุดนี้ ว่ามีคนในเครื่องแบบเป็นแบคอยู่เบื้องหลัง คำถามและความไม่ยุติธรรมจึงเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอ...ผู้อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข เห็นใจและเห็นด้วยกับรัฐบาลในการคลี่คลายปัญหาอย่างละมุนละม่อม พร้อมกับเปิดโอกาสให้รัฐบาลพิสูจน์ผลงานของตัวเองต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดยืนของทั้งคู่ ไม่ได้เป็นความลับ และถูกแสดงออกผ่านวงสนทนาอันประกอบไปด้วยเพื่อนฝูงที่รักใคร่สนิทสนมมาเป็นเวลาหลายปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มื้อเย็นนอกบ้านวันนั้น มีขึ้นหลังรัฐบาลตัดสินใจจัดการความวุ่นวายด้วยวิธีการที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่มีใครสงสัยเลยหรือว่า ทำไมถึงมีแต่ข่าวเสื้อแดงป่วนเมือง" ฝ่ายชาย ผู้ออกตัวก่อนว่าไม่ได้รักชอบ 'ทักกี้' …เป็นฝ่ายชวนคุย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้โดยทั่วไป การเมืองจะเป็นหัวข้อยกเว้นในการสนทนา แต่จังหวะเวลาแบบนั้น การถกเถียงเรื่องการเมือง เป็นเรื่องที่สมาชิกร่วมโต๊ะเข้าใจได้ และหลายคนก็เตรียมจะมาคุยเรื่องนี้อยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเห็นหลากสี หลายฝ่าย ประเดประดังเข้ามาเต็มโต๊ะ แดงบ้าง เหลืองบ้าง น้ำเงินหน่อยๆ ก็ยังมี ไม่มีสีก็มาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความเห็นใดๆ ก็ไม่สมารถจุดชนวนให้ 'แดงหนุ่ม' คนนั้น เดือดได้เท่ากับประโยคสั้นๆ จากคนข้างตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ก็ทำไมไม่ให้โอกาสเขาหน่อยล่ะ เท่าที่ดูเขาก็ออกมาจัดการปัญหาได้ดี ไม่รุนแรง รอดูผลงานเขาต่อไปอีกสักหน่อยดีกว่า"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"รัฐบาลทหารน่ะเหรอ มันไม่ยุติธรรม นี่น่ะเหรอประชาธิปไตย" แดงหนุ่มชักแรงขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การโต้เถียงระหว่างคนร่วมชายคา ร้อนขึ้นเป็นระยะ เพื่อนร่วมโต๊ะทั้งหลายที่เคยฝักใฝ่ในหลายสี ก็สลายขั้วเฉพาะกิจ เปลี่ยนบทเป็น 'คนกลาง' ช่วยไกล่เกลี่ย ไม่ให้สามีภรรยาบาดหมางกันไปมากกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เคารพความเห็นนะ แต่ก็น่าจะฟังเราบ้าง ไม่เข้าใจเลย แต่ก่อนเธอ (ภรรยา) เคยมีจุดยืนที่เป็นกลางกว่านี้" ลึกๆ แล้ว สามีอยากให้ภรรยาเห็นด้วยกับเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยอารมณ์หลายอย่างผสมกัน ฝ่ายภรรยาหลบไปเข้าห้องน้ำ กดโทรศัพท์หาญาติ ระบายความรู้สึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่ไหว อึดอัดมาก อยู่บ้านพูดกันไม่ได้เลย"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์เช่นนี้ พลอยทำให้ คนกลาง (อย่างไม่ได้ตั้งใจ) รู้สึกอึดอัดไปด้วย เพราะเล่นบทผู้ไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้ไกล่เกลี่ยเองก็อาจจะไม่ได้กลางอย่างบริสุทธิ์ ในใจเองก็เอียงซ้ายบ้าง ขวาบ้าง จนสับสนว่า ตัวเองจะยึดหลักใดในการไกล่เกลี่ย กระทั่ง ไม่แน่ใจว่าระหว่างไกล่เกลี่ย ความรู้สึกส่วนตัวจะยิ่งทำให้ความขัดแย้ง รุนแรงขึ้นหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกลาง เลือกข้างก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คนกลาง ไม่จำเป็นต้องเป็นกลางนะ" ไพรินทร์ กำลังจะบอกอีกว่า ทุกคนเป็นคนกลางได้ ถ้าอยากและมีความตั้งใจดีที่จะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงกรานต์ร้อนระอุที่ผ่านมา คลิปไล่รถแท็กซี่ของชาวสาธรที่ถูกส่งต่อกันให้วุ่น เป็นการแสดงพลังอย่างหนึ่งของพวกไม่เลือกข้าง หลังจากโดนรุกก่อนด้วยการปิดถนน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามก็คือ ถ้าไม่ตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำอย่างจังแบบนี้ จะมีใครออกมาเคลื่อนไหวบ้างไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือใครก็ตามที่นั่งเฝ้าข่าวหน้าจอแทบจะ 24 ชั่วโมงในช่วงนั้น เคยอึดอัด (มากๆ) จนต้องถามตัวเองหรือไม่ว่า “แล้วเราจะช่วยอะไรได้บ้าง” ที่มากกว่าการเป็นผู้ชมที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นั่นเป็นความตั้งใจที่ดีและมีค่ามากนะคะ” กัญญา ลิขนสุทธิ์ นักฝึกอบรบการสื่อสารอย่างสันติ และนักจิตบำบัดจากสหรัฐอเมริกา วิทยากรหลักสูตร ‘การเป็นคนกลางตามแนวทางการสื่อสารอย่างสันติ’ ของเสมสิกขาลัยร่วมกับไพรินทร์ ชี้ช่องที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของคนกลางได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แค่ความตั้งใจดียังไม่พอ การเป็นกาวใจเชื่อมความขัดแย้งได้ ต้องมีผ่านคอร์สบ่มทักษะกันหลายขั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มที่ ฟังและแปลความ โดยส่วนใหญ่ คู่ขัดแย้งมักไม่สามารถรับฟังกันได้ หรือเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่ตัวอยากฟัง จึงจำเป็นต้องพึ่งการรับฟังทั้งสองฝ่ายของคนกลาง จากนั้นต้องใช้ทักษะการแปลคำพูดที่อาจมีการตัดสิน ต่อว่า วิจารณ์ ให้เป็น ความรู้สึกและความต้องการเบื้องลึก เพื่อให้คู่กรณีเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และเข้าใจกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ต่อมาคือ ช่วยให้แต่ละฝ่ายสะท้อนสิ่งที่ตนได้ยิน ขอให้อีกฝ่ายพูดสิ่งที่ตนได้ยินออกมา ยกตัวอย่าง ก.กับ ข.ทะเลาะกัน เราไปฟังทั้งคู่มาแล้ว แล้วจับ ก.กับ ข.มานั่งด้วยกัน ให้สะท้อนความรู้สึกและความต้องการของตัวเองออกมา แล้วให้แต่ละฝ่าย ช่วยทวนซ้ำว่าฝั่งตรงข้ามพูดอะไรบ้าง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กัญญา อธิบายต่อว่า 2 ขั้นตอนดังกล่าว จะถูกใช้ไปเรื่อยๆ จนทั้ง ก.และ ข. เข้าใจกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างที่คนกลางกำลังพูดกับ ก.หรือ ข.อยู่ จู่ๆ อีกฝ่ายก็พูดแทรกหรือพูดอะไรที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง อาจต้องใช้การ ขัดจังหวะ ด้วยการขอร้องให้อีกฝ่ายหยุดและฟังก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นเป็นขั้นตอนการ ปฐมพยาบาลด้วยการให้ความเข้าใจ จะใช้ก็ต่อเมื่อ ขัดจังหวะไปแล้ว ฝ่ายนั้นยังไม่ยอมหยุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข. : ก.เองก็น่าจะสำนึกว่าทำอะไรลงไป ทำอย่างนี้เท่ากับก่อจลาจล คนเดือดร้อนไปทั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกลาง : คุณต้องการ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. (พูดแทรก) : เราทำไปเพื่อปกป้องตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกลาง (หันไปทาง ก. ให้การปฐมพยาบาล) : คุณอยากได้รับความเข้าใจในการกระทำของคุณใช่ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. : ใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกลาง : เดี๋ยวเราจะกลับมารับฟังเรื่องคุณแน่นอน ตอนนี้ขอให้เรากลับไปฟัง ข.ก่อนได้ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากหัวใจสำคัญอยู่ที่การ ให้ความเข้าใจตัวเอง แม้คนกลางจะจะเตรียมตัวมาแล้วอย่างดี แต่ก็ยากที่จะวางตัวเป็นกลางได้จริงๆ แอบตัดสินคู่กรณีในใจหรือมีอคติมาก่อน เรื่องนี้ ไพรินทร์ ประสบกับตัวเองมาก่อน เมื่อคราวลงพื้นที่ไปรับฟังกลุ่ม นปช.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราเหลืองทั้งบ้าน ยอมรับว่าก่อนไป มีอคติกับเสื้อแดงมากๆ ไม่ชอบเลย ตั้งคำถามเชิงลบกับสิ่งที่เขาทำตลอด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พอลงพื้นที่จริงๆ จากที่เคยโกรธ เกลียด ก็กลับต้องเสียน้ำตาให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เขาบอกว่าที่ต้องมาต่อต้านอย่างนี้ เพราะสมัยพฤษภาทมิฬ เคยออกมาชุมนุมแล้วถูกทหารเหยียบ จึงเกลียดการปฏิวัติมากๆ พูดไปก็ร้องไห้ไป เราถึงเข้าใจและสงสาร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หาก ‘อคติ’ และ การเลือกข้าง กลับโผล่มาตอนบทคนกลางกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม คนเริ่มเอียงก็อาจจะขอเวลานอกหลบไปทบทวนตัวเอง 2 นาที เพื่อทำความเข้าใจตนเองและดึงตัวเองกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนนี้ทำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า บ่อยเท่าที่เราออกอาการเขว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย ติดตามความต้องการ คนกลางจะคอยติดตามดูว่าเราอยู่ที่ไหนแล้วในกระบวนการและความต้องการใดยังไม่ ได้รับหรือได้รับการสะท้อนแล้วบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;........................................................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่มีสี ไม่อยากจะมีสี หรือมีสีอยู่ในใจแต่เลือกที่จะไม่แสดงออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก บ้านหลังเล็กๆ ที่เคยสุขสงบ ก็เกิดแบ่งพรรคแบ่งพวก จนพูดจากันไม่ได้ กลุ่มเพื่อนฝูงที่เคยนัดกันทุกเย็นวันศุกร์ งดรวมพลกันไปโดยปริยาย กระทั่งความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างผู้โดยสารกับคนขับแท็กซี่เพื่อหลีก เลี่ยงความขัดแย้ง ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนหลากกลุ่มนี้ อาจจะมี ‘ความอึดอัด’ ที่เหมือนๆ กัน แต่ไม่รู้จะแปรรูปออกมาเป็นอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราไม่มีทางที่จะทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้ แต่ทำให้ความต่างอยู่ด้วยกันได้อย่างเข้าใจและเคารพ” คำหลัง กัญญา เน้นย้ำว่าสำคัญมากสำหรับสังคมหลากขั้วในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคารพในที่นี้ คือ เคารพในความเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน ที่ไม่ว่าใครก็ต้องการความสุข สงบ และปลอดภัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งกัญญาและไพรินทร์ ก็คือ คนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มียศฐา หรือบารมีใดๆ แต่เธอทั้งคู่อาสาที่จะเป็นคนกลาง และกำลังคิดหา ‘แนวร่วม’ ผ่านการจัดอบรมกลุ่มเล็กๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวร่วม...ผู้อึดอัดและอยากจะเห็นบ้านเมืองมีความสุขมากกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* กลางอเนกประสงค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเป็นคนกลาง ไม่ได้มีไว้ใช้แค่การเมืองเรื่องใหญ่โต แต่เรื่องทะเลาะจุกจิกระดับในบ้าน โรงเรียน หรือองค์กร ก็เวิร์คเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำ ครูใหญ่ ศูนย์การเรียนรู้บ้านเด็กป่า จ.กาญจนบุรี ผู้ผ่านการอบรมสานสัมพันธ์ด้วยขันติ ขั้น 1 มาแล้วกับเสมสิกขาลัย ก็เอาวิชานี้ไปใช้กับตัวเอง เพื่อนร่วมงานและ เด็กๆ (ไร้สัญชาติ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สำหรับตัวเอง ได้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและเหตุผลของตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่เวลามีเรื่อง เราก็จะโต้ตอบกลับไปอัตโนมัติแบบเจ็บๆ หรือไม่ก็ปั้นปึ่ง เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาทำไม่ได้ คิดว่าเราเป็นเจ้านาย เขาคือลูกน้อง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังกลับจากอบรม น้ำฝึกดูตัวเองมากขึ้นว่า รู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และสิ่งใดที่กังวลอยู่ จนได้คำตอบว่า กลัวโรงเรียนจะเสียทิศทาง ซึ่งลึกๆ แล้วก็คือความเป็นห่วง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยการสื่อสารและแจ้งความต้องการของตัวเองไปตามตรง และปรากฏว่า ลูกน้องเองก็ต้องการไม่ต่างกัน เรื่องมันก็เลยง่ายขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับเด็กเอง น้ำก็เคยลองวิชาอยู่หลายครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกศิษย์คนหนึ่ง รายนี้ขาป่วน ขี้โมโห ชอบหาเรื่องเพื่อนตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุยกับเขาว่า โกรธเหรอ เสียใจ อึดอัดใช่ไหม มือเขาที่กำแน่นก็คลายลง น้ำตาไหล คุยกันจนรู้ว่า เขาโตมากับครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกกรณี พี่น้อง 2 คนทะเลาะกันแรง คนน้องกลัวว่าพี่จะฆ่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พอไปสะท้อนให้คนพี่ฟัง เขาก็ตกใจ เขาไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น แต่ที่โกรธเพราะน้องมายั่วโมโหก่อน พอเราสะท้อนให้รู้ ทั้งคู่เสียใจ โดยไม่ต้องมาบังคับว่า ขอโทษกันนะ ดีกันนะ มันฝืนใจกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำบอกว่า เรื่องบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องหาทางออก แค่สื่อสารความต้องการลึกๆ อย่างเข้าใจ เรื่องก็พร้อมจะคลี่คลายไปเอง ไม่ต้องบังคับให้จับมือกัน กอดกัน เพราะอาจเป็นแค่ฉากบังหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการเมือง เธอออกตัวว่า ไม่ค่อยได้ติดตามข่าว จึงไม่ค่อยมีความเห็น นอกจาก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เบื่อๆ เหนื่อยๆ ตามประสาคนทั่วไป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนร่วมคอร์สอีกคน ทพ.เจิมพล ภูมิตระกูล กรรมการบริหารโรงพยาบาลรามคำแหง ที่ตั้งใจจะเอาวิชามาใช้ในงานบริหารบุคคล หวังผลมากกว่านั้นคือ ต้องการขจัดความใจร้อนของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราใช้อำนาจแบบ Power over ไปบังคับลูกน้อง บางครั้งลูกน้องไม่ทำตาม เราจะเข้าใจว่าเขาดื้อ กระด้างกระเดื่อง ด่วนตัดสินเขา” แต่พอได้เอาสิ่งที่เรียนกลับไปใช้ สื่อสารความต้องการของตัวเองอย่างจริงใจมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลปรากฏว่า เหตุผลที่ลูกน้องไม่รับงานหรือไม่ทำตามคำสั่งนั้น มาจากความกังวลและกลัวว่าจะทำไม่ได้หรือทำผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราให้ความเชื่อใจ ไว้ใจ ให้เขาลองทำ แล้วเราคอยบอก สอนเขาเป็นระยะๆ เขาจะมั่นใจ” ปัญหาหมดไปได้ เพราะทั้งเจ้านายและลูกน้องต่างก็ต้องการให้งานออกมาดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงประชุมร่วมรัฐสภาที่ผ่านมา ทพ.เจิมพล เองก็เฝ้าดูอยู่ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ถ้าเราเป็นคนกลางหรือประธานสภา จะทำอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ละฝ่าย พูดถึงแต่วิธีการ ความไม่ดีของอีกฝ่าย เหน็บแนม โจมตี ถ้าผมเป็นประธานสภา จะพยายามพูดให้รู้ว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร สะท้อนให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ ซึ่งลึกๆ แล้ว เขาต่างก็มีจุดหมายเดียวกันคือ อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างสงบและแข็งแรง” ส่วนผลประโยชน์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: &lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20090430/37972/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99.html"&gt;กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. พี่เล็ก(งามศุกร์)ส่งบทความนี้มาให้ อ่านแล้วอยากแบ่งปันจึงขอเอามาโพสต์ไว้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2860751822497034449-5414789188258537674?l=athitha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://athitha.blogspot.com/feeds/5414789188258537674/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5414789188258537674'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2860751822497034449/posts/default/5414789188258537674'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://athitha.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='คนกลางข้างถนน'/><author><name>Athitha Kongsup</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02323107982947592706</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='31' height='22' src='http://1.bp.blogspot.com/_0IQmtujWS2A/SdR-67WjujI/AAAAAAAAAXU/mJExb3by3HQ/S220/557723_17325014.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2860751822497034449.post-6455988670688538881</id><published>2009-02-25T06:13:00.000+07:00</published><updated>2009-02-25T11:13:36.318+07:00</updated><title type='text'>เพลง ความคิด</title><content type='html'>&lt;object height="110" width="300"&gt;&lt;param name="allowScriptAccess" value="never"&gt;&lt;param name="movie" value="http://media.imeem.com/m/G5_yWahxjU"&gt;&lt;param name="wmode" value="transparent"&gt; &lt;embed allowscriptaccess="never" src="http://media.imeem.com/m/G5_yWahxjU" type="application/x-shockwave-flash" width="300" height="110" wmode="transparent"&gt;&lt;/object&gt;&lt;a title="ฟังเพลง" href="http://thai-songs.blogspot.com/"&gt;ฟังเพลง&lt;/a&gt;&lt;a title="เพลง ความคิด" href="http://thai-songs.blogspot.com/2009/01/stamp.html"&gt;เพลง ความคิด&lt;/a&gt;  &lt;h2&gt; &lt;/h2&gt; &lt;h2&gt; &lt;/h2&gt; &lt;h2&gt; &lt;/h2&gt; &lt;h2&gt;เนื้อเพลง &lt;a title="ความคิด" href="http://thai-songs.blogspot.com/2009/01/stamp.html"&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#e1771e"&gt;ความคิด&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;&lt;br&gt;&lt;br&gt;ยังเดินผ่านทุกวัน ที่ๆเราพบกัน เมื่อก่อน&lt;br&gt;ยังจำซ้ำๆได้ทุกตอน ราวกับมีใครมาหมุน ย้อนเวลา&lt;br&gt;&lt;br&gt;แต่ก็คงจะหมุนย้อนได้แค่ในความคิด ในชีวิตจริงคงไม่เจอกันอีกแล้ว&lt;br&gt;ยืนอยู่ตรงที่เดิม แต่ไม่มีวี่แวว เธอจากไปแล้ว และคงไม่ย้อนคืนมาหา&lt;br&gt;&lt;br&gt;ได้แต่ฝาก &lt;b&gt;ความคิด&lt;/b&gt; ของฉันเอาไว้ เผื่อวันไหนเธอผ่านมา&lt;br&gt;เห็นที่เดียวกันนี้ เธอจะนึกขึ้นได้ว่า&lt;br&gt;เคยมีคนหนึ่งยืนข้างเธอ อยู่ตรงนี้เสมอ ตลอดมา&lt;br&gt;&lt;br&gt;ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้ อาจไม่เห็นได้ด้วยตา&lt;br&gt;ฉันจะฝากเอาไว้ อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า&lt;br&gt;มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า ฉันยังรักเธอ..&lt;br&gt;&lt;br&gt;อยากเจอเธอเหลือเกิน เพราะก่อนที่เราต้องเ
