Showing posts with label inspiration. Show all posts
Showing posts with label inspiration. Show all posts

Thursday, April 14, 2011

หน่ออ่อนต้นออมบู

จากหนังสือ "ฉันจะเล่าให้คุณฟัง" เขียนโดย ฆอร์เฆ่ บูกาย แปลโดย เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ



ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งขนาดเล็กมากจนไม่ปรากฎอยู่ในแผนที่ประเทศ เล็กมากเสียจนมีจัตุรัสขนาดจิ๋วเพียงแห่งเดียว และกลางจัตุรัสนั้นก็มีต้นไม้ขึ้นอยู่เพียงต้นเดียว


อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็รักหมู่บ้าน จัตุรัสและต้นไม้ของพวกเขา ต้นไม้ที่ว่านี้คือต้นออมบูขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กลางจัตุรัสพอดิบพอดี นอกจากนี้มันยังเป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวันของชาวบ้านอีกด้วย ทุกเย็นราวๆหนึ่งทุ่มหลังเลิกงานแล้ว ชาวบ้านทั้งชายและหญิงจะนัดพบกันที่จัตุรัสแห่งนี้ ทุกคนอาบน้ำหวีผมและแต่งตัวสวยหล่อเพื่อจะมาเดินเล่นรอบต้นออมบูสักรอบ - สองรอบ



ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวและพ่อแม่ของคนหนุ่มสาวต่างมาพบปะสังสรรค์กันใต้ต้นออมบูนี้ ณ ที่แห่งนั้นมีการเจรจาธุรกิจสำคัญๆ มีการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับหมู่บ้าน มีการจัดงานแต่งงาน มีพิธีรำลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ทุกอย่างดำเนินเช่นนี้มาหลายสิบปี



วันหนึ่งสิ่งแปลกประหลาดน่าทึ่งก็เริ่มเกิดขึ้น กล่าวคือ มีกิ่งไม้เล็กๆสีเขียวแตกออกบริเวณรากด้านข้างของต้นออมบู ใบน้อยๆทั้งสองของมันชูรับแสงแดด ต้นออมบูไม่เคยแตกหน่อเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

หลังจากอารมณ์ตื่นเต้นผ่านพ้นไปมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานเลี้ยงฉลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น



แต่คณะผู้จัดงานก็ต้องแปลกประหลาดใจเมื่อรู้ว่ามีชาวบ้านบางคนไม่ได้มาร่วมดื่มฉลอง เพราะคิดว่าหน่อที่แตกออกจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย


หลังจากนั้นไม่กี่วันหน่อที่สองก็โผล่ขึ้น เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนก็มีกิ่งเล็กๆสีเขียวนับรวมได้กว่ายี่สิบกิ่งแตกออกมาจากรากสีเทาของต้นออมบู


แต่แล้วความปีติยินดีของบางคน และความเพิกเฉยของคนบางกลุ่มก็คงอยู่ไม่นาน วันหนึ่งยามที่เฝ้าจัตุรัสเตือนให้ทุกคนรู้ว่าต้นออมบูเก่าแก่ต้นนี้เริ่มจะมีบางอย่างผิดปกติ ใบของมันเริ่มเหลือง เหี่ยวเฉาและร่วงหล่นลงง่ายดาย เปลือกไม้ที่เคยสมบูรณ์กลายสภาพเป็นเปลือกไม้แห้งกรอบ


คนยามวินิจฉัยว่า "ต้นออมบูกำลังป่วย มันอาจจะใกล้ตายก็ได้"


บ่ายวันนั้นเองขณะเดินเล่นในช่วงเย็น ทุกคนเริ่มถกกันถึงเรื่องนี้ บางคนเริ่มจะบอกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของกิ่งเล็กๆ เหล่านั้น เหตุผลของกลุ่มนี้คือ ทุกอย่างเป็นปกติดีก่อนที่พวกมันจะโผล่ออกมา


ฝ่ายกลุ่มพิทักษ์หน่อก็แย้งว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกัน หน่อที่แตกออกมาเป็นสิ่งรับประกันอนาคต หากเกิดอะไรขึ้นแก่ต้นออมบูจริงๆ


ความคิดเห็นแตกต่างนี้เป็นที่มาของการเผชิญหน้ากันของทั้งสอง คือ กลุ่มที่สนับสนุนต้นออมบู และกลุ่มที่สนับสนุนหน่อ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนับวันทั้งสองฝ่ายยิ่งทะเลาะกันหนักขึ้นและห่างเหินกันมากขึ้นทุกทีๆ ครั้นกลางคืนทั้งหมดก็ตกลงจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมหมู่บ้านวันถัดไป ทั้งนี้เพื่อทุกคนจะได้ไปสงบสติอารมณ์กันเสียก่อน


แต่แล้วก็ไม่มีใครระงับอารมณ์ตนเองได้ เพราะในที่ประชุมวันถัดมา กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูซึ่งเป็นชื่อที่พวกเข้าตั้งขึ้นชี้แจงว่า วิธีการแก้ปัญหาคือกลับไปเป็นเหมือนเดิม หน่อที่เกิดขึ้นกำลังทำให้ต้นออมบูชรานั้นหมดแรงลงเรื่อยๆ พวกมันทำตัวเหมือนวัชพืช ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือกำจัดพวกมันเสีย


ด้านกลุ่มพิทักษ์ชีวิต ชื่อที่พวกเขาเลือกกันขึ้นมาเอง ฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะได้คิดหาหนทางแก้ปัญหามาแล้วเช่นกัน ทางออกของกลุ่มนี้คือ ตัดต้นออมบูทิ้งเพราะมันสิ้นอายุขัยแล้ว หากปล่อยไว้ก็รังแต่จะแย่งแสงแดด แย่งน้ำหน่อที่เพิ่งแตกออกมาเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปกป้องต้นออมบู เพราะแท้จริง มันก็มีสภาพไม่ต่างจากต้นไม้ที่ตายแล้ว


หลังจากเถียงกัน ลงท้ายก็จบด้วยการทะเลาะวิวาท ตะโกนด่าทอ เตะต่อยกันชุลมุน ตำรวจเข้ามาสลายเหตุวิวาทแล้วสั่งให้ทุกคนกลับบ้านไปเสีย


คืนนั้นเองกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูประชุมกัน ลงความเห็นว่า สถานการณ์มาถึงจุดวิกฤตแล้ว ทำอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่รับฟังเหตุผล เห็นทีต้องลงมือจัดการเสียที ว่าแล้วพวกเขาก็คว้ากรรไกร เสียม พลั่ว มุ่งหน้าไปจัดการให้รู้แล้วรู้รอด คิดว่าเมื่อหน่ออ่อนถูกทำลายสิ้นซากการเจรจาก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย


พวกเขาเดินมาถึงจัตุรัสด้วยหัวใจพองโต เมื่อเข้าใกล้ต้นออมบูก็สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสุมฟืนรอบๆต้นไม้ ที่แท้คือกลุ่มพิทักษ์ชีวิตซึ่งกำลังจะจุดไฟเผาต้นออมบูนั่นเอง ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มทะเลาะกันอีกแต่คราวนี้มือของพวกเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความเจ็บปวดและประสงค์จะทำลาย


ระหว่างการทะเลาะวิวาทหน่อเล็กหน่อน้อยก็โดนเหยียบย่ำทำลาย ต้นออมบูก็โดนทำร้ายบริเวณลำต้นและกิ่งด้วย ลงท้ายคืนนั้นคนกว่ายี่สิบคนจากทั้งสองฝ่ายถูกหามเข้าโรงพยาบาล บาดเจ็บมากน้อยต่างกันไป

เช้าวันรุ่งขึ้นจัตุรัสดูแปลกตาเพราะกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเอารั้วไปล้อมต้นไว้ มีคนสี่คนยืนถืออาวุธเฝ้าอยู่ด้วย ส่วนกลุ่มพิทักษ์ชีวิตก็ขุดหลุมรอบๆหน่อ เพื่อวางรั้วลวดหนามล้อมเพื่อป้องกันการบุกรุกทุกรูปแบบ


ชาวบ้านอื่นๆก็ย่ำแย่เช่นกัน แต่ละฝ่ายพยายามนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองและบังคับให้ชาวบ้านเลือกข้าง ต่างหวังให้ฝ่ายตนมีผู้สนับสนุนมากกว่า ใครปกป้องต้นออมบู คือศัตรูของกลุ่มพิทักษ์ชีวิต และใครปกป้องหน่ออ่อนที่แตกออกมาก็ย่อมเกลียดกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเข้าไส้


ในที่สุดทุกคนตกลงจะนำเรื่องให้ผู้พิพากษาด้านสันติภาพตัดสิน ซึ่งในเวลานั้นคือบาทหลวงของโบสถ์เล็กๆแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ในวันอาทิตย์ถัดไป


ประชาชนซึ่งถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายโดยมีเชือกมากั้นไว้ต่างด่าทอกันไปมา เสียงตะโกนโหวกเหวกจนไม่มีใครฟังอะไรรู้เรื่อง


ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก ผู้เฒ่าถือไม้เท้าเดินออกมา สายตาของทั้งสองฝ่ายคอยจับจ้อง ผู้เฒ่าอายุกว่าหนึ่งร้อยปีเป็นผู้ก่อต้ังหมู่บ้านเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่ม เป็นคนวางผังถนนหนทาง แบ่งที่ดินให้ทุกคน และแน่นอนว่าเป็นคนปลูกต้นออมบูต้นนี้ ทุกคนเคารพท่านผู้เฒ่ามาก ท่านเป็นผู้มีวาจาแหลมคมมาตลอด


ผู้เฒ่าบอกปัดแขนที่ยื่นมาช่วยพยุง และค่อยๆเดินขึ้นเวทีอย่างยากลำบาก ท่านเอ่ยว่า

"พวกโง่เอ๊ย" ท่านพูด " พวกเจ้าเรียกตัวเองว่ากลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู กลุ่มพิทักษ์ชีวิต--ผู้พิทักษ์อย่างนั้นรึ พวกเจ้าปกป้องอะไรไม่ได้หรอก เพราะพวกเจ้าเพียงมุ่งทำร้ายคนที่คิดแตกต่างเท่านั้น"


"พวกเจ้าไม่รู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง ผิดทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ" "ต้นออมบูไม่ใช่หิน มันเป็นสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้นมันจึงมีวงจรชีวิตของมันเช่นกัน วงจรนั้นรวมถึงให้กำเนิดชีวิตใหม่เพื่อสืบต่อหน้าที่ของมัน นั่นหมายความว่ามันแตกหน่อ เพื่อต่อไปหน่อเหล่านั้นจะได้กลายเป็นต้นออมบูต้นใหม่"


"แต่หน่อเหล่านั้น พวกโง่เง่าเอ๊ย มันไม่ใช่แค่หน่อ มันมีชีวิต อยู่เองไม่ได้ดอก หากต้นออมบูตายไปชีวิตของต้นออมบูจะไม่มีความหมายอะไร หากให้กำเนิดชีวิตใหม่ไม่ได้"


"เตรียมตัวไว้ให้ดีกลุ่มพิทักษ์ชีวิต หมั่นฝึกซ้อมและเตรียมอาวุธไว้ให้พร้อม ไม่ช้าก็จะถึงเวลาที่พวกเจ้าจะได้เผาบ้านซึ่งพ่อแม่ของพวกเจ้าอยู่ข้างใน อีกไม่นานพวกนั้นก็จะเริ่มแก่เฒ่า และจะเริ่มเกะกะขวางทางเดินของพวกเจ้า "


"เตรียมตัวไว้ให้ดี กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู ซ้อมกับหน่อพวกนี้ไปก่อน พวกเจ้าต้องเตรียมพร้อมที่จะเหยียบย่ำและฆ่าลูกๆของพวกเจ้า เมื่อพวกนั้นอยากขึ้นมาแทนที่ หรืออยากมีอำนาจเหนือกว่า"


"แล้วนี่รึที่พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์ สิ่งเดียวที่พวกเจ้าต้องการคือ ทำลาย แล้วก็ยังไม่รู้ตัวอีกว่า ทำลายกันไป ทำลายกันมา พวกเจ้ากำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการปกป้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คิดกันให้มากสักหน่อย เหลือเวลาไม่มากนักดอก"


พอกล่าวจบผู้เฒ่าก็เดินลงจากเวทีช้าๆ ตรงไปที่ประตูท่ามกลางความเงียบของทุกคน-- แล้วก็เดินจากไป...


Sunday, June 14, 2009

กฎทางจิตวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง (จากคนไม่เอาถ่านผู้มั่งคั่ง)

กฎข้อที่ ๑ การให้อภัย

  • การให้อภัยคือก้าวแรกของการกำจัดเรื่องเก่าๆ เพื่อให้มีที่่ว่างสำหรับความมั่งคั่งที่จะหลั่งไหลเข้ามา
  • ขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญที่สุดของการให้อภัยคือการให้อภัยตนเอง
กฎข้อที่ ๒ การผูกมัด


  • คุณต้องผูกมัดตนเองเข้ากับความมั่งคั่ง กล่าวคือ ต้องการมัน เชื่อมั่นในมัน คุณต้องแบกรับหน้าที่ในการนำความร่ำรวยมาสู่ชีวิตคุณเอง
  • นี่คือข้อความที่จะช่วยให้คุณผูกมัดตัวเองเข้ากับผลลัพธ์อันมั่งคั่ง อ่านมันออกมาดังๆวันละสองครั้ง หนึ่งครั้งก่อนเริ่มต้นแต่ละวัน และอีกครั้งก่อนเข้านอน อ่านมันด้วยความรู้สึกและความเชื่อที่ว่า คุณได้ผูกมัดตัวเองกับผลลัพธ์ทางการเงินแบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม และจะประสบความสำเร็จด้วย

"ฉันคือ ___________ (เติมชื่อคุณ) ต่อไปนี้คือการผูกมัดตัวเองของฉัน


ฉันตกลงใจที่จะเติมเต็มชีวิตด้วยความมั่งคั่ง

ฉันตกลงใจที่จะเติมเต็มชีวิตด้วยความสุข

ฉันตกลงใจที่จะทำตัวกล้าหาญ

ฉันตกลงใจที่จะลงมือทำสิ่งต่างๆในแง่บวก

ฉันตกลงใจกับผลลัพธ์แบบใหม่"

กฎข้อที่ ๓ จงรับเพื่อที่จะให้

  • จงรับด้วยความรู้สึกขอบคุณ กล่าว "ขอบคุณ" สำหรับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว
  • ทุกๆครั้งที่คุณชำระเงินหรือเขียนเช็ค จงขอบคุณ
  • ร้องขอให้มากขึ้น อนุญาตให้ตนเองร้องขอในสิ่งที่ต้องการ

กฎข้อที่ ๔ จงให้เพื่อที่จะรับ

  • การให้ที่ถูกต้องคือ การให้ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง
  • จักรวาลมีความสมดุล ด้านหนึ่งคือความมั่งคั่งที่เดินทางมาหาคุณ คุณคือผู้รับความบริบูรณ์นั้น อีกด้านหนึ่งคือความมั่งคั่งที่เดินทางจากคุณไปสู่ผู้อื่น คุณคือผู้ให้ ทั้งสองด้านนี้ต่างสำคัญและต้องสมดุลกันทั้งสองด้าน

"ฉันรับความอุดมสมบูรณ์ของจักรวาลมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ
ฉันให้ผู้อื่นอย่างโอบอ้อมอารี"

Friday, June 8, 2007

My Journal: Inspiration from books


ข้างล่างนี่ เป็นบันทึกที่เขียนไว้นานแล้ว ตั้งแต่ ๑๑ พ.ค.๔๘ เขียนจากแรงบันดาลใจที่เกิดอย่างฉับพลันในตอนตื่นนอนตอนเช้า ลืมตาขึ้นมาบนเตียงแล้วรู้สึกว่า โห!วันนี้ดีโครตๆๆเลย ทำไมรู้สึกดีกับชีวิตขนาดนี้ ราวกับทุกชั่วขณะเป็นวินาทีแห่งความอัศจรรย์ มันสดใหม่และเต็มเปี่ยม แค่ดื่มน้ำจากแก้วก็รู้สึกซาบซึ้งเสียจนน้ำตาซึม ไวกับความรู้สึกและผัสสะต่างๆมาก สัมผัสได้ถึงความเปราะบางของชีวิต ขณะเดียวกันก็มั่นคงและไว้วางใจอยู่ลึกๆข้างใน ก็เลยเกิดบันทึกหน้านี้ขึ้น อันที่จริงมันคือการตกผลึกทางความคิด+ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน Conversation with God book 3 กับ Message from the Water หนังสือดีๆสามารถเปลี่ยนชีวิตได้นะเออ ลองอ่านดูเองละกัน

เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเปี่ยมรัก สัมผัสได้ถึงพลังงานแห่งรักที่หลั่งรินท่วมท้นอยู่รอบๆตัวและในอากาศ รักได้หลั่งรินเข้ามาสัมผัสหัวใจ-จิตวิญญาณของฉัน นอนยิ้มอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยลุก ฉันเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่หวาดหวั่นต่อการสูญเสียความรู้สึกนี้ไป เพราะฉันรู้แล้วว่าฉันสามารถเลือกที่จะสร้างมันขึ้นมาได้ใหม่ และสร้างมันขึ้นมาได้เองในทุกๆวินาที และความรักนั้นจะไม่เคยซ้ำและไม่มีวันซ้ำ หากแต่จักเป็นประสบการณ์ที่สดใหม่อยู่เสมอ

มีดอกไม้นับล้านนับพันที่ถือกำเนิดขึ้นและคลี่กลีบบานในทุกๆนาทีที่ฉันกำลังหายใจ และโลกนี้ไม่เคยมีดอกไม้ใดซ้ำกัน และภายในดอกไม้นั้นไม่มีกลีบใดที่ซ้ำกัน ไม่มีเกล็ดหิมะ หรือผลึกน้ำหยดใดที่เหมือนหรือซ้ำกันแม้สักหยดเดียว นี่คือความอุดมสมบูรณ์แห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า และพลังแห่งการสร้างนั้นได้ดำรงอยู่ภายในตัวฉันด้วยเช่นกัน

เช้านี้ขณะที่ฉันดื่มน้ำ ฉันพบว่าพระเจ้าคือน้ำในแก้วนี้ และตัวฉันเองก็คือน้ำในแก้วนี้ พระเจ้าคือมดที่เดินอยู่รอบๆขอบปากแก้ว และฉันก็คือมดตัวนั้น พระเจ้าได้สำแดงพระองค์ ได้ทรงเป็นและดำรงอยู่ในวิถีต่างๆในสภาวะต่างๆกันนับล้านนับพันวิถี บูม!ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วขณะเดียว คือ ชั่วขณะนี้ เพราะแท้จริงแล้วสภาวธรรมนั้นไร้กาลและสถานที่ ฉันดื่มน้ำนั้นด้วยสำนึกขอบคุณ ฉันกำลังดื่มพระเจ้าเข้าไป และฉันกำลังดื่มตัวฉันเองเข้าไป

ฉันพบว่าฉันคือพระพุทธเจ้า ฉันคือพระเยซู ฉันคือโจรสองคนที่อยู่เคียงข้างพระเยซู ฉันคือทหารที่ทำร้ายพระเยซู คือนักบวชฟาริสสีที่วางแผนจับตัวพระองค์ คือชาวมุสลิมในภาคใต้ คือตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่รัฐบาลในกรุงเทพฯ ฉันคือสุนัขจรจัดตัวนั้นที่ฉันพบทุกเช้า คือสุนัขฟันเกตัวนั้นที่มักจะรี่เข้ามาทักทายฉันอย่างดีอกดีใจทุกครั้งในทุกเช้า ฉันคือทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนที่ดำรงอยู่ ณ ที่นี่ เวลานี้ บนโลกใบนี้และในจักรวาลนี้ พระเจ้าได้เปิดเผยตัวตนของพระองค์ในการทรงสร้างอันสมบูรณ์

สิ่งใดก็ตามที่ฉันได้กระทำหรือมอบให้แก่ผู้อื่น สิ่งนั้นจะย้อนกลับมาสู่ตัวฉันเอง เพราะฉันก็คือเขา และเขาก็คือตัวฉัน น่าอัศจรรย์เหลือเกิน

Inspiration to have this blog


ตะก่อนนี้ไม่เคยรู้จักเลยว่า blog คืออะไร เห็นคนอื่นเขาคุยๆกันก็เหรอๆๆ ทำหน้าเอ๋อๆ งงๆ อยู่เสมอ อะไรฟะ มันคืออะไรกันแน่ มันต่างจากอีเมล์ เว็บบอร์ดหรือเว็บไซต์ตรงไหนอ่ะ

แต่แล้วราวกับฟ้าบันดาล ช่วยไม่ให้เราโง่นานนัก เราก็เลยได้รับแรงบันดาลใจในการอยากมี blog เป็นของตัวเองเอาอีตอนที่ไปอ่านหนังสือ blog blog ของปิ่น ปรเมศวร์ หรือในอีกชื่อคือ ปกป้อง จันทวิทย์(สะกดชื่อถูกรึปล่าวเนี่ย)(http://pinporamet.blogspot.com และ http://pinporamet.wordpress.com ) ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ open เมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วก็เลยถือโอกาสเข้าไปอ่าน blog ของเขาด้วย โอ้ สนุกจัง จากนั้นก็เริ่มลามปามไปอ่านของคนอื่นๆต่ออีกมากมาย โอ้ สนุกๆๆจัง นับว่าเป็นเวทีแห่งการเปิดเผยตัวตนที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะแยะอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน (โอ้ อะไรจะปานนั้น)

พอดีพี่เล็กที่ทำงานอยู่ด้วยกัน ก็มาชวนเพื่อนๆในที่ทำงานประมาณว่า เรามาเขียน blog ของตัวเองกันดีไหม เอาไว้ปะทะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้ สาระ และเป็นเวทีวิชาการได้ด้วย (คือ พี่เล็กจะเป็นประมาณว่ามีสาระ บวกความเป็นนักวิชาการหน่อยๆๆ อืม..สมแล้วกับตำแหน่งว่าที่อาจารย์ ด็อกเตอร์ของเรา ข้าน้อยขอคารวะ) เผอิญว่า พี่เขาก็อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน(แฮะๆ คือ อันที่จริงมันก็คือหนังสือของพี่เขานั่นแหละ เราขอยืมเขามาอ่านอีกทีโดยไม่ขออนุญาตอีกตะหาก) ก็เลยเกิดความคิดนี้ขึ้นมา แต่ของพี่เขาดีกว่าตรงที่ว่า คิดแล้วก็พูดแล้วก็ลงมือทำด้วย ส่วนเราน่ะมัวแต่คิดๆอยู่นั่นแหละ แต่ไม่ลงมือทำสักที จนพี่เล็กพูดออกมาเนี่ยแหละ ก็เลยตัดสินใจว่า เออ เอาดิ ดีเหมือนกัน คิดเงียบๆวนๆเวียนๆในใจอยู่นานแล้วน่าจะลงมือทำสักที ก็เลยเกิด blog นี้ขึ้นมา ณ บัดดล ทว่าบล็อกของเรามันจะออกแนวตามใจฉันอยู่สักหน่อย ไอ้เรื่องวิชากง วิชาการอะไร ก็คงจะหาดูได้ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังสนุกอยู่ดีที่ได้มี blog เป็นของตัวเองสักที ฮะๆ (โอ้ สนุกจัง มีเรื่องสนุกๆให้ทำอีกแล้วสิเนี่ย)