Showing posts with label ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว. Show all posts
Showing posts with label ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว. Show all posts

Friday, February 12, 2010

มืดและสว่าง


ฉันยินยอมให้ตนเองโอบกอดทั้งด้านมืดและด้านสว่างภายในตัวฉัน


มองเห็นความเป็นนางมารร้ายภายใน


รู้สึกสะใจเมื่อได้เห็นหน้ามารชัดๆ รับรู้การมีอยู่ของมารเป็นขณะๆไป


รู้สึกเบิกบานเมื่อได้เห็นด้านสว่าง รับรู้การมีอยู่ของด้านสว่างที่ปรากฏให้เห็นเป็นขณะๆ ไป


ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา* ไม่ชิงชัง ไม่ดึงดัน ไม่กดข่ม


ยอมรับสภาวะที่ปรากฏอย่างที่เห็นและเป็นอยู่


มืดหรือสว่างล้วนไม่แตกต่างกัน เป็นสภาวธรรมที่ไม่เที่ยง


เกิด-ดับเรื่อยไป ไม่อาจทนอยู่ได้นาน


การเฝ้ามองเช่นนี้เกื้อกูลให้ฉันละวางการตัดสินที่มี


ไม่รู้สึกเกลียดชังตนเอง หากแต่มั่นคงขึ้น รักและเคารพตนเองมากขึ้น


เมื่อฉันละวางการตัดสินตนเองได้มากขึ้น ฉันก็ละวางการตัดสินผู้อื่นได้มากขึ้น


เมื่อฉันมีพื้นที่ภายในที่จะรักและเคารพตนเองมากขึ้น


ฉันก็มีพื้นที่ภายในที่จะรักและเคารพผู้อื่นได้มากขึ้นเช่นกัน


ฉันโอบกอดทั้งด้านมืดและด้านสว่างภายในตัวฉัน...

หมายเหตุ*คำว่าไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา ขอยืมมาจากชื่อหนังสือของพระไพศาล นะเจ้าคะ ^_^
ปกติเขียนบันทึกสั้นๆไม่เป็น เขียน Journal ทีไรก็พร่ำพรรณนาเสียยืดยาว วันนี้ลองหัดเขียนสั้นๆดูบ้าง

Wednesday, October 28, 2009

และแล้วนางมารร้ายก็ปรากฏ



ฉันมีโอกาสได้ฟังซีดีพระอาจารย์มาสักระยะหนึ่ง เคยไปฟังพระอาจารย์แสดงธรรมที่ศาลาลุงชินและที่สวนสันติธรรมสองสามครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็ปฏิบัติแบบกระพร่องกระแพร่ง ฟังซีดีบ้างไม่ฟังบ้าง ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง จึงได้แต่ไปนั่งฟัง แต่ไม่เคยคิดจะส่งการบ้าน เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติมากพอที่จะมีอะไรส่งได้ ส่งไปก็อายชาวบ้าน อายพระอาจารย์เปล่าๆ

แต่เมื่อสักช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่าน รู้สึกมีกำลังใจ ฮึดสู้ขึ้นมาเพราะได้อ่านบลอกธรรมใจไดอารี่ของพันธกุมภาที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์ จริงๆแล้วก็เคยอ่านเจอบลอกของเขาผ่านเว็บประชาไท(นานมาแล้ว) ตอนนั้นยังนึกชมว่า คนเขียนอายุยังน้อยแต่เขียนได้ดีมาก อ่านแล้วรู้สึกว่ามีกำลังใจในการปฏิบัติ แต่แล้วก็ลืมๆไป(กำลังใจมันมาเป็นวูบๆ) แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มาเจอบลอกของเขาอีกทีใน facebook นับว่าโลกกลมจริงๆ ก็เลยเกิดแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ ยังรู้สึกขอบคุณเขาจนบัดนี้ที่ได้แบ่งปันงานเขียนดีๆ และข้อความดีๆ บนเส้นทางแห่งการปฏิบัติของเขาให้ฉันได้อ่าน ซึ่งได้มาช่วยเตือนสติและสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันฮึดขึ้นมาปฏิบัติอีกครั้ง

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงได้เริ่มต้นตั้งใจปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์อย่างต่อเนื่อง ดูเล่นๆไปเรื่อยๆ แบบทีเล่นทีจริง เผลอบ้าง เพ่งบ้าง หลงบ้าง ดูกายบ้าง ดูจิตบ้าง สลับไปสลับมาแล้วแต่ว่าจะดูอะไรได้ในตอนนั้น บางขณะก็ระลึกรู้ได้เองถึงกายและใจโดยไม่ได้ตั้งใจ (แว๊บหนึ่งแล้วก็หายไป)

มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันโกรธเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมาก แล้วก็ไปพูดระบายความโกรธเคืองให้เพื่อนร่วมงานอีกคนฟังแบบใส่อารมณ์เต็มที่ (แน่นอนอย่างมีเหตุมีผลประกอบอย่างน่าเชื่อถือ) พอพูดจบได้สักพัก เจ้าตัวคนที่ถูกเอ่ยถึงเดินเข้าห้องมา ฉันก็ทำหน้าเฉยๆ แล้วคุยก็เขาแบบปกติด้วยดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เย็นวันนั้นขณะนั่งรถกลับบ้าน จู่ๆจิตก็ระลึกขึ้นมาได้ถึงพฤติกรรมของตัวเอง แล้วก็ได้เห็น pattern ความร้ายกาจของตัวเองที่พูดเอาแต่ได้มาตลอด ในเวลาที่ไม่พอใจหรือเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ขัดเคือง ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนอื่นอย่างหน้าไม่อายเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นผิด พูดให้ตัวเองดูดีดูมีเหตุผล แต่ในขณะเดียวกันก็เจ้าเล่ห์เพทุบายเอาตัวรอดในสถานการณ์การเผชิญหน้ากับคู่กรณี กลับกลอกได้อย่างแนบเนียน จนแม้แต่ตัวเองก็มองไม่เห็น (หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็นเพราะไม่อยากจะมอง) จนกระทั่งหลายครั้งฉันก็เชื่อว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นสมควรแล้ว ชอบธรรมแล้ว ฉันได้ทำตัวเป็นผู้พิพากษาตัดสินโทษผู้อื่นแบบเบ็ดเสร็จ

เย็นนั้นพอได้เห็น pattern พฤติกรรมของตัวเองแล้วก็รู้สึกละอายใจมาก ทำเอาสะดุ้งเฮือกว่า โอ้โห เรานี่มันนางมารร้ายตัวจริงเลยนี่หว่า เป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆด้วย ร้ายแบบขั้นเทพ เพราะเวลาที่เกิดโทสะแรงๆนั้น ฉันไม่ได้ลงมือลงไม้ทำร้ายใคร ไม่ได้อาละวาดด่าใครด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนได้อย่างชนิดที่ฟังแล้วน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกันทำให้ตัวเองดูน่าเห็นใจน่าสงสาร ดูเป็นคนดีมีเหตุผลและหลักการ และแน่นอนมีคุณธรรม (อิอิ ภาพลักษณ์อันหลังที่มอบให้ตัวเองนี้ถือว่าแสบมากๆ)

ตอนนั้นพอได้เห็นความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ความชั่วร้ายและกิเลสในจิตใจตัวเอง เกิดความรู้สึกว่าใจมันโล่งกระจ่างแจ้งและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก (แล้วก็สะใจตัวเองมากๆด้วย) และเกิดความสำนึกว่าต่อไปจะต้องระมัดระวังไม่พูดจาให้ร้ายใครอีก หากเกิดโทสะแรงๆขึ้นมาเมื่อไหร่จะสงบปากสงบคำ จะหุบปากตัวเองให้สนิทขึ้น ใจจะโกรธก็โกรธไป แต่จะไม่ละเมิดศีลข้อสี่ (ซึ่งเป็นข้อที่ฉันละเมิดบ่อยที่สุด—ในที่นี้หมายรวมถึงการพูดจาให้ร้าย ส่อเสียดและประชดประชันผู้อื่นด้วย)

เพิ่งจะได้เข้าใจที่เคยมีคนบอกฉันว่า ฉันน่ะเป็นคนที่ทำอกุศลกรรมด้านคำพูด เคยพูดจาทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ พูดจาว่าคนอื่น กรรมในเรื่องคำพูดก็เลยส่งผลให้ฉันกลายเป็นคนอ่อนไหว ขี้น้อยใจง่าย ใครพูดอะไรผิดหูนิดหน่อยก็มีอันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือน้อยออกน้อยใจ ทุกข์จะเป็นจะตายขึ้นมา (ก็สมควรแล้ว) เมื่อก่อนนี้ก็มองไม่เห็น คิดไม่ออกเลยว่าฉันเคยไปด่าว่าใครที่ไหนตั้งแต่เมื่อไรกัน แถมตอนนั้นยังคิดอีกว่า แหม โถๆๆ เราก็ออกจะเป็นคนดีปานนี้ จะไปพูดจาว่าใครเขาได้ แล้วยังคิดเลยเถิดไปนู่นว่า ชะรอยสงสัยจะเป็นกรรมแต่ชาติปางก่อนเป็นแน่แท้ ก็ไม่เป็นไรก้มหน้าก้มตารับกรรมไปก็แล้วกัน (เล่นบทพจมานเสียงั้น) ชิชะ ที่ไหนได้ มันเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องคิดว่าชาติก่อนชาติไหน ตรูทำมันอยู่เกือบทุกวันเนี่ย แต่ที่ผ่านมามองไม่เห็นเอง ตอนนี้พอกำลังของสติมันมากเข้า มันก็ช่วยให้เราเห็นพฤติกรรมความน่าเกลียด และกิเลสของตัวเองได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะตัวที่หยาบๆใหญ่ๆ เนี่ยจะเห็นได้ก่อนเพื่อน

เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วที่บอกว่าเป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆ นี้ มันก็ไม่ได้เนียนจริงสักเท่าไหร่ เพราะยังเป็นกิเลสแบบหยาบๆอยู่ ในใจลึกๆนั้นแอบรู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสที่เนียนยิ่งกว่านี้ได้อีก ยังมีซ่อนอยู่อีกหลายตัว แต่ตอนนี้ยังเห็นไม่ค่อยชัด ขอให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะโผล่หน้าออกมาให้เห็นเองในไม่ช้า

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นใจจึงมีกำลังคึกคัก ฮึกเฮิมมาก มันดีใจมีความสุขที่ได้เห็นกิเลสของตัวเอง ก็ตั้งใจปฏิบัติไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆวันดีคืนดี ก็เกิดแรงบันดาลใจว่าอยากไปวัด อยากไปสวนสันติธรรมหรือไปวัดป่าละอูก็ได้ อยากลองไปส่งการบ้านบ้าง อยากรู้ว่าที่ฉันปฏิบัติอยู่นี้มันมาถูกทางหรือยัง หรือว่าจริงๆแล้วยังมั่วๆอยู่

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ ฉันจึงได้มีโอกาสไปสวนสันติธรรมเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ตั้งใจว่าจะขอส่งการบ้านกับพระอาจารย์ให้ได้สักครั้ง ฉันตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อที่จะไปขึ้นรถตู้ตอนตีสี่ รถไปถึงสวนสันติธรรมราวๆหกโมงเช้า ประตูวัดยังไม่ทันเปิด ก็มีรถจอดรอต่อคิวเป็นแถวยาวอยู่หน้าวัดแล้ว เมื่อเข้าไปในวัด ก็สัมผัสได้ถึงพลังบรรยากาศที่ดีอยู่รายรอบ ฉันเดินขึ้นไปบนศาลาแสดงธรรมเพื่อหาที่นั่ง เช้านั้นฉันได้นั่งแถวเกือบหน้าๆ (แถวที่เจ็ด) ในตำแหน่งกลางๆห้อง เรียกว่านั่งในตำแหน่งที่จะได้เห็นพระอาจารย์แบบชัดๆเลยทีเดียว เป็นทำเลที่ดีมาก (ดีใจจัง)

ตอนที่เห็นพระอาจารย์เดินเข้ามาเพื่อบรรยายธรรมตอนเจ็ดโมงนั้น รู้สึกดีใจมาก ก้มลงกราบด้วยความรู้สึกขอบคุณพระอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า ปรากฏว่าธรรมะข้อแรกที่พระอาจารย์แสดงในเช้าวันนี้คือ เรื่องความร้ายกาจ (กิเลส) ของคนเรา ท่านว่า ตอนวัยเด็กที่มีนิสัยหรือพฤติกรรมร้ายๆนั้น พอโตขึ้นมา อย่าคิดว่าความร้ายมันหายไปนะ ความร้ายมันยังอยู่นั่นแหละไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกปกปิดไว้ ถูกซ่อนไว้ ตอนเด็กๆมันร้ายแบบดิบๆ พอโตขึ้นมามันร้ายแบบเนียนๆ (สุดยอดมาก โดนจริงๆ ฮ่าๆ) ฉันก็ได้แต่นั่งฟังไปอมยิ้มไป ด้วยความสะใจตัวเองมาก พยักหน้าหงึกๆ อย่างยอมรับว่าเห็นจริงตามที่ท่านว่าทุกประการ รู้สึกสนุกสนานและเบิกบานยิ่งนัก ฟังไปก็อาศัยดูจิตไปด้วย บางทีก็คิดตามบ้าง บางทีก็เผลอคิดนอกเรื่อง ใจลอย บางทีก็รู้สึกตัว สลับไปสลับมา

พระอาจารย์แสดงธรรมถึงแปดโมงเช้า ก็ให้ญาติโยมออกมากินอาหารเช้า ก่อนที่จะเข้าไปฟังธรรมอีกรอบตอนเก้าโมง รอบเก้าโมงนี้จะเป็นช่วงที่ท่านเปิดโอกาสให้เราได้ถามคำถาม หรือส่งการบ้านในการปฏิบัติให้ท่านฟัง เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

ตอนเก้าโมงเช้า พระอาจารย์เริ่มด้วยการบรรยายธรรมสั้นๆแล้วก็บอกว่า วันนี้หลวงพ่อมีเวลาไม่มาก ต้องรีบไปทำธุระที่อื่นต่อ คงจะให้ถามได้ไม่มาก (ฟังแล้วรู้สึกใจแป้วไปนิดหนึ่ง แต่ก็เข้าใจและเห็นใจว่าท่านมีภารกิจมาก) แล้วท่านก็บอกว่า เอ้าใครจะถามก็ยกมือ(พร้อมป้ายหมายเลข) ฉันฟังเพลินยกแทบไม่ทัน ฮะๆ ตอนนั้นเห็นสภาพจิตตัวเองว่าทุลักทุเล ลนลานรีบยกมือแบบขลุกขลักมาก ในใจรอคอยคาดหวังว่าท่านจะเรียกหมายเลขของเราไหม แต่ปรากฏว่าท่านไม่หันมาเลย มองไปแต่ทางอีกฟากหนึ่งของห้อง แล้วก็เรียกหมายเลขอื่นๆไปเรื่อยๆ ขนาดคนที่นั่งติดกันกับฉันยังถูกเรียกเลย (แอบอิจฉาเขาด้วย) แล้วก็หลวงพ่อก็บอกว่า เอาล่ะเช้านี้พอแค่นี้ก่อน ตอนนั้นใจแป้วมาก รู้สึกเสียดาย(ในใจคร่ำครวญว่าเสียดายจังเลยๆ) แต่สักแป๊บหนึ่งก็ทำใจได้ว่าพระอาจารย์ท่านมีภารกิจมาก เท่าที่ท่านให้โอกาสพวกเราขนาดนี้ก็นับว่าต้องขอบพระคุณท่านมากแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าค่อยมาใหม่ ค่อยหาโอกาสส่งการบ้านอีกทีก็ได้

สักพักพอท่านให้หมายเลขต่างๆส่งการบ้านจนครบ ท่านก็หันมาแล้วบอกว่า เอ้า มาทางฝั่งนี้บ้าง ใครมีคำถามหรือจะส่งการบ้านก็ยกมือ ฉันรีบยกมือชูป้ายแบบสุดแขน (แบบว่ารอบนี้เต็มที่มาก ดีใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง) ชะรอยในรอบแรกนั้น เส้นแบ่งกั้นครึ่งห้อง(ที่พระอาจารย์ขีดไว้ในใจ) มันมาสิ้นสุดตรงฉันพอดี ฉันเลยไม่ได้ถูกเรียกในตอนแรก (ฮ่าๆ) จากนั้นพระอาจารย์ก็เรียกหมายเลขนู่นนี่ไปเรื่อยๆ สักพักท่านมองมาที่ฉันด้วยสายตาสงสัย แล้วก็ถามว่า หมายเลข ๑๕๔ ส่งการบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตอนแรกยังงงๆ ไม่คิดว่าท่านจะพูดกับฉัน (เพราะฉันยังไม่เคยส่งการบ้านเลยสักครั้ง) มองซ้ายมองขวา ทุกคนก็หันมามองที่ฉัน (อารมณ์แบบงงๆ ฮาๆพิกล) ก็เลยตอบท่านไปว่า ยังไม่เคยส่งเลยค่ะ ท่านก็เลยเรียกหมายเลข ๑๕๔ ที่ฉันถืออยู่ โห ตอนนั้น ดีใจสุดๆ ที่ได้รับโอกาสให้ส่งการบ้าน (ลั้นลาๆมิใช่น้อย)

แต่ตอนที่ท่านเริ่มเรียกให้หมายเลขต่างๆก่อนหน้าฉันส่งการบ้านนั้น เห็นได้ว่าอาการตื่นเต้นปนดีใจมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเรียกหมายเลขใกล้เข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น พอรู้สึกตัวก็เลย มาดูอาการตื่นเต้นของตัวเอง ดูไปสักพัก โดยที่ไม่ได้พยายามไปกดไว้หรือไปบังคับให้มันหายไป ก็นั่งดูมันไปเรื่อยๆแบบขำๆ สักพักอาการตื่นเต้นมันก็ค่อยๆลดลงไปเอง พอไมค์ส่งมาถึงมือ อาการตื่นเต้นก็หายไปจนเกือบหมด

ฉันได้ส่งการบ้านพระอาจารย์ไปว่า ฉันได้ฟังซีดีท่านมาระยะหนึ่งแล้วและได้ลองฝึกปฏิบัติตามซีดี ก็เพ่งบ้าง หลงบ้าง บางทีดูๆไปก็สนุกดี ไม่ทราบว่าที่ปฏิบัติอยู่นี้พอจะจับหลักได้ถูกหรือยัง ท่านตอบกลับมาทันทีว่า อืม เอาล่ะ เราเนี่ยร้ายมากเลย ให้ไปดูความร้ายของตัวเองนะ ร้ายมากๆ ร้ายจริงๆ มันร้ายแบบเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ ท่านย้ำคำว่าเราร้ายมากๆ อยู่ประมาณสามสี่รอบ คนขำกันใหญ่ ฉันก็ขำ นั่งฟังไปพยักหน้ารับคำไปว่าค่ะๆ พอท่านให้สัญญาณว่าให้ส่งไมค์ต่อไปยังหมายเลขถัดไป พอส่งไมค์ไปได้แป๊บหนึ่ง ยังไม่ทันจะถึงมือเขา ท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า เรานี่ร้ายจริงๆนะ เท่านั้นแหละ คนฮากันทั้งห้อง ฉันก็เหวอ..แล้วก็ขำมาก อายด้วยแต่ก็ขำด้วย ขณะเดียวกันก็สะใจมากเลย ประโยคคำสอนสั้นๆไม่กี่คำที่แสดงความจริงที่เป็น เปิดเผยให้เราเห็นตัวเราเองเช่นนี้มันถึงอกถึงใจมาก ฉันยืดอกรับความจริงอย่างภาคภูมิใจ รู้สึกขอบคุณพระอาจารย์อย่างยิ่ง ที่มาช่วยชี้ทางให้ (เหมือนถูกเขกกะโหลกให้ตื่นแล้วตาสว่าง ท่านช่วยปลุกเราอย่างตรงไปตรงมา และมีเมตตายิ่ง เพราะการที่ใครสักคนจะมาบอกเราตรงๆถึงข้อเสียที่เรามีด้วยความกรุณานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย)

จากนั้นฉันก็นั่งดูจิตใจตัวเองไป คิดไปบ้าง รู้สึกตัวบ้าง เห็นอาการและความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป รู้สึกว่าการนั่งดูจิตต่อหน้าพระอาจารย์นี้มันทำได้ง่ายมากเลย พลังสติและความรู้สึกตัวมันเข้มข้นมาก ใจมันตื่นและเบิกบาน จะรู้สึกตัวได้ง่ายและบ่อยมาก(กว่าตอนอื่นๆ) ขณะที่นั่งดูจิตไป สลับกับฟังคนอื่นส่งการบ้านไป สักครู่ พระอาจารย์ก็หันมาพูดกับฉันว่า เออ นั่นแหละดูไปๆ เห็นไหมความร้ายมันจะค่อยๆคลายลงไปเอง (โห ดีใจๆ ขอบคุณพระอาจารย์ที่ให้ความเมตตาชี้แนะ) ฉันก็นั่งดูต่อไปอีก สักครู่หนึ่งท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า นั่นเผลอคิดแล้วเห็นไหม ฉันก็รู้สึกตัวพยักหน้าตอบรับ โอ้โห วันนี้ดีใจมากๆ ได้รับคำชี้แนะและความเมตตาเกินความคาดหมาย คือนอกจากจะได้ส่งการบ้านแล้ว ท่านยังกรุณาให้คำชี้แนะเพิ่มเติมอีกสองรอบ (ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองได้รับความใส่ใจและความเมตตามากๆ รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก)

พอส่งการบ้านเสร็จในราวเก้าโมงสี่สิบห้า พระอาจารย์ก็บอกให้พวกเรากลับบ้าน ตอนเลิกจากธรรมะบรรยาย ฉันได้เจอกับพี่ที่รู้จักกันโดยไม่คาดหมาย ตอนแรกจำกันไม่ได้ แต่เขาจำได้หันมาทักฉันก่อน ก็เลยตื่นเต้นดีใจ คุยกันเสียงดัง เจอพี่ควิก (นามสมมติ ศิษย์รุ่นเดอะ) เดินเข้ามาชูป้าย “งดใช้เสียง” ตรงหน้าพร้อมกับถามว่า ใครเสียงดังๆๆ ฉันตกใจรีบก้มตัวหลบ พี่ควิกไม่ยอมแพ้ เอาป้ายมาจ่อตรงหน้า พร้อมพูดประโยคเดิมว่า ใครเสียงดังๆๆ ฉันเลยต้องยอมแพ้ บอกไปว่า ขอโทษค่ะ แหม แต่ว่าในใจตอนนั้นโกรธจี๊ดทีเดียว นั่นไง นางมารร้ายโผล่มาแล้ว ได้เห็นเลยว่า ที่ว่าฉันร้ายเนี่ยมันร้ายยังไง โทสะมันมาแรงจริงๆ มาแบบไม่ยอมไปง่ายๆ ประมาณโกรธแบบอาฆาต เจ้าคิดเจ้าแค้น คือไม่ได้คิดจะไปทำอะไรเขาหรอกนะ แต่มันจำแม่น จำขึ้นใจแบบไม่ลืมว่าคนๆนี้เคยทำอย่างนี้กับฉัน ฉันไม่ชอบมากๆ โกรธมากๆ อย่างที่ไม่คิดจะให้อภัยเขาอีก ชาตินี้อย่าได้มาใกล้หรือมาเจอกันอีกเลย

สุดยอด (ต้องอุทานว่า ซึโค้ย!) สภาวธรรมท่านมาแสดงตัว สอนให้เราดูให้เราเห็นตัวเองแบบทันอกทันใจมาก ฮ่าๆ เช้านั้นหลังจากปลาบปลื้มใจตอนที่ส่งการบ้านเสร็จ ก็เลยกลับบ้านไปแบบที่ยังเคืองๆพี่ควิกอยู่เลย (ตอนนั่งรถกลับจะมีโทสะผุดขึ้นมาสลับกับความปลาบปลื้ม ขึ้นอยู่กับว่าฉันเผลอคิดถึงเรื่องอะไร) แหม..ตอนนี้ที่เขียนถึงนี้ก็ยังมีแอบเคืองจี๊ดๆอยู่เลยนะเนี่ย ธรรมะแสดงตัวอีกรอบ ฮ่าๆ ก็ตามดูตามรู้ไป ดีๆ ทำความรู้จักตัวเองไปเรื่อยๆ (ตอนเขียนบันทึกนี้ จิตมีอาการฟุ้งมิใช่น้อย แต่ก็สนุกดี เขียนไปขำไป ดูจิตไป)

Tuesday, May 12, 2009

ความโกรธ


๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒


ช่วงนี้พบว่าตัวเองจิตตกบ่อย (ตกมา ๒-๓ วันแล้ว) มีอาการขึ้นๆลงๆ เอาแน่ไม่ได้ แต่ออกจะไปทางขาลงมากกว่าขาขึ้น มันจะมีอาการโกรธ ไม่พอใจ หงุดหงิด เบื่อ ซึมเศร้า เซ็ง น้อยอกน้อยใจ อึดอัดคับข้องใจอยู่เป็นพื้น สภาวะจิตขุ่นมัวมาก ถ้าพูดตามคำที่หลวงพ่อปราโมทย์สอนก็ต้อง เรียกว่า ภาวะจิตเป็นอกุศล ถ้าเกิดปุบปับตายไปในตอนนี้ก็คงจะตกไปอบายภูมิเป็นแน่แท้ (เฮ้อ...โชคดีที่ยังไม่ตายเนอะ) วันนี้เลยตัดสินใจไม่ไปร่วมงานประชุมพูดคุยอะไรใดๆ กับใครทั้งสิ้น ขออยู่ทำใจดูแลตัวเองที่บ้านเงียบๆก่อนจะดีกว่า เพราะถ้าขืนไปร่วมงานอะไรกับใครเข้าในตอนนี้ก็มีหวังไปนั่งหน้าบูด หรือไม่ก็ใส่หน้ากากฉีกยิ้ม แต่ข้างในขุ่นมัว ปล่อยพลังลบๆ ส่งกระแสความสั่นสะเทือนแย่ๆ ออกไปรบกวนคนอื่นเขาเปล่าๆ ทำให้คนอื่นอาจจะพลอยรู้สึกแย่ไปด้วย (ทำให้ชาวบ้านเขาเดือนร้อนโดยไม่เจตนา)

ช่วง ๓ วันนี้เลยเปิดซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ฟังเพื่อเยียวยาตัวเอง ฟังๆไปอาการก็ค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ จิตเริ่มมีกำลังที่จะย้อนกลับเข้ามาดูตัวเอง สังเกตตัวเองอย่างเป็นกลางได้มากขึ้น จากเดิมที่ดิ้นรนทุรนทุราย ทุกข์ทรมานแบบสุดๆ ก็เริ่มดิ้นรนน้อยลง ทุกข์ทรมานน้อยลง

เราสังเกตเห็นว่า ตัวเราเองนี้เวลาโกรธจะเริ่มจากการคิดถึงคนอื่นหรือสิ่งอื่นๆรอบตัวในด้านลบก่อนว่า ทำไมมันถึงต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ไม่ได้ดั่งใจฉันเลย หรือไม่ก็คิดว่า ที่ฉันต้องเป็นทุกข์แบบนี้ ก็เป็นเพราะคนนั้นเขาคิดไม่ดีกับฉันอย่างนู้นอย่างนี้ เขามองไม่เห็นคุณค่าของฉัน ไม่เห็นความดีของฉัน ฉันมันไม่มีคุณค่า ไม่มีความดีในสายตาของเขา ฯลฯ จะมีอาการรับไม่ได้เสมอเวลาที่คิดว่า มีคนอื่นคิดถึงตัวเราในด้านลบ จะรู้สึกเจ็บปวดทุรนทุราย ทั้งนี้เป็นเพราะรักตัวเองแบบผิดๆ อีโก้มันใหญ่โตมาก ใครแตะไม่ได้ พร้อมจะอาละวาดฟาดหางได้ทุกเมื่อ (น่ากลัวจริงๆ แล้วใครมันจะกล้าแตะฟะเนี่ย)

พอเราเริ่มคิดถึงอะไรก็ตามในด้านลบ ความโกรธก็เริ่มจะก่อตัว มารู้ตัวอีกทีก็อีตอนที่โกรธไปแล้วเต็มที่ อาการต่างๆ ก็เริ่มประดังประเดเข้ามาเป็นชุดๆ กล่าวคือ พอรู้ตัวว่าโกรธ ก็จะไม่พอใจตัวเองซ้ำอีกที่โกรธ เพราะคิดว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี คนดีๆเขาไม่โกรธกัน(ก็เกิดอยากจะเป็นคนดีๆกับเขาขึ้นมาอีก) อยากจะหายโกรธ ยิ่งอยากหายจิตใจก็ยิ่งดิ้นทุรนทุรายเพื่อหาทางทำให้หายโกรธ พยายามคิดโน่นคิดนี่เพื่อจะหาทางดับความโกรธ แต่ว่าแทนที่จะคิดด้านบวก ไอ้เจ้าความคิดด้านลบเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ หรือคนนั้นมันก็ดันโผล่ออกมาเสียเป็นส่วนใหญ่(โดยอัตโนมัติ) ยิ่งคิดมันก็เลยยิ่งโกรธ ยิ่งโกรธก็ยิ่งอยากหาย ยิ่งอยากหายก็ยิ่งดิ้นรนจะทำให้หาย ยิ่งดิ้นรนจะทำให้หายก็ยิ่งทุกข์ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์อันไม่รู้จบภายในจิตใจ (ถ้าจะว่ากันอีกสำนวนก็คงต้องบอกว่า วงล้อปฏิจจสมปบาทหมุนจี๋ ดูกันไม่ทันเลยทีเดียว) โหย...พอถึงจุดหนึ่งมันทุกข์สุดๆ จนต้องร้องไห้ออกมาเลย คือมันต้องหาทางระบายออกไง (การร้องไห้เป็นการช่วยระบายได้ทางหนึ่งในภาวะที่ไม่รู้จะทำไงดีแล้ว) โครตทุกข์ทรมานเลย

พอได้ร้องไห้แล้วมันก็ชักจะเริ่มได้สติ ก็เลยไปเปิดซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ฟัง แค่ได้ยินเสียงหลวงพ่อก็รู้สึกว่าใจมันเริ่มนิ่ง ย้อนกลับมาดูตัวเองอย่างเป็นกลางได้มากขึ้น ก็เห็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นในใจตัวเอง อ้อ! ที่ฉันทุกข์จะเป็นจะตายเมื่อตะกี้น่ะ มันเป็นเพราะจิตมันเผลอไปคิด แล้วก็เผลอโกรธ เท่านั้นยังไม่พอจิตมันยังเผลอไม่ชอบความโกรธ พยายามดิ้นรนจะผลักความโกรธออกไป (อีตรงนี้แหละที่ทุกข์หนัก) จิตไม่เป็นกลางต่อความโกรธนั่นเอง พอจิตเริ่มมีสติเริ่มดูมันเฉยๆแบบเป็นกลาง อยู่ดีๆ สักประเดี๋ยวความโกรธมันก็หายไปเอง แต่ถ้าเราไปเผลอคิดถึงเรื่องที่ทำให้โกรธใหม่ เดี๋ยวมันก็กลับมาอีก เออแน่ะ ชักจะเริ่มเข้าใจ(จากประสบการณ์ตรง)ว่าจิตใจมันทำงานแบบนี้เอง แหม แต่กว่าจะเข้าใจก็เล่นเอาทุกข์แทบตายกันเลยทีเดียว

ตอนนี้เราเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมหลายๆครั้งที่รู้ตัวว่าโกรธแล้ว ความโกรธมันยังไม่หายไป ยังคงโกรธอยู่หรือไม่ก็ยิ่งโกรธมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้รับรู้มันอย่างเป็นกลาง เราใส่คำตัดสินให้โทษ-ให้คุณ ชอบ-ไม่ชอบลงไปในการรับรู้นั้นด้วย เพราะฉะนั้นรู้อย่างเดียวก็ยังไม่พอ แต่ต้องมีสติพอ(จิตใจตั้งมั่นและมีกำลังพอ) ที่จะรับรู้และเฝ้ามองดูมันอย่างเป็นกลางด้วย

หลวงพ่อปราโมทย์สอนว่า ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในกายในใจนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสภาวะธรรมที่มาสอนเราได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ โกรธ อิจฉา ดีใจ เสียใจ เพียงแต่เรามักจะหลงไปไม่รับรู้ว่านี่คือสภาวะธรรม เราจึงไม่ยินยอมเปิดรับให้ธรรมะเข้ามาทำงานกับตัวเรา ทั้งยังหาทางปฏิเสธ ผลักไสและบ่ายเบี่ยง หรือไม่ก็พยายามควบคุมดัดแปลงมันให้ได้ดั่งใจ (พวกติดดีก็อาจจะวางมาดเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ดี พยายามแก้ไข ควบคุมสภาวะที่เกิดขึ้น) ส่วนคนทั่วไปก็อาจคิดไปว่าชาตินี้คงไม่มีทางเข้าถึงธรรมเพราะเข้าใจไปว่าสภาวะธรรมคือ สภาวะที่ใจสะอาด สว่าง สงบ เท่านั้น ซึ่งยากที่จะเข้าถึงสำหรับคนธรรมดาๆ

เมื่อได้มาฟังคำสอนของหลวงพ่อทำให้เราได้เข้าใจว่า อ้อ แท้จริงแล้วสภาวะธรรมนี้มันเป็นเรื่องโครตใกล้ตัวเลย มันเกิดขึ้นอยู่กับกายกับใจของเราทุกๆวันเลยทีเดียว เพราะธรรมะคือ ธรรมชาติ และในความเป็นธรรมชาตินั้นก็คือความเป็นธรรมดานั่นเอง หลวงพ่อบอกว่า กายนี้ใจนี้ของมนุษย์ธรรมดาๆแหละที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาธรรมะ เพราะกายกับใจก็เป็นธรรมชาติ เป็นของธรรมดา เป็นรูปธรรม นามธรรม ที่เกิด-ดับ อยู่กับเราตลอดเวลา ถ้าจะเอากันเข้าจริงๆ เราทุกคนล้วนมีโอกาสฝึกฝนปฏิบัติธรรมกันได้ทุกวัน ทุกๆนาที และการปฏิบัติที่ว่าไม่ใช่การพยายามที่จะเข้าไปควบคุม หรือดิ้นรนดัดแปลงกายกับใจ (ก็อย่างที่บอก ยิ่งดิ้นรนจะทำ มันก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งเครียด ยิ่งพยายามทำยิ่งพยายามดัดแปลงมันก็ยิ่งห่างไกลจากความเป็นธรรมดาและความเป็นธรรมชาติ--ตูทำมาแล้วทั้งน้าน) แต่การปฏิบัติธรรมคือ การเฝ้าสังเกตดู ทำความรู้จักกับกายกับใจอย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติ ตามธรรมดานั่นเอง

เขียนมาถึงบรรทัดนี้ ชักจะเริ่มรู้สึกขอบคุณความโกรธที่เกิดขึ้นกับตัวเองเสียแล้ว ขอบคุณที่มาสอนให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น แต่กระนั้นก็ยังต้องสารภาพตามตรงว่า ลึกๆแล้วเราก็ยังไม่ชอบความโกรธอยู่ดี คือมันยังรู้สึกแหยงๆ กับความโกรธน่ะ เพราะว่าเวลาโกรธแล้วมันทุกข์ แล้วไอ้ตัวเราก็ไม่อยากทุกข์ อยากจะสุขอย่างเดียวไง (แต่ที่ตลกคือ เราพบว่า ยิ่งอยากสุขมากเท่าไร มันก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น) ใจมันยังไม่เป็นกลางอย่างแท้จริงนั่นเอง ก็ต้องปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร รู้ว่าตัวเองไม่เป็นกลางก็ดีแล้ว ก็ตามรู้ตามดูกันต่อไปตามสภาวะที่ปรากฎ รู้ทันเมื่อไรใจก็คงจะเป็นกลางขึ้นมาได้เองเข้าสักวันกระมัง

Tuesday, August 21, 2007

ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว: เย็นลงแล้วล่ะ

เช้าวันถัดมาหลังจากอาการจี๊ดเราก็รู้สึกสงบสติอารมณ์ลงได้มากแล้ว สบายใจขึ้นมากแล้วก็ได้มีโอกาสคุยกับพี่นุช ฟังพี่นุชสะท้อนเรื่องนี้ เราปรึกษากับพี่นุชว่า จริงๆแล้วเราควรจะบอกน้องเขาดีหรือเปล่า เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พี่นุชแนะว่าถ้าบอกได้ด้วยความเมตตาจะดีมาก เพราะจะเป็นทั้งการเกื้อกูลทั้งตัวเขาและตัวเรา ในการอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกันด้วย มันจะดีกว่า จะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นกัลยาณมิตรกัน มากกว่าที่จะเก็บเอาไว้แล้วก็ขุ่นๆ สะสมกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งอาจทนไม่ได้ จนมองหน้ากันไม่ติดขึ้นมา

และบางทีสิ่งที่น้องเขาทำลงไปนั้น เขาอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ว่าไปทำให้เราขุ่นเคือง เขาอาจจะไม่คิดอะไรเลยก็ได้ มันอาจเป็นบุคลิกตามธรรมชาติของเขา ซึ่งกระทบกับผู้อื่นโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่หากมีกัลยาณมิตรสักคน ที่กล้าหาญพอที่จะเตือนหรือบอกให้เขารู้ตัวในจุดนี้ มันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อตัวของน้องเขามากๆก็ได้

เหมือนอย่างที่พี่นุชเคยได้รับมาแล้วจากเพื่อนคนหนึ่ง และยังรู้สึกขอบคุณเพื่อนคนนั้นมาจนถึงบัดนี้ ที่กล้าบอกกับพี่นุชตรงๆด้วยความเมตตา เป็นเพื่อนคนเดียวที่ยังจำชื่อได้แม่นจนถึงวันนี้ (ในขณะที่ลืมชื่อเพื่อนคนอื่นๆไปเกือบหมดแล้ว ฮา)
การบอกครั้งนั้น มีส่วนทำให้พี่นุชเปลี่ยนแปลงท่าที และลักษณะนิสัยของตัวเองไปเยอะเลย

เราเองเมื่อก่อนก็นิสัยแย่มาก (ตอนนี้ก็ยังแย่อยู่ แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย) หน้าตาบูดบึ้ง มีกิริยาอาการหยาบกระด้างไม่น่าเข้าใกล้เอาเสียเลย แต่เราโชคดีที่ได้พบกับอาจารย์ในทางธรรมที่มีเมตตาสูง (คือ อาจารย์วรรณี ) ท่านได้มาช่วยขัดเกลาและตักเตือนเราอย่างตรงไปตรงมาด้วยความอดทน เกี่ยวกับนิสัยเสียๆของเราหลายอย่าง แน่นอนว่าในหลายๆครั้งที่ท่านบอกนั้น มันก็เจ็บ มันปวดแสบปวดร้อน ทรมานที่จะฟัง และมันก็ตีอีโก้ของเราเสียแหลกไปเลย ฟังตอนแรกก็รับไม่ได้ ร้องไห้โฮฮาไปหลายวันและโกรธอาจารย์มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับปรากฏว่าคำเตือนของอาจารย์นั้นมีประโยชน์ มีคุณต่อตัวเราเองจริงๆ จนในที่สุด เราก็เกิดการเปลี่ยนแปลงนิสัย และบุคลิกหลายๆอย่างของตัวเองไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์มากๆ มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

หลังจากเหตุการณ์จี๊ดผ่านไปได้สักสองวัน เราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องแสนดีอย่างตรงไปตรงมา ในภาวะที่อารมณ์ของเราเย็นลงมากแล้วไม่โกรธไม่จี๊ดแล้ว เป็นการพูดคุยด้วยสติมากขึ้นไม่ใช่ด้วยความโกรธ สามารถสบตามองหน้าเขาได้อย่างเปิดเผย ไม่มีอาการตะหงิดๆหรือขุ่นเคืองใดๆอีก ตอนก่อนจะพูดก็ประหม่าตื่นเต้นเหมือนกันว่าจะพูดยังไง ท่าไหนดี ที่จะไม่ทำให้น้องเขารู้สึกแย่ แต่สามารถเห็นได้ว่าเราบอกด้วยความปรารถนาดีไม่ได้มีเจตนาร้าย

จริงดังคาด เมื่อเราถามน้องเขาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เราก็พอจะเข้าใจได้ เพราะหลายๆครั้ง เราก็ทำอะไรที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีลงไปโดยไม่รู้ตัวเลย แต่ก็มีโอกาสได้บอกเล่าให้น้องเขาฟังว่า เรารู้สึกอย่างไรบ้างในเช้าวันนั้น และเราคิดว่าเราน่าจะบอกน้องเขาตามตรง ดีกว่าเก็บสะสมความไม่พอใจเอาไว้ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ระเบิดออกมาแล้วมองหน้ากันไม่ติดอีกเลย เพื่อที่ว่าเราจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข หรือป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก เพราะเรายังต้องทำงานไปด้วยกันต่อไปอีกนาน (ไม่รู้เหมือนกันว่าจะนานเท่าไร อาจไม่นานมากก็ได้ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเราเองแหละ ว่าจะเปลี่ยนงานอีกไหม)

แล้วเราก็สะท้อนทั้งข้อดีและข้อที่เราเห็นว่าน่าจะแก้ไข จากมุมมองของเราเกี่ยวกับตัวของน้องเขา ให้เขาทราบ

แล้วก็ถามความเห็นว่าเขาด้วยว่า เขารู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คิดว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไรต่อมุมมองที่เราสะท้อนให้เขาฟัง เพราะมันคงจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับทั้งสองฝ่าย ถ้าเราไปบอกให้เขาเปลี่ยนหรือปรับปรุง ในสิ่งที่เขาเองไม่เห็น ไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับ แต่ถ้าเขาเห็นเหมือนกันหรือเห็นร่วมกันอย่างที่เราเห็น มันก็ง่ายกว่าที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ในความสัมพันธ์ต่อไป

ในที่สุดเราก็ได้ข้อสรุป/ข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีก ไม่ว่าจะจากฝ่ายใดก็ตาม(เพราะบางทีอาจเป็นเราก็ได้ ที่เป็นฝ่ายทำให้คนอื่นจี๊ด) เราขออนุญาตเตือนกันและกัน ด้วยการถามว่า "พี่ -- / น้อง -- เป็นอะไรหรือเปล่า?" เพื่อเป็นการสะกิดให้อีกฝ่ายหนึ่งได้คิดว่า เออ ตะกี้เราทำอะไรลงไป หรือพูดอะไรออกไป ที่ไปกระทบคนอื่นบ้างหรือเปล่าหนอ? เพื่อจะได้หยุดและสงบใจ แล้วเปลี่ยนแปลงท่าทีหรือพฤติกรรมเสียใหม่ในบัดนั้น เพื่อไม่ให้ก่อการทำร้ายหรือกระทบกระทั่งกันไปมากกว่านี้

มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ก็คือ คนเราจะคบกัน จะอยู่ด้วยกันได้ยาวนาน (ทั้งในแง่ของมิตรภาพ และชีวิตคู่) จะให้อภัยกันได้มากน้อยแค่ไหนนั้น มันขึ้นอยู่กับคุณงามความดีที่มีในตัวของกันและกันด้วย ความดีต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ไม่ใช่ความเก่ง ความฉลาด ความสวย ความหล่อ หรือฐานะการงานใดๆ เลย

อย่างกรณีนี้ที่เราสามารถให้อภัยน้องเขาได้รวดเร็ว (ภายในหนึ่งวัน --ถือว่าเร็วแล้วล่ะสำหรับคนขี้โกรธอย่างเราอ่ะนะ) เพราะเราระลึกได้ถึงคุณความดีที่มีอยู่ภายในตัวของน้องเขานั่นเอง พอมองเห็นความดีของเขาที่มีมา พลังความโกรธ ความขุ่นเคืองมันก็ลดลง อ่อนกำลังลงไปเอง

อีกเรื่องคือ การมีกัลยาณมิตรที่ดี ที่มาช่วยตักเตือนเราได้ถึงข้อบกพร่อง ข้อเสียของเราได้ อย่างตรงไปตรงมา และด้วยความมีเมตตานั้น ถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่งของชีวิต เขาคือผู้บอกขุมทรัพย์ของเรา แท้จริงแล้ว การมีมิตรแท้--การมีกัลยาณมิตร นั่นแหละคือ การมีขุมทรัพย์แห่งชีวิต

ประการสุดท้าย การกระทำอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยเราได้มาก คือ การได้บอกเล่าเรื่องราว ทบทวนตัวเอง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาผ่านการเขียนนี่เอง

กรณีนี้การพูดระบายให้คนอื่นฟังก็อาจช่วยได้ แต่สำหรับกรณีของเรา การเขียนช่วยได้มากกว่าการพูด เพราะเราจะนิ่งมากกว่า และฟังเสียงความคิดและความรู้สึกของตัวเองได้ชัดกว่า มีการไตร่ตรองมากกว่า การพูดระบายออกไป

อีกอย่างเรายังไม่มีใครที่สนิทมากพอ ที่จะพูดระบายเรื่องนี้ออกไป ให้เขาฟังได้อย่างตรงไปตรงมาด้วยละมั้ง แล้วก็จะหาคนที่จะมีเวลามากพอ มีความเมตตา ความอดทนและมีความเข้าใจมากพอ ที่จะมานั่งฟังปัญหาของเราอย่างไม่ตัดสินถูก-ผิดนั้น ก็คงหาได้ไม่ง่าย ฮะๆ

และต่อไปเมื่อเราเติบโตขึ้นมากกว่านี้ พอลองย้อนกลับมาอ่านงานเขียนเก่าๆ เราอาจได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ต่างจากตอนนั้น (ตอนที่เขียน)ซึ่งเราอาจมองข้ามไปก็ได้ หรืออาจจะหัวเราะกับมันได้โดยไม่รู้สึกแย่กับมันอีกเลย หรืออาจจะทึ่งและนับถือตัวเองขึ้นมา อย่างไม่น่าเชื่อว่า ตอนนั้น ฉันคิดแบบนี้ได้ไงฟะเนี่ย (อันนี้คงเป็นกรณีที่ การเติบโตของเรามันถดถอยลง)

Wednesday, August 8, 2007

ดูจิตด้วยความรู้สึกตัว: วันนี้จี๊ดมาก


วันนี้ตอนเช้าจี๊ดสุดๆ ความโกรธและความไม่พอใจพุ่งปรี๊ด และยังคงดำเนินต่อเนื่องแบบกรุ่นๆ มาตลอดวัน จนถึงตอนนี้ที่กำลังเขียนอยู่

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อเช้าตอนนั่งทำงานกันอยู่ เรานึกขึ้นมาได้ถึงงานที่มีคนฝากตามเรื่องมากับน้องคนหนึ่ง เราก็ตะโกนข้ามโต๊ะถามน้องคนนั้นที่นั่งอยู่ฟากตรงข้ามของห้อง (นั่งห่างกัน 4 - 5 เมตร) สมมติว่าชื่อน้องแสนดีละกัน เราถามว่า "เออ แสนดีส่งรูปไปให้ทีมนักวิ่งหรือยัง วันก่อนพี่ธงไชย (นามสมมติ)โทรมาบอกว่ายังไม่ได้รับรูปเลย"

แสนดีซึ่งในขณะนั้นอาจจะกำลังหงุดหงิดอะไรบางอย่างอยู่ หรือไม่ก็อาจจะกำลังยุ่ง-เครียดกับงานอยู่ (ก็เดาเอาน่ะ อิฉันก็มิอาจตรัสรู้ได้ว่าเจ้าหล่อนกำลังอยู่ในภาวะเช่นไร) ก็ตะโกนสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญว่า "แสนดีส่งไปแล้ว ส่งไปให้ตั้งนานนนนนแล้วค่ะ (เธอเน้นคำว่า "นาน" เป็นพิเศษ ด้วยน้ำเสียงลากยาวและหนัก)" น้ำเสียงหงุดหงิดอย่างรู้สึกได้ชัด

พอได้ยินเสียงตอบเราก็เริ่มรู้สึกจี๊ดขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว สมองอิฉันประมวลผลอย่างรวดเร็วมาก ว่า "เอ๊ะ กรูถามดีๆทำไมตอบเสียงหมาๆอย่างนี้ฟะ"

แต่ก็ถามต่อไปว่า "อ้าวเหรอ แต่เขาบอกว่ายังไม่ได้รับเลยนะ ส่งไปไม่ถึงหรือเปล่า เพราะส่งไฟล์ภาพใหญ่ๆไปส่วนใหญ่จะมีปัญหานะ"

เธอก็สวนกลับมาอย่างรวดเร็วว่า "ส่งไปแล้วค่ะ และคิดว่าถึงด้วย เพราะไม่เห็นมีอีเมลตีกลับมาเลย แสนดีส่งตรงไปที่อีเมลพี่นักวิ่งน่ะ" ด้วยน้ำเสียงประมาณว่าฉันรู้น่ะ ฉันทำเป็น ไม่ต้องมาสอนหรอก

โห เราอยากสวนกลับไปมากว่า "แล้วเอ็งโทรไปเช็คกับเขาแล้วรึว่ามันถึงแน่ เอ็งถึงได้มั่นใจขนาดนั้นน่ะ แล้วตอนที่เอ็งส่งรูปไป เอ็งได้โทรบอกเขาปล่าว"

แต่ด้วยอาการหงุดหงิดและรู้ตัวแล้วว่ากำลังโกรธแล้วเฟ้ย ขืนพูดยาวๆต่อได้เป็นเรื่องแน่เลย เราก็เลยตัดบทไปว่า " เดี๋ยวแสนดีช่วยส่งรูปมาให้เราด้วยก็แล้วกัน" ตอนนั้นคิดในใจว่า เออ เดี๋ยวฉันส่งไปให้เขาอีกทีเองก็ได้

ยังไม่หมดแค่นั้น ตอนประชุมกันต่อช่วงสายๆ เราก็ถามอาจารย์เรื่องงบการจัดอบรมงานมหกรรมสันติฯ ซึ่งเป็นส่วนที่เราช่วยประสานงานอยู่ ทำนองว่า ถ้าองค์กรที่เราเชิญมาร่วมจัดบอกว่าไม่มีเงิน แล้วขอให้เราช่วยออกให้ล่ะคะ อาจารย์จะว่าอย่างไร (เราก็รู้อยู่แล้วแหละว่าหลักการคือ ไม่ออกให้ แต่อยากได้ยินคำยืนยันจากปากอาจารย์อีกที เพราะองค์กรนี้อาจารย์เป็นคนเสนอและคะยั้นคะยอให้เชิญมาเอง) อาจารย์ก็ตอบแบบฟังธงตรงตามคาดว่า ไม่ได้หรอก หลักการมีชัดเจนอยู่แล้วก็ให้ทำไปตามนั้น

น้องแสนดีเธอก็พูดแทรกขึ้นมาต่อทันทีว่า "และอย่าลืมนะคะว่าเรามีเงินเหลืออยู่แค่สองแสนแปด" ฉันก็หันไปมองหน้าเธอทันทีด้วยสีหน้าประมาณว่า "อะไร สองแสนแปดอะไร (อะไรของเอ็ง--ยุ่งอะไรด้วยเนี่ย)?" รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาตะหงิดๆอีกหน ประมาณว่าไม่ใช่เรื่องของเธอเลยนะยะ ฉันไม่ได้อยากจะรู้ตัวเลขของเธอ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเงินมีไม่มาก

แล้วเราก็ขุ่นๆๆๆ ไม่พอใจและหงุดหงิดเรื่องน้องแสนดีคนนี้ต่อมาอีกทั้งวัน ทุกทีที่เห็นหน้าหรือได้ยินเสียงก็จะเซ็งมากๆ แล้วเรื่องอื่นๆอีกสารพัดในความทรงจำ ที่เคยรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจกับน้องคนนี้ ก้อหลั่งไหลต่อเนื่องพากันเรียงหน้ากระดานมาให้เห็นอีกเป็นสาย เป็นชุดๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งพาลหงุดหงิด ไม่พอใจ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เราก็นั่งตุ๋นๆๆๆอารมณ์โกรธ หงุดหงิดและไม่พอใจนี้ให้ตัวเองกินมาทั้งวัน มากบ้างน้อยบ้าง (สงสารเซลส์ในร่างกายแย่เลย ตายแล้วนี่ฉันคงจะแก่ลงไปอีกหลายปี เซลส์ฉันคงจะตายก่อนอายุขัย เพราะพิษของความโกรธชนิดนี้ของตัวเองแน่ๆเลย)

เราคิดถึงขนาดว่าจะขอพูดเปิดอกกันตรงๆไปเลยดีไหม ว่าฉันกำลังรู้สึกอย่างไรกับเธอบ้างในตอนนี้ ฉันเห็นว่าเธอเป็นคนอย่างไร และเธอได้ทำอะไรหรือมีท่าทีอย่างไรที่ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดบ้าง

ขอบอกว่าน้องคนนี้เขาเคยเข้าอบรม NVC - การสื่อสารด้วยรักและสันติ มาแล้ว (มันเอามาใช้ตรงไหนบ้างไหมเนี่ย)

แต่เราก้อรู้ตัวดีว่า ถ้าพูดไปตอนนี้ก็จะเป็นการพูดด้วยความโกรธ ด้วยความหงุดหงิดของเรา ไม่ได้พูดด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีหรือเมตตาใดๆทั้งสิ้น (ในแง่ว่าตักเตือนด้วยเมตตาและปรารถนาอยากเห็นเขาดีขึ้น) และแน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันก็จะออกมาเป็นลบแน่นอน ไม่ดีต่อทั้งสองฝ่าย ก็เลยข่มใจไว้ไม่ได้พูดอะไร ต้องมาหาทางระบายออกในบล็อกนี้แทน

เรายังคิดต่อไปถึงขนาดที่ว่าไม่อยากอยู่แล้วล่ะองค์กรแบบนี้ ที่มีเพื่อนร่วมงานแบบนี้น่ะ เบื่อเซ็ง เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ ดูดิพลังแห่งความโกรธของเรานี่ มันบ่งการชีวิต และวิธีคิดตัดสินใจของเราได้ถึงขนาดนี้เลย

แต่ตอนค่ำพอมาคิดอีกที ถึงไปอยู่ที่อื่นๆเราก็คงต้องเจอคนประเภทนี้อีกอยู่ดีแหละ เราหนีไม่พ้นหรอก คนแบบนี้ก็มีทุกที่ น้องแสนดีเขาก็ยังมีข้อดีอื่นๆอีกหลายอย่าง ที่ทำให้เราพอจะคิดให้อภัยได้ และมองเห็นในส่วนดีของเขาอยู่ได้บ้าง (อาจจะมีมากกว่าอีกหลายๆคนในสังคมโดยส่วนเฉลี่ยด้วยซ้ำ)

เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นคนมีพื้นฐานจิตใจดี มีน้ำใจ ซื่อสัตย์ ฉลาด ขยัน ทำงานเก่ง ไม่เอาเปรียบคนอื่น ขวนขวายใฝ่รู้ แม้จะมีวิธีการพูดหรือทีท่าบางอย่างที่ชวนให้นึกหมั่นไส้ และไม่ชวนนึกเอ็นดูหรือไม่น่ารักเอาเสียบ้างเลยก็ตามในบางครั้ง

คือเขาจะมีทีท่ามั่นใจและมีลักษณะแข็งๆหยิ่งๆไม่ง้อใคร และมีทีท่าว่าฉันรู้ดีอยู่แล้วเสมอ แต่นั่นก็เป็นเพียงบุคลิกภายนอกหรือข้อเสียของเขาซึ่งออกจะเล็กน้อย เมื่อเทียบกับส่วนดีอื่นๆที่เขามีอีกมากมาย

จะว่าไปอีกทีเขานี่แหละอาจจะกระจกเงา ที่มาสะท้อนให้เราเห็นตัวเราเองในด้านมืด ที่เราไม่เคยมองตัวเองมากก่อน เป็นบุคลิกที่เป็นปม เป็นด้านลบของเรา ที่เคยไปทำไปแสดงออกอย่างนี้เอาไว้มาก่อนแล้ว กับคนอื่นๆรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

แต่ก่อนเคยมีคนสะท้อนให้เราฟังเหมือนกันแต่ตอนนั้นฟังแล้วก็ผ่าน ไม่ได้ยิน ไม่เข้าใจ และไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหาอะไร รู้สึกแต่ว่าฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้แหละ ใครจะทำไมหรือ ไม่ได้เดือดร้อนใครนี่

แต่คนอื่นเขาคงเซ็งและเจ็บปวดกับคำพูดและวิธีการพูดแบบนี้ของเรา
(ที่เราคิดว่าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่แหละ) ไปหลายรายแล้ว

จำได้ว่าเคยทำให้รุ่นพี่ที่ทำงานเก่าไม่ชอบขี้หน้าอยู่นาน โดยไม่รู้ตัวและไม่รู้สาเหตุ แต่ตอนหลังพอรู้จักกันมากขึ้น ก็ดีกัน คุยกันได้ อ้อ! แล้วก็ยังมีรุ่นน้องที่ทำงานเก่าอีกคน ที่ไม่ชอบหน้าเราอย่างแรงตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน
เพราะท่าทีหยิ่งยะโส มั่นใจเกินเหตุของเราเอง

พอมาถึงตอนนี้เราก็เลยเกิดอาการจี๊ดมาก--โกรธได้นานและมากอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อต้องมาเจอกับตัวเอง นึกถึงคำพูดของหมอพีร์(พี่เขาเป็นหมอดูแบบสัมผัสจิต)ขึ้นมาทันทีเลยว่า เราน่ะไปทำวจีกรรมกับคนอื่นไว้เยอะ ทำให้คนอื่นเจ็บกับคำพูดของเราไว้มาก ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องมาใช้กรรมของตัวเองบ้างแล้ว (ช่วงนี้กรรมเรื่องนี้จะมีมาให้ชดใช้เป็นหลักเลย)

การใช้กรรมที่ว่านี้ก็คือ กรรมจะส่งผลให้เราเป็นคนอ่อนไหว คิดมากและเจ็บปวดง่าย โกรธง่ายมากกับคำพูดของคนอื่นๆ ที่พูดแล้วมากระทบใจหรือสะกิดใจแม้แต่เพียงนิดเดียวก็ตาม แล้วก็จะดึงเราให้จมอยู่กับความทุกข์ ความโกรธ และความเจ็บปวดนั้น ด้วยการเอาคำพูดของเขามาคิดย้ำๆซ้ำๆ วนเวียนไปมาในหัวไม่รู้จบ

สรุปก็คือทำตัวเองทั้งนั้นเลย คนพูดน่ะมันพูดจบมันก็ลืมไปนานแล้ว ไม่ได้คิดอะไรต่อแล้ว แต่ตัวเรานี่สิยังทำตัวเองให้ทุกข์ไม่หยุด ด้วยการไปเก็บเอาคำพูดของเขามาคิด มากัดกิน-ทำร้ายจิตของตนเองจนเศร้าหมองอยู่ได้อีกตั้งนาน
ถ้ายังไม่หายโง่ (คือยังคิดต่อ-โกรธต่อ)ก็ต้องทุกข์อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

สุดยอดมากเลยใช่ไหม กฎแห่งกรรมมันทำงานอย่างแม่นยำเที่ยงตรงอย่างน่าทึ่ง ชนิดที่ทำเอาเราพูดไม่ออก อึ้งไปเลย

จำได้ว่าตอนนั้นเราเคยถามหมอพีร์เหมือนกันว่า แล้วอย่างนี้เราควรทำไงดี เขาบอกว่าก็ให้อภัยเขาไปเรื่อยๆ อย่าไปผูกพยาบาทอาฆาตใครเขาทั้งสิ้น ไม่ว่าใครเขาจะพูดอะไรมาก็ตาม ก็ให้วางใจให้หนักแน่นและให้อภัยเขา แล้วกรรมก็จะหมดไปเอง ไม่ต้องกังวล

ตอนนี้เห็นแล้วและเข้าใจแล้วล่ะว่า กฏแห่งกรรมมันทำงานยังไง เข้าใจแล้วว่า คำพูดที่ไม่ดีที่เป็นลบ ที่เราเคยกระทำต่อผู้อื่นนี้มันทำให้จิตของเขาเป็นทุกข์ ร้อนรนทุรนทุรายขนาดไหน เข้าใจมากๆเลย

พอเขียนมาถึงตรงนี้นะ ความโกรธที่มีต่อน้องแสนดีก็หายไปหมดแล้วล่ะ มันค่อยๆหายไปเองตั้งแต่เราเริ่มเขียนย่อหน้าแรก ที่เรานึกขึ้นมาได้ถึงความดีของน้องเขาแล้วล่ะ แล้วก็หายอย่างเป็นปลิดทิ้ง ตอนที่มาเขียนถึงกรรมของตนเองที่ได้ไปทำไว้ต่อคนอื่นๆ

ความรู้สึกสงสารเห็นใจและเข้าใจในความทุกข์ของคนอื่นๆ เกิดขึ้นมาแทนที่ เราเข้าใจและมองเห็นความทุกข์ของเขาได้อย่างชัดเจน และลึกซึ้งขึ้นมากๆเลย มันเข้าใจแบบไม่ต้องใช้คำพูด (เพราะคำพูดมีไม่พอที่จะอธิบายได้) รู้สึกว่าอยากก้มลงไปกราบขอโทษ และขออโหสิกรรมต่อทุกๆคนที่เราเคยพูดไม่ดี ทำไม่ดีต่อเขาไว้ทั้งหมดในตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลยค่ะ

โหย ตอนนี้จิตใจมันโล่งและเบาสบายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อย่างกับนรกและสวรรค์เลย วันนี้เราทำตัวเองให้ตกนรกมาเกือบทั้งวันแล้ว
โชคดีนะนี่ที่ยังกลับลำได้ทัน มาฉุดตัวเองให้ขึ้นสวรรค์ในช่วงท้ายๆก่อนจะหมดวันนี้ สาธุ

ขอบพระคุณมากค่ะ ขอบคุณจักรวาล พระธรรมะธรรมชาติ ขอบคุณน้องแสนดี หมอพีร์ ทุกๆสิ่งและทุกๆคน ที่มาช่วยสอนและมาทำให้ลูกได้เห็นตัวเองชัดเจนขึ้นในวันนี้ ขอบคุณๆมากๆ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆเลย และมีความสุขเกิดขึ้นมาในจิตใจเยอะมากๆ ขอบคุณค่ะ

Friday, June 8, 2007

Dhamma Talk



เมื่อเช้าฟังธรรมบรรยายของหลวงพ่อ ปราโมทย์ (mp3) ฟังไปก็ขำไป พยักหน้าหงึกๆหงักๆไปคนเดียวเวลาที่รู้สึกว่า “เออจริงด้วย ใช่ๆๆ” (ใครไม่รู้คงนึกว่าเราเพี้ยน)

มีอยู่ตอนหนึ่งท่านแนะนำเคล็ดลับการทำสมถะภาวนาให้ได้ดี คือ ความรู้สึกสบาย ถ้าใจสบายแล้วจิตจะสงบได้เร็ว ซึ่งท่านก็ได้แนะนำเทคนิคหลายอย่างที่ทำแล้วใจจะรู้สึกสบายขึ้น แต่มีอยู่อันที่หนึ่งที่ท่านพูดแล้วเราน้ำตาไหลเลย คือท่านว่าเวลากราบพระก็อย่าสักแต่ว่ากราบๆไป แต่ให้คิดว่าพระพุทธเจ้าท่านกำลังมายืนอยู่ตรงหน้าเรา แล้วเราก็น้อมใจลงไปกราบแทบบาทท่าน

โห แค่น้อมระลึกตามที่หลวงพ่อพูด เราก็น้ำตาไหลพรากๆเลย (ตอนนั้นนั่งทานผลไม้อยู่) เพราะนี่คือหนึ่งในความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเรา คือ การได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้กราบพระพุทธองค์ ได้ฟังธรรมและได้ปฏิบัติธรรมของท่าน (ขนาดเขียนตอนนี้ยังน้ำตาซึมเลย) ก็ไม่รู้ว่าชาติไหนถึงจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ แต่จะเป็นเมื่อไรอย่างไรนั้นไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ก็ให้เพียรปฏิบัติสั่งสมไปเรื่อยๆ (เราก็ทำบ้างขี้เกียจบ้างบางที) สาธุ