Showing posts with label life journey. Show all posts
Showing posts with label life journey. Show all posts

Monday, April 30, 2012

หลวงพระบางปลายฝนต้นหนาว (ตอน ๒)





วันนี้ตื่นเช้ามาตั้งใจจะไปตักบาตรข้าวเหนียว เมื่อคืนวานฉันติดต่อขอซื้อข้าวเหนียวเพื่อนำไปตักบาตรกับพนักงานที่พูสีเกสต์เฮ้าส์นั่นเอง (เพราะอ่านเจอมาว่าถ้าไปซื้อกับแม่ค้าที่มายืนขายริมถนน ราคาจะสูงจนน่าตกใจ) พนักงานบอกว่าจะเตรียมข้าวเหนียว พร้อมกับเสื่อและผ้าสำหรับพาดไหล่ไว้ให้ ราคารวม ๑๕,๐๐๐ กีบ ( ๖๐ บาท) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกหรือแพงอย่างไร แต่ก็คิดเสียว่าเป็นการได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ แบบหลวงพระบางกะเขาดูสักที







ตื่นเช้าออกมาตอนหกโมงเช้า มีฝนตกปรอยๆพอชื้นๆ เย็นๆ เดินออกมาเห็นชาวบ้านแถวนั้นนั่งพับเพียบเรียงรายรอจะตักบาตรอยู่ตามหน้าบ้านเป็นระยะๆ เมื่อเดินออกมาที่ถนนใหญ่ เลี้ยวไปที่กำแพงหน้าวัด อันเป็นจุดหลักที่จะมีคนมาตักบาตรกันมากเป็นพิเศษ ฉันก็เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวยืนอยู่หลายคนบนถนน เตรียมกล้องไว้ถ่ายภาพกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียวกันเต็มที่ (นับเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรม amazing ของหลวงพระบาง)












มีกลุ่มแม่ค้าหาบกระจาดและกระบุงอีกไม่น้อยมาเดินชักชวนให้ซื้อข้าวเหนียวและขนมของเขาไปตักบาตร เมื่อเขาเห็นว่าฉันมีกระติ๊บข้าวเหนียวพร้อมอุปกรณ์ทุกอย่างครบแล้ว เขาก็เริ่มนำเสนอการขายในราคาที่ถูกมาก (เมื่อเทียบกับวันถัดมาที่ฉันเดินไปตัวเปล่าไม่มีกระติ๊บติดไปด้วย ราคาต่างกันประมาณ ๑-๒ เท่า) อย่างไรก็ดีแม่ค้าที่นี่ก็นับว่ามีอัธยาศัยดี น่ารัก พูดจาดี เมื่อฉันไม่ซื้อก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือหงุดหงิดอย่างใด แถมยังมาช่วยแนะนำอีกด้วยว่าให้ใส่บาตรยังไงบ้าง แม่ค้าบางคนก็ยังเป็นเด็กน้อย ที่หาเวลาช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนมาช่วยที่บ้านขายของ

การตักบาตรที่นี่อลังการมากในแง่ของจำนวนพระและเณรที่มาบิณฑบาต เพราะมีพระและเณรรวมกันประมาณ ๓๐๐ องค์ ภาพพระเณรในจีวรสีส้มสดใสเดินมาเป็นสายเป็นหมู่คณะนั้นงดงามมาก การตักบาตรข้าวเหนียวต้องอาศัยเทคนิคความว่องไวและคล่องตัวมิใช่น้อย เพราะพระท่านจะไม่หยุดเดินแม้เมื่อมาถึงหน้าเรา ท่านจะชะลอฝีเท้าเล็กน้อย พร้อมกับแง้มฝาบาตรเพื่อรับข้าวเหนียว เราต้องรีบหยิบข้าวเหนียวปั้นน้อยๆ หยอดใส่บาตรโดยเร็วก่อนที่ท่านจะเดินผ่านไป หากผ่านแล้วก็ผ่านเลยไม่ย้อนกลับมาอีก ส่วนเรื่องการให้ศีลให้พรนั้นพระท่านจะให้ตอนที่ญาติโยมนำอาหาร(กับข้าว) ไปถวายจังหันที่วัดอีกที



ในที่สุดฉันก็พบอาคารเก่าหลังนั้นที่ตั้งใจตามหาอยู่ตรงหน้าบริเวณที่ใส่บาตรข้าวเหนียวนั่นเอง ดูเหมือนว่าอาคารจะได้รับการดูแลบูรณะอย่างดี และได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านขายภาพถ่ายและภาพเขียนบรรยากาศเก๋ไก๋ไปแล้ว





เสร็จจากใส่บาตร แล่ก็พาเดินชมบ้านเมืองตอนเช้า เดินเลาะริมโขงเพื่อตรงไปยังตลาดเช้าหลังวัดใหม่ ตลาดเช้าที่นี่มีสินค้าหลากหลายมาก โดยเฉพาะสินค้าพื้นเมืองและอาหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น รังต่อที่ยังมีตัวต่ออ่อนๆ กบ นก งู ค้างคาว เห็ดดิน ปลา ผักผลไม้ เสื้อผ้า ฯลฯ นับเป็นตลาดที่มีชีวิตชีวา และExotic มาก เดินสวนกับเด็กน้อยที่มาขายดอกไม้สำหรับใส่บาตรเมื่อเช้าด้วย เธอหันมายิ้มทักทาย เพียงแต่ในตอนนี้ในมือเด็กน้อยไม่มีดอกไม้ แต่มีผักสดห่อใหญ่ นัยว่าคงจะซื้อกลับไปที่บ้าน แล่แวะซื้อข้าวจี่จื่นชิ้นละ ๘ บาทในตลาด ท่าทางน่าอร่อย



ฉันกับแล่เดินมาเจอร้านขายข้าวปุ้น (ขนมจีน) ข้าวซอยและเฝอ ข้างทาง จึงแวะกินอาหารเช้ากันที่ร้านนั้น รสชาติอร่อยดี แล่บอกว่าเขามาหลวงพระบางทีไรเขาจะกินแต่ข้าวซอย เพราะข้าวซอยที่นี่อร่อยและมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์แบบหลวงพระบางที่หากินที่อื่นไม่ได้







เสร็จจากมื้อเช้า เราก็พร้อมจะไปตะลุยเมืองหลวงพระบางกัน ฉันบอกแล่ว่า นอกจากกล้องแล้วฉันเตรียมอุปกรณ์ กระดาษและสีมาวาดรูปวัดด้วย เช้านี้เราเลยไปตั้งต้นกันที่วัดใหม่ที่แล่พักอยู่นั่นล่ะ วัดใหม่เป็นวัดที่อยู่ตรงข้ามกับพระธาตุพูสี ฝั่งเดียวกับวังเจ้าชีวิต วัดนี้มีสถาปัตยกรรมงดงาม ฝีมือการวาดและปั้นลายปูนลงรักปิดทองอันวิจิตรที่สิมนั้นเป็นฝีมือของเพี้ยตัน ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติของลาว



เช้านี้ที่วัดมีงานแห่สมโภชสมุดใบลานด้วย เป็นงานที่จะจัดก็ต่อเมื่อมีการเขียนจารพระไตรปิฎกบนใบลานโดยได้รับการสนับสนุนเป็นการเฉพาะจากหน่วยงานสำคัญๆ (ซึ่งก็นานๆครั้งจึงจะมี) ในครั้นนี้มีวัดได้รับการสนับสนุนจากหอสมุดแห่งชาติฯให้จัดทำการจารใบลาน มีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศลาวมาเข้าร่วม พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหอสมุดแห่งชาติ พระผู้ใหญ่ในแขวงหลวงพระบาง คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนประชาธิปไตยฯ นับว่าเป็นโชคดีของฉันที่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมงานนี้กับเขาด้วย ถือโอกาสพูดคุยกับเด็กนักเรียนที่มาร่วมงาน ถามไถ่โน่นนี่



เสร็จจากงานแห่สมโภชใบลานประมาณสิบโมงครึ่ง เราเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ซึ่งอดีตเป็นวังของเจ้าชีวิต นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียค่าเข้าชม 30,000 กีบ (120 บาท) ภายในวังตกแต่งด้วยกระจกสี และภาพเขียน (ฝีมือช่างเขียนรูปชาวฝรั่งเศส) บอกเล่าวิถีชีวิตของคนลาวในอดีตอย่างวิจิตร มีห้องออกว่าราชการ ห้องรับรองอาคันตุกะ ห้องบรรทมของเจ้าชีวิตและมเหสี และจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของกษัตริย์ น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปการตกแต่งภายในมาให้ชมได้เพราะเขาห้ามถ่ายภาพทุกชนิด


จากนั้นแล่พาเดินลัดเลาะไปตามถนนและซอกซอยต่างๆ เพื่อให้ชมอาคารบ้านเรือนที่มีทั้งเก่าและใหม่ อาคารที่นี่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งแบบลาว จีนและยุโรป (ยุคโคโลเนียล) แม้อาคารที่สร้างใหม่ก็มีข้อบังคับว่าต้องสร้างตามแบบของเก่า เพื่อให้เกิดความสวยงามกลมกลืนกันสมกับเป็นเมืองมรดกโลก



ข้อดีของข้อบังคับแบบนี้คือ ทำให้ไม่มีอาคารสูงในเขตตัวเมืองหลวงพระบางเลย อาคารหลายหลังได้รับการบูรณะดูแล ตกแต่ง และออกแบบอย่างสวยงาม ถนนหนทางสะอาดสะอ้านดี แม้แต่หมาข้างถนนก็ไม่มีให้เห็น มีเกสต์เฮ้าส์เรียงรายบนถนนเส้นต่างๆนับสิบๆหรืออาจจะนับร้อยแห่ง จึงเข้าใจได้ว่าทำไมหยีจึงบอกว่าไม่ต้องจองที่พักล่วงหน้า ให้ไปหาเอาดาบหน้าก็ได้ ไม่ต้องกลัว








เดินชมอาคารบ้านเรือนสักพักก็ชักจะหิว ฉันบอกว่าอยากจะลองกินเอาะหลาม ซึ่งเป็นอาหารถิ่นของที่นี่ เอาะหลามสูตรหลวงพระบางต้องใส่ไม้สะค้าน ทำให้มีรสและกลิ่นเฉพาะท้องถิ่น แล่พาไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านบรรยากาศดีข้างวัดซึ่งเขารับรองว่าอาหารอร่อยรสชาติดี

เราสั่งน้ำบักไม้ (ผลไม้) ปั่นมาชิม น้ำผลไม้ปั่นสูตรหลวงพระบางทุกชนิดจะต้องใส่กระทิเป็นสูตรเอกลักษณ์ของที่นี่ แล่เล่าว่าอาหารหลวงพระบางจะออกหวานและนิยมใช้กระทิเป็นส่วนประกอบในการปรุง ซึ่งเป็นรสและการปรุงแบบชาววังเสร็จจากมื้อเที่ยงเราก็เริ่มเดินชมวัดกัน วัดที่นี่สวยทุกวัด รั้วอยู่ติดๆ จนบางทีฉันก็ดูไม่ออกว่าเป็นคนละวัดกัน เราเดินเข้าวัดนั้นทะลุออกวัดนี้กันเป็นว่าเล่น ในช่วงออกพรรษานี้ทุกวัดจะมีการจัดทำโคมไฟสีและเรือไม้ไผ่ติดโคมไฟ เพื่อร่วมฉลองเทศกาลประเพณีออกพรรษา เราจะเห็นพระและจั่วตัวเล็กตัวน้อยช่วยกันนั่งเหลาไม้ไผ่ ตัดกระดาษติดโคมกันทุกวัดเลยทีเดียว สอบถามได้ความจากแล่ว่า รัฐบาลมีประกาศข้อบังคับให้ทุกวัดในเขตเมืองหลวงพระบางทำโคมและทำเรือไฟ (เรือบก) เพื่อร่วมฉลองงานบุญประเพณี

ในตอนบ่ายฝนเริ่มตกพรำอีกครั้ง เรารีบเดินไปให้ถึงวัดเชียงทองที่อยู่สุดปลายแหลมใกล้ๆกันกับบริเวณที่สายน้ำโขงมาสบกันกับสายน้ำคาน วัดเชียงทองเป็นอีกวัดในฝันที่จะต้องมาเยือนให้ได้ของฉันเลยทีเดียว งานปูนปั้น ลายลงรักปิดทอง และภาพกระจกสีบนฝาผนังที่นี่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะภาพต้นไม้กระจกสีบนพื้นปูนสีส้มบนผนังที่หลังสิมนั้นจะปรากฎอยู่ในหนังสือท่องเที่ยวหลวงพระบางทุกเล่มที่คุณอ่าน ฉันใช้เวลาถ่ายภาพและนั่งวาดรูปในวัดนี้ร่วม ๒-๓ ชั่วโมง โรงเมี้ยนโกศ (รถเก็บรถในพระราชพิธีของเจ้าชีวิต) ที่นี่สวยงามและมีชื่อเสียงเช่นกัน ภาพนูนต่ำลงรักษ์ปิดทองเรื่องรามเกียรติ์ที่ฝาผนังเป็นฝีมือของเพี้ยตัน ศิลปินคนสำคัญของลาว





จากวัดเชียงทอง แล่พาฉันเดินไปดูท่าเรือข้างวัดที่อยู่ในหนังรักเรื่องดังขวัญใจคนลาวคือ เรื่อง สะบายดีหลวงพระบาง ท่าเรือที่ว่าเป็นจุดที่นางเอกกับพระเอกนัดว่าจะมาพบกันในปีถัดไป แม้จะมารอพบกันตามสัญญา แต่ทั้งคู่ก็เดินสวนกันไปสวนกันมาคนละทาง จนไม่ได้พบกันในที่สุด (เป็นตอนจบของเรื่อง) แล่บอกว่าเขาดูเรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า ๓ รอบ เรื่องนี้คนลาวชื่นชอบกันมาก มีข่าวว่าภาคสองจะสร้างต่อมาในเร็วๆนี้


จากนั้นเราก็เดินต่อ เพื่อไปขึ้นเขาชมพระธาตุพูสีและทิวทัศน์รอบเมืองหลวงพระบางยามเย็น พระธาตุพูสีมีทางขึ้นลงหลายทาง ทางที่ฉันขึ้นไปนั้นเป็นเส้นที่อยู่ใกล้กับสายน้ำคาน จากบนพระธาตุพูสีเราจะเห็นเมืองหลวงพระบางได้รอบด้าน เห็นสายน้ำโขงและสายน้ำคานที่ไหลมาบรรจบกัน และสะพานเหล็กโบราณที่สร้างในสมัยยุคอาณานิคม จุดนี้เป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงของเมือง จนมีคำกล่าวว่า ถ้ามาหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นไปชมพระธาตุพูสี ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึงหลวงพระบาง



ในวันฟ้าเปิดเราสามารถมาชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ที่นี่ บนพระธาตุพูสีมีนักท่องเที่ยวมากพอสมควร แต่ละคนล้วนเตรียมกล้องและขาตั้งมารอคอยถ่ายรูปพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่น่าเสียดายวันนี้ฟ้าปิด เมฆครึ้ม ดูท่าพวกเขาจะไม่ได้ภาพอย่างที่ตั้งใจ บนพระธาตุฉันพบแมวดำหนึ่งตัวเดินไปมา มีเด็กน้อยชาวจีนเดินตามแมว ร้องมี๊มี๊ นัยว่าอยากจะเล่นกับแมว แต่ดูท่าเจ้าเหมียวจะไม่ยอมเล่นด้วยง่ายๆ มันเลยทำทีไม่ใส่ใจนั่งเฉย แล้วเดินจากไป

ค่ำนั้นเราไปเสาะหาข้าวซอยกินกัน แต่ร้านข้าวซอยปิด เราเลยต้องไปลงเอยกันที่ร้านบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติกันอีกรอบ ที่ร้านนั้นฉันเจอกับคนแคนาดาที่เดินทางมาจากเกาะวิคตอเรียด้วย เขาเห็นเสื้อ RRU ที่ฉันใส่ก็เลยทำท่าดีใจ สอบถามใหญ่ว่าฉันมาจากไหน โลกนี้มันกลมดีจริง ทำให้นึกถึงเรื่องของ Hrach (อาจารย์ของฉันที่ RRU) เขาเดินทางไปเที่ยวเวียดนาม แล้วก็ไปเจอชาวแคนาดาคนหนึ่งยืนร้องเพลงวันคริสมาสต์กับเพื่อนๆบนถนนหน้าโรงแรมที่พัก สอบถามกันไปมาปรากฎว่าเขาเป็นเพื่อนบ้านของ Brian (เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเรา) นึกแล้วขำดี เรื่องของ Hrach นี้จะว่าเป็นอารมณ์ขันของจักรวาลก็อาจได้กระมัง เป็นฉันเจอแบบนี้เข้าก็คงตื่นเต้นน่าดูเหมือนกัน

จบเรื่องเที่ยวกันไว้เท่านี้ก่อน  วันพรุ่งนี้จะเป็นการทำงานแวะเยี่ยมวัดต่างๆ ของแล่  เขามาติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่นำโดยคณะสงฆ์ในหลวงพระบาง

Wednesday, February 22, 2012

แผลเก่า - โจทย์เก่า -จิตใต้สำนึก


เวลาที่แผลเก่า-โจทย์เก่าผุดปรากฎขึ้นในจิตใต้สำนึกผ่านความฝันในยามหลับนั้น มันให้ความรู้สึกเจ็บลึกหนักๆแบบหน่วงๆไม่แพ้รสชาดของแผลสดใหม่เลยทีเดียว (ทำเอากูตื่นตอนตีสอง) จะต่างกันก็แค่ระดับความฉูดฉาดบาดจิตเท่านั้นที่อาจจะน้อยกว่า แต่ระดับความหน่วงหนักนั้นเหนือชั้นกว่ากันหลายเท่านัก ...ใครบ้างไม่เคยมีแผลเก่า – โจทย์เก่า ที่เก็บฝังไว้ในจิตใต้สำนึก...


บางทีการผุดปรากฎนี้อาจจะกำลังพยายามบอกข้อความอะไรบางอย่างให้แก่เรา เป็นข้อความที่เราควรรับฟัง หากว่าเราไม่แตกตื่นหรือกลัวจนเกินไป ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าข้อความนั้นคืออะไร แต่มันทำให้ฉันต้องลุกขึ้นมานั่งเขียนถึงเรื่องนี้ตอนตีสอง


หลายครั้งเราอาจจะเข้าใจไปเองว่าแผลนั้นมันได้รับการเยียวยาแล้ว มันหายไปแล้ว เพราะเราไม่เคยนึกถึงมันอีกเลย แต่ใครจะไปรู้บางทีแผลนั้นยังไม่หายไปไหน เพียงแค่เราเก็บกดและโปกปูนปิดทับมันไว้ในก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกเท่านั้นเอง การเก็บกดและโปกปูนปิดทับ คือ หนึ่งในกลไกของการป้องกันตัวเอง การเยียวยาตัวเองตามธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนดีพอ ยังไม่เซียนพอที่จะก้าวข้ามบาดแผลนั้นไปได้อย่างสง่างาม


แผลเก่า – โจทย์เก่าของฉันคือเรื่องของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เป็นโจทย์ความรักในครั้งก่อนเก่าเมื่อหลายปีที่ผ่านพ้น แม้ในอดีต(ในช่วงที่พลังชีวิตยังรุ่งโรจน์)จะมีความรักผ่านเข้ามาในชีวิตหลายครั้ง และแต่ละครั้งก็ได้ฝากร่องรอยประทับไว้บนจิตใจแตกต่างกันไป แต่มีอยู่สองสามครั้งที่ฝากร่องรอยที่บาดลึกเอาไว้ กับครั้งที่ฝันถึงนี้เป็นหนึ่งในร่องรอยที่เจ็บลึกมาก—ไม่แน่ใจว่ามากที่สุดหรือไม่ (แต่เอาเป็นว่ากูยังไม่ลืมแม้จะคิดไปเองว่าลืมไปแล้ว)


บาดแผลจากความสัมพันธ์เก่าก่อนนี้ยังคงส่งผลมายังความสัมพันธ์ต่างๆในครั้งต่อๆมา (โดยที่ฉันไม่รู้ตัว) มันทำให้ฉันมักหลงรักหรือหลงชอบคนผิด คนที่รู้ว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่มีวันจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข คนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ เมื่อแรกคบจะมองไม่เห็น แต่เมื่อรู้จักกันมากเข้า ฉันจะมีความรู้สึกหวาดหวั่น หวาดระแวงปรากฎขึ้นมาและพัฒนาไปจนถึงขั้นของความหวาดกลัว และทำให้ฉันเลือกที่จะยุติความสัมพันธ์เหล่านั้นมากกว่าจะอดทนรอคอย เฝ้าดูและเติบโตไปกับมัน


อาการหวาดระแวงจากแผลเก่าที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกนี้ อาจจะส่งผลเชื่อมโยงถึงการเลือกแมวที่เก็บมาเลี้ยง (ของคล้ายกันจะดึงดูดเข้าหากกันโดยธรรมชาติ) แมวตัวปัจจุบันที่เก็บมา (นังหนูทัมมะ) อดีตคือลูกแมวหลงทางข้างถนน ที่มีโจทย์เก่าคือฝูงหมาที่ไล่เห่ามันจนมันไปจนมุมอยู่บนกำแพง จนกระทั่งมีคนได้ยินเสียงและเดินตามไปช่วยมันลงมาจากกำแพง ฉันไม่รู้ว่าทัมมะผ่านอะไรมาบ้างในชีวิตก่อนที่จะมาเจอกับฉัน แต่สิ่งที่ส่งผลจากประสบการณ์ในอดีตทำให้ทัมมะเป็นแมวขี้หวาดระแวงตัวหนึ่ง มันจะไม่ไว้วางใจอะไรง่ายๆ และจะอาละวาดโวยวาย ร้องขู่เสียงดัง เมื่อต้องเจอกับสถานที่ผิดแปลกไปจากเดิม โดยเฉพาะสิ่งที่มันคิดว่าเป็นการคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นการพาไปหาสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาล (มันร้องลั่นและอาละวาดกัดเขาจนเป็นที่เลื่องลือในบรรดาหมอและผู้ช่วย) มันไม่ไว้วางใจแมวตัวไหนง่ายๆ มีระยะห่างกับแมวด้วยกัน ส่วนกับหมานั้นถ้าเห็นหมาเมื่อไหร่ ทัมมะจะวิ่งหนีขึ้นไปอยู่บนกำแพงเมื่อนั้น

ข้อดีของการนี้คือ ทำให้มันไม่เสี่ยงกับอาการบาดเจ็บและถูกทำร้ายจากหมาตัวไหน แต่ข้อเสียคือ บางทีถ้าเจอหมาดีๆที่เป็นมิตรกับแมว มันก็พลาดโอกาสที่จะได้เป็นเพื่อนกับหมาตัวนั้นไป


ลองมองย้อนดู ปมความสัมพันธ์ต่างๆในชีวิตนั้น อาจจะย้อนไปไกลได้ถึงปมความสัมพันธ์ในวัยเด็กที่มีกับพ่อ ฉันแปลกใจมากที่พบว่าตัวเองไม่ค่อยรักพ่อ (อย่างน้อยก็รู้สึกว่ารักพ่อน้อยกว่าแม่ -- โชคดีที่ตอนนี้พ่อตายไปแล้ว ก็เลยสารภาพได้โดยไม่ต้องกลัวพ่อเสียใจ) ทั้งที่พ่อรักฉันมากไม่แพ้ลูกคนไหน แต่ฉันกลับรู้สึกว่าถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะอยู่ใกล้ๆพ่อเท่าใดนัก หากเลือกได้ขออยู่กับแม่ใกล้ๆแม่ดีกว่า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับฉัน ตอนไหนยังไง จึงส่งผลให้มีความรู้สึกแบบนี้ อาจเป็นเพราะเวลาโมโห พ่อมักจะโมโหร้ายเสียงดังและตีเจ็บ และมักควบคุมอารมณ์ไม่ได้ งั้นหรือ? ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันค้นพบว่าความรักที่มีต่อพ่อได้ปรากฎให้เห็นชัดเจนตอนที่พ่อตายจากไปแล้ว...


ลองกลับมามองดูความฝันเรื่องแผลเก่า-โจทย์เก่ากันอีกที ในความฝันนั้น ฉันเห็นเขาแวะมาเยี่ยมเยียนทำธุระบางอย่างกับเพื่อนเก่า (ซึ่งเป็นเพื่อนๆของฉันด้วย) ทันทีที่เห็นโจทย์เก่า ฉันก็หาทางวิ่งหนีสุดชีวิต มีความรู้สึกรังเกียจ หวาดกลัว-หวาดหวั่นที่จะต้องพบเจอเผชิญหน้าหรือพูดคุยด้วย การวิ่งหนีนั้นส่งผลให้ฝูงหมาในบริเวณนั้น(ในความฝัน) เห่าเสียงดังและไล่ตามมา ฉันต้องโยนของบางอย่างทิ้งเพื่อดึงความสนใจของฝูงหมา เขาได้ยินเสียงฝูงหมาก็วิ่งตามมาเอ็ดตะโรดุด่าหมาเหล่านั้นเสียงดัง (โดยที่ไม่รู้ว่าหมามันตื่นเพราะฉันวิ่งหนีเขา) ในความฝันใจฉันเต้นแรง แตกตื่น ความรู้สึกรังเกียจ ขยะแขยงโจทย์เก่าผุดปรากฎขึ้นมาชัดเจนรุนแรง

ในขณะที่วิ่งหนี ฉันวิ่งผ่านฝูงชนในสนามกีฬา มีผู้ชายหลายคนยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆอยู่รอบๆสนาม และมีบางคนที่ฉันรู้จัก-แอบสนใจ กำลังนั่งมองฉันอยู่ในขณะที่ฉันวิ่งผ่านไป น่าเสียดายฉันพลาดโอกาสที่จะได้หยุดแวะคุยกับเขา เพราะตอนนั้นฉันกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความตื่นกลัว --- วิ่งหนีจนกระทั่งฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกลัว เจ็บ รังเกียจ ขยะแขยงและแตกตื่นนั้นเอง


ฉันยังไม่รู้ว่าความฝันนี้กำลังจะบอกอะไร แต่มันคงมีข้อความสำคัญบางอย่างที่ต้องใคร่ครวญ เพื่อการค้นพบบางอย่างที่นำมาซึ่งการเยียวยา -- ตอนนี้ยังไม่เข้าใจจึงขอบันทึกเก็บเอาไว้ก่อน บางทีในวันข้างหน้าฉันอาจจะค้นพบคำตอบได้เองในที่สุด

Friday, February 12, 2010

มืดและสว่าง


ฉันยินยอมให้ตนเองโอบกอดทั้งด้านมืดและด้านสว่างภายในตัวฉัน


มองเห็นความเป็นนางมารร้ายภายใน


รู้สึกสะใจเมื่อได้เห็นหน้ามารชัดๆ รับรู้การมีอยู่ของมารเป็นขณะๆไป


รู้สึกเบิกบานเมื่อได้เห็นด้านสว่าง รับรู้การมีอยู่ของด้านสว่างที่ปรากฏให้เห็นเป็นขณะๆ ไป


ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา* ไม่ชิงชัง ไม่ดึงดัน ไม่กดข่ม


ยอมรับสภาวะที่ปรากฏอย่างที่เห็นและเป็นอยู่


มืดหรือสว่างล้วนไม่แตกต่างกัน เป็นสภาวธรรมที่ไม่เที่ยง


เกิด-ดับเรื่อยไป ไม่อาจทนอยู่ได้นาน


การเฝ้ามองเช่นนี้เกื้อกูลให้ฉันละวางการตัดสินที่มี


ไม่รู้สึกเกลียดชังตนเอง หากแต่มั่นคงขึ้น รักและเคารพตนเองมากขึ้น


เมื่อฉันละวางการตัดสินตนเองได้มากขึ้น ฉันก็ละวางการตัดสินผู้อื่นได้มากขึ้น


เมื่อฉันมีพื้นที่ภายในที่จะรักและเคารพตนเองมากขึ้น


ฉันก็มีพื้นที่ภายในที่จะรักและเคารพผู้อื่นได้มากขึ้นเช่นกัน


ฉันโอบกอดทั้งด้านมืดและด้านสว่างภายในตัวฉัน...

หมายเหตุ*คำว่าไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา ขอยืมมาจากชื่อหนังสือของพระไพศาล นะเจ้าคะ ^_^
ปกติเขียนบันทึกสั้นๆไม่เป็น เขียน Journal ทีไรก็พร่ำพรรณนาเสียยืดยาว วันนี้ลองหัดเขียนสั้นๆดูบ้าง

Monday, January 25, 2010

วันเกิด rebirth rebound reconnection



25 มกราคม 53 เวลา 4:40 น.



เช้านี้ตื่นขึ้นมาด้วยคำถามและความคิดบางอย่าง เป็นเช้าวันเกิดที่ไม่ได้แตกต่างจากทุกวัน เช้าวันธรรมดาๆอีกวันหนึ่ง คำถามและความคิดที่มีเป็นภาวะที่ต่อเนื่องจากเมื่อคืนที่เข้านอนด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง ราวกับในช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมาฉันได้แบกบางสิ่งที่หนักเอาไว้มาตลอด ไม่เคยจะได้วางมันลงจริงๆสักที มันถึงจุดที่อยากบอกกับตัวเองว่า “พอได้แล้ว พอสักที เหนื่อยมากแล้ว ขอพักสักทีเถิด” เป็นอาการของการยอมศิโรราบต่อชีวิต ในภาวะแห่งการยอมจำนนเช่นนั้น ฉันเข้านอนด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้า,จักรวาลหรือธรรมะธรรมชาติว่า ขอยกงานและภาระทั้งหมดที่ลูกมีไว้ในการดูแลของจักรวาล ตอนนี้ลูกไม่สามารถแบกมันเอาไว้ได้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้วค่ะ ไม่สามารถจะทนแบกรับมันเอาไว้ได้อีกแล้ว ขอให้ท่านช่วยดูแลโอบอุ้มทั้งภาระงานและตัวลูกไว้ในตักของท่านด้วย ในภาวะแห่งการยอมจำนนนั้น ฉันรู้ดีว่ายังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวฉันเองที่คอยช่วยเหลือดูแลทุกสรรพชีวิตและจักรวาลนี้มาตลอดเวลา ฉันปรารถนาที่จะกลับไปเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆที่ได้ซุกตัวอย่างผ่อนคลายและได้รับการโอบกอดอย่างอบอุ่นจากพระผู้เป็นเจ้า



แม้ว่าความเชื่อเช่นนี้จะฟังดูขัดแย้งกับพื้นฐานความเชื่อเดิมของชาวพุทธ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ฉันเติบโตขึ้นมาที่เน้นให้ช่วยเหลือตัวเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่กระนั้นความเชื่อที่ว่าเราได้รับการดูแลโอบอุ้มอยู่อย่างไม่มีเงื่อนไข และได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากพระเจ้าหรือจักรวาลหรือพลังงานบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวฉันเองอยู่แล้วตลอดเวลานั้น ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นใจ ผ่อนคลาย และการได้เป็นที่รัก(ได้รับความรักและการดูแลเป็นอย่างดี) ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป



นับตั้งแต่ครูทางธรรมคนแรกได้จากไป ก็เหมือนสายสัมพันธ์ที่เคยมีต่อจักรวาลได้จางหายไปด้วย ความคิดที่ว่า ต่อไปนี้เราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ต้องไม่หวังที่จะพึ่งพาใครอีกเข้ามาแทนที่ (ด้วยอาการหยิ่งทระนง) แต่แล้วความรู้สึกโดดเดี่ยวก็เข้ามาครอบงำจิตใจพร้อมกันกับความคิดเช่นนั้นอย่างเงียบๆ เหมือนกับว่าฉันได้ถูกตัดขาดจากท่อน้ำเลี้ยงทางจิตวิญญาณกระนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฉันสัมผัสได้ถึงความแห้งแล้งภายในจิตใจ ความรักและความเบิกบานที่มีต่อชีวิตและผู้คนได้เหือดหายไป เหมือนมีชีวิตเพียงเพื่ออยู่รอดไปวันๆ ในโลกอันแห้งแล้งใบนี้ ฉันดิ้นรนเพื่อที่จะพึ่งตนเองให้ได้ (ทั้งในทางโลกและในทางจิตวิญญาณ) แต่แล้วฉันก็พบว่าในตอนนี้ฉันเหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอะไรได้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว ฉันปรารถนาที่จะสัมผัสกับความไว้วางใจต่อชีวิต ความผ่อนคลาย ปล่อยวางและได้รับความอบอุ่นใจที่เคยมีอีกครั้ง



ความคิดแรกที่ปรากฏในเช้าวันนี้คือ งานทางโลกนั้นไม่มีวันจบสิ้น เราต้องทำงานหนักตลอดเวลาเหมือนวัวเหมือนควายเพื่อรับใช้ร่างกายและกิเลสของเรา เพราะเมื่อดับความกระหายอย่างหนึ่ง ความกระหายอย่างใหม่ก็เกิดขึ้นตามมาทันที เมื่อดับความหิวในมื้อนี้ ความหิวในมื้อต่อไปก็รอคอยอยู่ข้างหน้า ตราบใดที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เช่นนี้ก็ต้องทำงานทางโลกต่อไปเพื่อรับใช้กายและใจอย่างไม่จบสิ้น เป็นความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด



แต่งานทางธรรมนั้นมีวันสิ้นสุด มีวันจบสิ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่งานทางธรรมเสร็จสิ้น เราจะเป็นเหมือนกับบ่าวที่รู้ว่างานได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีกิจใดที่ต้องทำอีกต่อไป เหลือเพียงการนั่งรอรับค่าแรง-รางวัลจากนายจ้าง ไม่มีความดิ้นรนทะยานอยากใดๆ ไม่มีการทำงานทางใจอีกต่อไป แม้ภาระในการดูแลกายและสังขารในทางโลกจะยังคงอยู่ ก็เป็นเพียงการดูแลไปตามหน้าที่อันควรเท่านั้น หาใช่การดูแลเพราะความทะยานอยากหรือกิเลส และเราจะได้พักลงจริงๆสักที



แต่การจะเดินทางไปจนถึงวันที่สิ้นสุดการทำงานทางธรรมนั้น หากจะเดินเพียงลำพังตามวิถีทางความเชื่อแบบพุทธที่ว่า เรามาคนเดียวก็ต้องกลับไปคนเดียว ฉันก็รู้สึกว่าฉันอ่อนล้าและโดดเดี่ยวเกินกว่าจะเดินต่อไปได้ไหว จะเป็นไรไหมหากฉันจะขอให้มีเพื่อนร่วมทางเป็นพระธรรม, พระเจ้า, พระจิตแห่งธรรมชาติ หรือจักรวาล (สุดแท้แต่ใครจะเรียกด้วยนามใด) ขอให้เราได้เดินไปด้วยกัน ฉันต้องการความอบอุ่นใจ การดูแลโอบอุ้ม การชี้นำ กำลังใจและความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขในการเดินทางครั้งนี้ เพื่อให้มีแรงและพลังที่จะก้าวเดินต่อไป เพื่อที่ว่าเส้นทางนี้จะไม่โดดเดี่ยวและแห้งแล้งเกินไป เพื่อที่ว่าฉันจะสามารถเดินทางต่อไปด้วยความรัก ความเบิกบาน ความมีชีวิตชีวาและการเกื้อกูลทั้งต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆที่กำลังแสวงหาและเดินทางอยู่เช่นกัน ฉันร้องขอน้ำพุแห่งชีวิตและจิตวิญญาณจากจักรวาล ร้องขอความรักและการโอบอุ้มดูแลอย่างอบอุ่นจากพระผู้เป็นเจ้า รอขอการชี้นำแนวทางและปัญญาจากธรรมะธรรมชาติ



ฉันก็บอกไม่ได้ว่าฉันอยู่ในกรอบความเชื่อ-ศรัทธาแบบใด หากจะให้ฉันอธิบายตัวเองก็คงจะบอกได้เพียงว่าฉันเป็นชาวพุทธที่เชื่อในการมีอยู่และการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ฉันเคารพรักและนับถือพระองค์อย่างสูงสุด ขณะเดียวกันฉันก็รักพระเยซูและซาบซึ้งกับการอุทิศชีวิตของพระองค์เพื่อรับใช้มวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่าฉันเชื่อในความมีอยู่ของพระเจ้าและพระจิตจักรวาล ฉันเชื่อว่ายังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าตัวเราที่ดูแลโอบอุ้มและคอยช่วยเหลือ แนะนำเส้นทางให้แก่เรา เราเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นเล็กๆในจักรวาลนี้เท่านั้น แต่เราก็เป็นเศษฝุ่นที่ได้รับการดูแลและได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขจากจักรวาลเช่นเดียวกันกับสรรพสิ่งอื่นๆ ความคิด-ความเชื่อเช่นนี้ทำให้ฉันอ่อนน้อม ค้อมหัวลง อ่อนโยนกับตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น มีพื้นที่ภายในที่จะรักผู้อื่นได้มากขึ้น ไม่บังอาจที่จะอหังการ ทระนง หยิ่งยะโสอีกต่อไปว่ากูทำได้ กูเก่งเพียงลำพัง เพราะทุกก้าวที่เราเดินไปล้วนได้รับการดูแลโอบอุ้มอย่างมากมายจากผู้คน สรรพสิ่ง เหตุปัจจัยมากมายหลายอย่างที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยตา และยิ่งไปกว่านั้นเรามีพระผู้เป็นเจ้าคอยดูแลเกื้อกูลเราอยู่ตลอดเวลาบนเส้นทางสายนี้ เราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เพียงลำพังบนโลกใบนี้ เราไม่สามารถแยกตัวและไม่อาจตัดขาดจากกันและกันได้ เราล้วนมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างแนบแน่นด้วยสายใยที่มองไม่เห็น เราทั้งผองคือพี่น้องกัน เราคือบุตรหลานแห่งจักรวาล



...จะเป็นไรไหมหากฉันจะเชื่อเช่นนี้ แม้จะดูเหมือนว่ามันคือความเชื่อนอกรีตนอกรอยไม่เข้ากับกรอบของศาสนาใดๆเอาเสียเลยก็ตาม... ก็ช่างมันเถิด...ฉันไม่มีคำอธิบายอื่นใดที่จะให้แก่ใครอีกแล้ว ป่วยการที่จะอธิบาย ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องแก้ตัว แก้ต่างหรือปกป้องตนเองอีกต่อไป ใครจะคิดจะเข้าใจอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา เราทุกคนล้วนมีเส้นทางที่ต่างกัน เรามีสิทธิเลือกต่างกันได้ และฉันเชื่อว่าทุกเส้นทางล้วนนำไปสู่จุดหมายเดียวกันทั้งสิ้น


...ในตอนนี้ฉันปรารถนาที่จะผ่อนคลายและปล่อยให้ตนเองได้เลื่อนไหลไปกับกระแสสายธารแห่งความรักและปัญญาของจักรวาล ไม่ปรารถนาที่จะดิ้นรนต้านทานฝ่าฝืนใดๆอีกต่อไป...ขอให้เราทั้งผองได้รับการดูแลและโอบอุ้มจากจักรวาล ขอให้หัวใจและจิตวิญญาณของเราเปิดรับและเชื่อมต่อกับความรักและปัญญาอันไร้ขอบเขตของพระผู้เป็นเจ้า...

Wednesday, October 28, 2009

และแล้วนางมารร้ายก็ปรากฏ



ฉันมีโอกาสได้ฟังซีดีพระอาจารย์มาสักระยะหนึ่ง เคยไปฟังพระอาจารย์แสดงธรรมที่ศาลาลุงชินและที่สวนสันติธรรมสองสามครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็ปฏิบัติแบบกระพร่องกระแพร่ง ฟังซีดีบ้างไม่ฟังบ้าง ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง จึงได้แต่ไปนั่งฟัง แต่ไม่เคยคิดจะส่งการบ้าน เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติมากพอที่จะมีอะไรส่งได้ ส่งไปก็อายชาวบ้าน อายพระอาจารย์เปล่าๆ

แต่เมื่อสักช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่าน รู้สึกมีกำลังใจ ฮึดสู้ขึ้นมาเพราะได้อ่านบลอกธรรมใจไดอารี่ของพันธกุมภาที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์ จริงๆแล้วก็เคยอ่านเจอบลอกของเขาผ่านเว็บประชาไท(นานมาแล้ว) ตอนนั้นยังนึกชมว่า คนเขียนอายุยังน้อยแต่เขียนได้ดีมาก อ่านแล้วรู้สึกว่ามีกำลังใจในการปฏิบัติ แต่แล้วก็ลืมๆไป(กำลังใจมันมาเป็นวูบๆ) แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มาเจอบลอกของเขาอีกทีใน facebook นับว่าโลกกลมจริงๆ ก็เลยเกิดแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ ยังรู้สึกขอบคุณเขาจนบัดนี้ที่ได้แบ่งปันงานเขียนดีๆ และข้อความดีๆ บนเส้นทางแห่งการปฏิบัติของเขาให้ฉันได้อ่าน ซึ่งได้มาช่วยเตือนสติและสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันฮึดขึ้นมาปฏิบัติอีกครั้ง

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงได้เริ่มต้นตั้งใจปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์อย่างต่อเนื่อง ดูเล่นๆไปเรื่อยๆ แบบทีเล่นทีจริง เผลอบ้าง เพ่งบ้าง หลงบ้าง ดูกายบ้าง ดูจิตบ้าง สลับไปสลับมาแล้วแต่ว่าจะดูอะไรได้ในตอนนั้น บางขณะก็ระลึกรู้ได้เองถึงกายและใจโดยไม่ได้ตั้งใจ (แว๊บหนึ่งแล้วก็หายไป)

มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันโกรธเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมาก แล้วก็ไปพูดระบายความโกรธเคืองให้เพื่อนร่วมงานอีกคนฟังแบบใส่อารมณ์เต็มที่ (แน่นอนอย่างมีเหตุมีผลประกอบอย่างน่าเชื่อถือ) พอพูดจบได้สักพัก เจ้าตัวคนที่ถูกเอ่ยถึงเดินเข้าห้องมา ฉันก็ทำหน้าเฉยๆ แล้วคุยก็เขาแบบปกติด้วยดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เย็นวันนั้นขณะนั่งรถกลับบ้าน จู่ๆจิตก็ระลึกขึ้นมาได้ถึงพฤติกรรมของตัวเอง แล้วก็ได้เห็น pattern ความร้ายกาจของตัวเองที่พูดเอาแต่ได้มาตลอด ในเวลาที่ไม่พอใจหรือเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ขัดเคือง ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนอื่นอย่างหน้าไม่อายเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นผิด พูดให้ตัวเองดูดีดูมีเหตุผล แต่ในขณะเดียวกันก็เจ้าเล่ห์เพทุบายเอาตัวรอดในสถานการณ์การเผชิญหน้ากับคู่กรณี กลับกลอกได้อย่างแนบเนียน จนแม้แต่ตัวเองก็มองไม่เห็น (หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็นเพราะไม่อยากจะมอง) จนกระทั่งหลายครั้งฉันก็เชื่อว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นสมควรแล้ว ชอบธรรมแล้ว ฉันได้ทำตัวเป็นผู้พิพากษาตัดสินโทษผู้อื่นแบบเบ็ดเสร็จ

เย็นนั้นพอได้เห็น pattern พฤติกรรมของตัวเองแล้วก็รู้สึกละอายใจมาก ทำเอาสะดุ้งเฮือกว่า โอ้โห เรานี่มันนางมารร้ายตัวจริงเลยนี่หว่า เป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆด้วย ร้ายแบบขั้นเทพ เพราะเวลาที่เกิดโทสะแรงๆนั้น ฉันไม่ได้ลงมือลงไม้ทำร้ายใคร ไม่ได้อาละวาดด่าใครด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนได้อย่างชนิดที่ฟังแล้วน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกันทำให้ตัวเองดูน่าเห็นใจน่าสงสาร ดูเป็นคนดีมีเหตุผลและหลักการ และแน่นอนมีคุณธรรม (อิอิ ภาพลักษณ์อันหลังที่มอบให้ตัวเองนี้ถือว่าแสบมากๆ)

ตอนนั้นพอได้เห็นความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ความชั่วร้ายและกิเลสในจิตใจตัวเอง เกิดความรู้สึกว่าใจมันโล่งกระจ่างแจ้งและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก (แล้วก็สะใจตัวเองมากๆด้วย) และเกิดความสำนึกว่าต่อไปจะต้องระมัดระวังไม่พูดจาให้ร้ายใครอีก หากเกิดโทสะแรงๆขึ้นมาเมื่อไหร่จะสงบปากสงบคำ จะหุบปากตัวเองให้สนิทขึ้น ใจจะโกรธก็โกรธไป แต่จะไม่ละเมิดศีลข้อสี่ (ซึ่งเป็นข้อที่ฉันละเมิดบ่อยที่สุด—ในที่นี้หมายรวมถึงการพูดจาให้ร้าย ส่อเสียดและประชดประชันผู้อื่นด้วย)

เพิ่งจะได้เข้าใจที่เคยมีคนบอกฉันว่า ฉันน่ะเป็นคนที่ทำอกุศลกรรมด้านคำพูด เคยพูดจาทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ พูดจาว่าคนอื่น กรรมในเรื่องคำพูดก็เลยส่งผลให้ฉันกลายเป็นคนอ่อนไหว ขี้น้อยใจง่าย ใครพูดอะไรผิดหูนิดหน่อยก็มีอันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือน้อยออกน้อยใจ ทุกข์จะเป็นจะตายขึ้นมา (ก็สมควรแล้ว) เมื่อก่อนนี้ก็มองไม่เห็น คิดไม่ออกเลยว่าฉันเคยไปด่าว่าใครที่ไหนตั้งแต่เมื่อไรกัน แถมตอนนั้นยังคิดอีกว่า แหม โถๆๆ เราก็ออกจะเป็นคนดีปานนี้ จะไปพูดจาว่าใครเขาได้ แล้วยังคิดเลยเถิดไปนู่นว่า ชะรอยสงสัยจะเป็นกรรมแต่ชาติปางก่อนเป็นแน่แท้ ก็ไม่เป็นไรก้มหน้าก้มตารับกรรมไปก็แล้วกัน (เล่นบทพจมานเสียงั้น) ชิชะ ที่ไหนได้ มันเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องคิดว่าชาติก่อนชาติไหน ตรูทำมันอยู่เกือบทุกวันเนี่ย แต่ที่ผ่านมามองไม่เห็นเอง ตอนนี้พอกำลังของสติมันมากเข้า มันก็ช่วยให้เราเห็นพฤติกรรมความน่าเกลียด และกิเลสของตัวเองได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะตัวที่หยาบๆใหญ่ๆ เนี่ยจะเห็นได้ก่อนเพื่อน

เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วที่บอกว่าเป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆ นี้ มันก็ไม่ได้เนียนจริงสักเท่าไหร่ เพราะยังเป็นกิเลสแบบหยาบๆอยู่ ในใจลึกๆนั้นแอบรู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสที่เนียนยิ่งกว่านี้ได้อีก ยังมีซ่อนอยู่อีกหลายตัว แต่ตอนนี้ยังเห็นไม่ค่อยชัด ขอให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะโผล่หน้าออกมาให้เห็นเองในไม่ช้า

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นใจจึงมีกำลังคึกคัก ฮึกเฮิมมาก มันดีใจมีความสุขที่ได้เห็นกิเลสของตัวเอง ก็ตั้งใจปฏิบัติไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆวันดีคืนดี ก็เกิดแรงบันดาลใจว่าอยากไปวัด อยากไปสวนสันติธรรมหรือไปวัดป่าละอูก็ได้ อยากลองไปส่งการบ้านบ้าง อยากรู้ว่าที่ฉันปฏิบัติอยู่นี้มันมาถูกทางหรือยัง หรือว่าจริงๆแล้วยังมั่วๆอยู่

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ ฉันจึงได้มีโอกาสไปสวนสันติธรรมเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ตั้งใจว่าจะขอส่งการบ้านกับพระอาจารย์ให้ได้สักครั้ง ฉันตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อที่จะไปขึ้นรถตู้ตอนตีสี่ รถไปถึงสวนสันติธรรมราวๆหกโมงเช้า ประตูวัดยังไม่ทันเปิด ก็มีรถจอดรอต่อคิวเป็นแถวยาวอยู่หน้าวัดแล้ว เมื่อเข้าไปในวัด ก็สัมผัสได้ถึงพลังบรรยากาศที่ดีอยู่รายรอบ ฉันเดินขึ้นไปบนศาลาแสดงธรรมเพื่อหาที่นั่ง เช้านั้นฉันได้นั่งแถวเกือบหน้าๆ (แถวที่เจ็ด) ในตำแหน่งกลางๆห้อง เรียกว่านั่งในตำแหน่งที่จะได้เห็นพระอาจารย์แบบชัดๆเลยทีเดียว เป็นทำเลที่ดีมาก (ดีใจจัง)

ตอนที่เห็นพระอาจารย์เดินเข้ามาเพื่อบรรยายธรรมตอนเจ็ดโมงนั้น รู้สึกดีใจมาก ก้มลงกราบด้วยความรู้สึกขอบคุณพระอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า ปรากฏว่าธรรมะข้อแรกที่พระอาจารย์แสดงในเช้าวันนี้คือ เรื่องความร้ายกาจ (กิเลส) ของคนเรา ท่านว่า ตอนวัยเด็กที่มีนิสัยหรือพฤติกรรมร้ายๆนั้น พอโตขึ้นมา อย่าคิดว่าความร้ายมันหายไปนะ ความร้ายมันยังอยู่นั่นแหละไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกปกปิดไว้ ถูกซ่อนไว้ ตอนเด็กๆมันร้ายแบบดิบๆ พอโตขึ้นมามันร้ายแบบเนียนๆ (สุดยอดมาก โดนจริงๆ ฮ่าๆ) ฉันก็ได้แต่นั่งฟังไปอมยิ้มไป ด้วยความสะใจตัวเองมาก พยักหน้าหงึกๆ อย่างยอมรับว่าเห็นจริงตามที่ท่านว่าทุกประการ รู้สึกสนุกสนานและเบิกบานยิ่งนัก ฟังไปก็อาศัยดูจิตไปด้วย บางทีก็คิดตามบ้าง บางทีก็เผลอคิดนอกเรื่อง ใจลอย บางทีก็รู้สึกตัว สลับไปสลับมา

พระอาจารย์แสดงธรรมถึงแปดโมงเช้า ก็ให้ญาติโยมออกมากินอาหารเช้า ก่อนที่จะเข้าไปฟังธรรมอีกรอบตอนเก้าโมง รอบเก้าโมงนี้จะเป็นช่วงที่ท่านเปิดโอกาสให้เราได้ถามคำถาม หรือส่งการบ้านในการปฏิบัติให้ท่านฟัง เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

ตอนเก้าโมงเช้า พระอาจารย์เริ่มด้วยการบรรยายธรรมสั้นๆแล้วก็บอกว่า วันนี้หลวงพ่อมีเวลาไม่มาก ต้องรีบไปทำธุระที่อื่นต่อ คงจะให้ถามได้ไม่มาก (ฟังแล้วรู้สึกใจแป้วไปนิดหนึ่ง แต่ก็เข้าใจและเห็นใจว่าท่านมีภารกิจมาก) แล้วท่านก็บอกว่า เอ้าใครจะถามก็ยกมือ(พร้อมป้ายหมายเลข) ฉันฟังเพลินยกแทบไม่ทัน ฮะๆ ตอนนั้นเห็นสภาพจิตตัวเองว่าทุลักทุเล ลนลานรีบยกมือแบบขลุกขลักมาก ในใจรอคอยคาดหวังว่าท่านจะเรียกหมายเลขของเราไหม แต่ปรากฏว่าท่านไม่หันมาเลย มองไปแต่ทางอีกฟากหนึ่งของห้อง แล้วก็เรียกหมายเลขอื่นๆไปเรื่อยๆ ขนาดคนที่นั่งติดกันกับฉันยังถูกเรียกเลย (แอบอิจฉาเขาด้วย) แล้วก็หลวงพ่อก็บอกว่า เอาล่ะเช้านี้พอแค่นี้ก่อน ตอนนั้นใจแป้วมาก รู้สึกเสียดาย(ในใจคร่ำครวญว่าเสียดายจังเลยๆ) แต่สักแป๊บหนึ่งก็ทำใจได้ว่าพระอาจารย์ท่านมีภารกิจมาก เท่าที่ท่านให้โอกาสพวกเราขนาดนี้ก็นับว่าต้องขอบพระคุณท่านมากแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าค่อยมาใหม่ ค่อยหาโอกาสส่งการบ้านอีกทีก็ได้

สักพักพอท่านให้หมายเลขต่างๆส่งการบ้านจนครบ ท่านก็หันมาแล้วบอกว่า เอ้า มาทางฝั่งนี้บ้าง ใครมีคำถามหรือจะส่งการบ้านก็ยกมือ ฉันรีบยกมือชูป้ายแบบสุดแขน (แบบว่ารอบนี้เต็มที่มาก ดีใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง) ชะรอยในรอบแรกนั้น เส้นแบ่งกั้นครึ่งห้อง(ที่พระอาจารย์ขีดไว้ในใจ) มันมาสิ้นสุดตรงฉันพอดี ฉันเลยไม่ได้ถูกเรียกในตอนแรก (ฮ่าๆ) จากนั้นพระอาจารย์ก็เรียกหมายเลขนู่นนี่ไปเรื่อยๆ สักพักท่านมองมาที่ฉันด้วยสายตาสงสัย แล้วก็ถามว่า หมายเลข ๑๕๔ ส่งการบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตอนแรกยังงงๆ ไม่คิดว่าท่านจะพูดกับฉัน (เพราะฉันยังไม่เคยส่งการบ้านเลยสักครั้ง) มองซ้ายมองขวา ทุกคนก็หันมามองที่ฉัน (อารมณ์แบบงงๆ ฮาๆพิกล) ก็เลยตอบท่านไปว่า ยังไม่เคยส่งเลยค่ะ ท่านก็เลยเรียกหมายเลข ๑๕๔ ที่ฉันถืออยู่ โห ตอนนั้น ดีใจสุดๆ ที่ได้รับโอกาสให้ส่งการบ้าน (ลั้นลาๆมิใช่น้อย)

แต่ตอนที่ท่านเริ่มเรียกให้หมายเลขต่างๆก่อนหน้าฉันส่งการบ้านนั้น เห็นได้ว่าอาการตื่นเต้นปนดีใจมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเรียกหมายเลขใกล้เข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น พอรู้สึกตัวก็เลย มาดูอาการตื่นเต้นของตัวเอง ดูไปสักพัก โดยที่ไม่ได้พยายามไปกดไว้หรือไปบังคับให้มันหายไป ก็นั่งดูมันไปเรื่อยๆแบบขำๆ สักพักอาการตื่นเต้นมันก็ค่อยๆลดลงไปเอง พอไมค์ส่งมาถึงมือ อาการตื่นเต้นก็หายไปจนเกือบหมด

ฉันได้ส่งการบ้านพระอาจารย์ไปว่า ฉันได้ฟังซีดีท่านมาระยะหนึ่งแล้วและได้ลองฝึกปฏิบัติตามซีดี ก็เพ่งบ้าง หลงบ้าง บางทีดูๆไปก็สนุกดี ไม่ทราบว่าที่ปฏิบัติอยู่นี้พอจะจับหลักได้ถูกหรือยัง ท่านตอบกลับมาทันทีว่า อืม เอาล่ะ เราเนี่ยร้ายมากเลย ให้ไปดูความร้ายของตัวเองนะ ร้ายมากๆ ร้ายจริงๆ มันร้ายแบบเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ ท่านย้ำคำว่าเราร้ายมากๆ อยู่ประมาณสามสี่รอบ คนขำกันใหญ่ ฉันก็ขำ นั่งฟังไปพยักหน้ารับคำไปว่าค่ะๆ พอท่านให้สัญญาณว่าให้ส่งไมค์ต่อไปยังหมายเลขถัดไป พอส่งไมค์ไปได้แป๊บหนึ่ง ยังไม่ทันจะถึงมือเขา ท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า เรานี่ร้ายจริงๆนะ เท่านั้นแหละ คนฮากันทั้งห้อง ฉันก็เหวอ..แล้วก็ขำมาก อายด้วยแต่ก็ขำด้วย ขณะเดียวกันก็สะใจมากเลย ประโยคคำสอนสั้นๆไม่กี่คำที่แสดงความจริงที่เป็น เปิดเผยให้เราเห็นตัวเราเองเช่นนี้มันถึงอกถึงใจมาก ฉันยืดอกรับความจริงอย่างภาคภูมิใจ รู้สึกขอบคุณพระอาจารย์อย่างยิ่ง ที่มาช่วยชี้ทางให้ (เหมือนถูกเขกกะโหลกให้ตื่นแล้วตาสว่าง ท่านช่วยปลุกเราอย่างตรงไปตรงมา และมีเมตตายิ่ง เพราะการที่ใครสักคนจะมาบอกเราตรงๆถึงข้อเสียที่เรามีด้วยความกรุณานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย)

จากนั้นฉันก็นั่งดูจิตใจตัวเองไป คิดไปบ้าง รู้สึกตัวบ้าง เห็นอาการและความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป รู้สึกว่าการนั่งดูจิตต่อหน้าพระอาจารย์นี้มันทำได้ง่ายมากเลย พลังสติและความรู้สึกตัวมันเข้มข้นมาก ใจมันตื่นและเบิกบาน จะรู้สึกตัวได้ง่ายและบ่อยมาก(กว่าตอนอื่นๆ) ขณะที่นั่งดูจิตไป สลับกับฟังคนอื่นส่งการบ้านไป สักครู่ พระอาจารย์ก็หันมาพูดกับฉันว่า เออ นั่นแหละดูไปๆ เห็นไหมความร้ายมันจะค่อยๆคลายลงไปเอง (โห ดีใจๆ ขอบคุณพระอาจารย์ที่ให้ความเมตตาชี้แนะ) ฉันก็นั่งดูต่อไปอีก สักครู่หนึ่งท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า นั่นเผลอคิดแล้วเห็นไหม ฉันก็รู้สึกตัวพยักหน้าตอบรับ โอ้โห วันนี้ดีใจมากๆ ได้รับคำชี้แนะและความเมตตาเกินความคาดหมาย คือนอกจากจะได้ส่งการบ้านแล้ว ท่านยังกรุณาให้คำชี้แนะเพิ่มเติมอีกสองรอบ (ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองได้รับความใส่ใจและความเมตตามากๆ รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก)

พอส่งการบ้านเสร็จในราวเก้าโมงสี่สิบห้า พระอาจารย์ก็บอกให้พวกเรากลับบ้าน ตอนเลิกจากธรรมะบรรยาย ฉันได้เจอกับพี่ที่รู้จักกันโดยไม่คาดหมาย ตอนแรกจำกันไม่ได้ แต่เขาจำได้หันมาทักฉันก่อน ก็เลยตื่นเต้นดีใจ คุยกันเสียงดัง เจอพี่ควิก (นามสมมติ ศิษย์รุ่นเดอะ) เดินเข้ามาชูป้าย “งดใช้เสียง” ตรงหน้าพร้อมกับถามว่า ใครเสียงดังๆๆ ฉันตกใจรีบก้มตัวหลบ พี่ควิกไม่ยอมแพ้ เอาป้ายมาจ่อตรงหน้า พร้อมพูดประโยคเดิมว่า ใครเสียงดังๆๆ ฉันเลยต้องยอมแพ้ บอกไปว่า ขอโทษค่ะ แหม แต่ว่าในใจตอนนั้นโกรธจี๊ดทีเดียว นั่นไง นางมารร้ายโผล่มาแล้ว ได้เห็นเลยว่า ที่ว่าฉันร้ายเนี่ยมันร้ายยังไง โทสะมันมาแรงจริงๆ มาแบบไม่ยอมไปง่ายๆ ประมาณโกรธแบบอาฆาต เจ้าคิดเจ้าแค้น คือไม่ได้คิดจะไปทำอะไรเขาหรอกนะ แต่มันจำแม่น จำขึ้นใจแบบไม่ลืมว่าคนๆนี้เคยทำอย่างนี้กับฉัน ฉันไม่ชอบมากๆ โกรธมากๆ อย่างที่ไม่คิดจะให้อภัยเขาอีก ชาตินี้อย่าได้มาใกล้หรือมาเจอกันอีกเลย

สุดยอด (ต้องอุทานว่า ซึโค้ย!) สภาวธรรมท่านมาแสดงตัว สอนให้เราดูให้เราเห็นตัวเองแบบทันอกทันใจมาก ฮ่าๆ เช้านั้นหลังจากปลาบปลื้มใจตอนที่ส่งการบ้านเสร็จ ก็เลยกลับบ้านไปแบบที่ยังเคืองๆพี่ควิกอยู่เลย (ตอนนั่งรถกลับจะมีโทสะผุดขึ้นมาสลับกับความปลาบปลื้ม ขึ้นอยู่กับว่าฉันเผลอคิดถึงเรื่องอะไร) แหม..ตอนนี้ที่เขียนถึงนี้ก็ยังมีแอบเคืองจี๊ดๆอยู่เลยนะเนี่ย ธรรมะแสดงตัวอีกรอบ ฮ่าๆ ก็ตามดูตามรู้ไป ดีๆ ทำความรู้จักตัวเองไปเรื่อยๆ (ตอนเขียนบันทึกนี้ จิตมีอาการฟุ้งมิใช่น้อย แต่ก็สนุกดี เขียนไปขำไป ดูจิตไป)

Tuesday, September 15, 2009

ทบทวนชีวิต


ลองนั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา เป็นอยู่ และกำลังจะเป็นไป ในช่วงเวลาสั้นๆของยามค่ำคืน แม้จะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองมาอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ ว่า เราเกิดมาทำไม มีอะไรที่เราต้องการทำบนโลกใบนี้บ้าง ภารกิจ(ทางจิตวิญญาณ)ของเราคืออะไร เป้าหมายสูงสุดในชีวิตในชาตินี้ของเราคืออะไร แล้วตัวเราได้เข้าใกล้เป้าหมายนั้นไปแล้วบ้างหรือยัง

ในหลายขวบปีที่ผ่านพ้นมานั้นบางคำถามก็อาจได้พบพานคำตอบ บางคำถามก็ยังคงดำรงอยู่ภายใน เฝ้ารอคอยคำตอบอย่างอดทน จำได้ว่าตอนที่เยาว์วัยกว่านี้ เราเร่งร้อนที่หาคำตอบต่างๆให้เจอเร็วๆ อยากรู้เร็วๆ จะได้รีบๆ ทำ จะได้รีบๆบรรลุเป้าหมายชีวิตเหล่านั้นโดยเร็ว มีชีวิตก็ต้องรีบใช้ ต้องรีบทำ ต้องรีบลองเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์ เป็นมนุษย์ผู้หิวโหยประสบการณ์

มาบัดนี้อายุมากขึ้น เราเริ่มช้าลง ความร้อนรนเริ่มจางคลาย ความอดทนในการเฝ้ารอมีมากขึ้น เริ่มละเลียดในการผ่านพ้นวันคืนและการใช้ชีวิตมากขึ้น เริ่มตระหนักว่าหลายๆคำถามที่มีอาจจะยังไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนตอบ พี่ที่นับถือคนหนึ่งเคยบอกว่า "อย่าฆ่าคำถามดีๆ ด้วยคำตอบห่วยๆ" และคำถามดีๆบางคำถามก็ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบเสมอไป ใช่หรือไม่?

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการจะบอกว่า การเร่งร้อนแสวงหาประสบการณ์ในวัยเยาว์เป็นสิ่งไม่ดี การช้าลงและเฝ้ารอในตอนนี้ดีกว่า สำหรับเราแล้ว การใช้ชีวิตทั้งสองแบบแม้จะแตกต่าง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเฉกเช่นเดียวกัน ในทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นการทดลองเรียนรู้ที่เราชื่นชอบทั้งสิ้น

เราค้นพบว่า สิ่งหนึ่งที่เราปรารถนามาตลอดคือ อิสระภาพ การใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญ ความเบิกบาน-ความมั่นคงภายใน การบรรลุธรรม(เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง) การได้ช่วยเหลือให้เพื่อนมนุษย์ได้เติบโตและค้นพบความสุขที่แท้จริงภายในตนเอง และความสามารถที่จะรักมนุษย์ทุกคนได้เหมือนอย่างที่จักรวาลรัก

เราได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งจากครูทางธรรมคนแรกในชีวิต ท่านเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้เราเลือกที่จะเป็นครูเช่นเดียวกันนั้นให้กับคนอื่นๆต่อไป เราปรารถนาว่า เราได้สร้างแรงบันดาลให้กับผู้คนในการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อที่จะได้สัมผัสกับความสุขภายในที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า มั่นคงยิ่งกว่า ความสุขนั้นเปรียบได้กับแหล่งน้ำพุทางจิตวิญญาณที่ไหลรินพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา

และการเป็นครูทางจิตวิญญาณนั้น มิได้ผูกติดยึดโยงหรือตีกรอบอยู่ภายใต้ศาสนาใดๆ หากแต่เปิดรับและน้อมรับคำสอนและสัจจะธรรมที่ดำรงอยู่ในทุกๆศาสนาอย่างให้ความเคารพ ไม่แตกต่างกัน เป็นสัจจะที่เป็นกลางเป็นสากลของมนุษยชาติ

จนถึงบัดนี้เราก็ยังไม่รู้หรอกว่า เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ด้วยวิธีการใด อย่างไรหรือเมื่อไหร่ แต่มันคือความเชื่อมั่นอยู่ลึกๆภายในใจว่า หากสิ่งที่เราปรารถนานั้นเป็นสิ่งดีงามและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติแล้วไซร้ จักรวาลจะจัดสรรโอกาสและเส้นทางมาให้แก่เราเอง เส้นทางนั้นจะปรากฎในช่วงเวลาที่เหมาะสม เรารู้ดีว่าเราอยู่บนเส้นทางและอยู่ในแผนการของจักรวาล ดำรงอยู่มาแล้วเสมอมา ตลอดเวลา

บนเส้นทางของความสัมพันธ์


เมื่อเร็วๆนี้ได้รับทราบข่าวคราวของเพื่อนคู่หนึ่ง เป็นคู่ที่เรารู้จักตั้งแต่เขายังคบเป็นแฟนกัน จนกระทั่งแต่งงานมีลูกสาวหนึ่งคน ยังจำได้ถึงภาพครอบครัวเล็กๆที่น่ารักของสามคนพ่อแม่ลูก ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่เรารู้สึกชื่นชมเสมอในความสามารถและความมีน้ำใจ

ข่าวคราวล่าสุดที่ทราบคือ หลังจากใช้ชีวิตคู่กันมาร่วม 10 ปี มาบัดนี้ความสัมพันธ์ดูคล้ายจะเปราะบางและอ่อนไหว ฝ่ายชาย(คือรุ่นพี่ที่เรานับถือ)เขียนจดหมายบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา บอกเล่าถึงความหวั่นไหว ไม่มั่นคง ความเสียใจ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้ตื่นรู้และเติบโตขึ้นจากปัญหาที่เผชิญในความสัมพันธ์อย่างมากมาย มีหลายคำถามที่เขาถามแล้วทำให้เราได้คิด เขาถามว่าในช่วงหลายขวบปีที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานั้น มันคงมีบางสิ่งที่เขาคุ้นชินและละเลยไป จนทำให้เมื่อถึงวันนี้มันก็สายเกินสำหรับฝ่ายหญิงที่จะย้อนกลับมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง

ภรรยาของเขา (เพื่อนของเรา) ได้บอกกับสามีอย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงตอนนี้มันเลยจุดนั้นของความสัมพันธ์ไปแล้ว เลยจุดที่เธอจะหวนย้อนคืน เธอไม่พบว่าตนเองยังรักเขาอีกต่อไป และเธอต้องการอิสระภาพเพื่อได้ทำตามในสิ่งที่ตนเองเคยฝันไว้ อาจเป็นเพราะการต้องแบกรับภาระแห่งการเป็นภรรยาและเป็นแม่ ทำให้ความฝันเหล่านั้นถูกเก็บงำซุกซ่อนไว้มายาวนานนับหลายปี

แม้ถึงตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ยังคงอ่อนไหวและเปราะบาง ไม่อาจล่วงรู้ผลลัพธ์ในบั้นปลาย เรายังคงรู้สึกชื่นชมคนทั้งคู่ ชื่นชมในความกล้าหาญที่จะเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาของฝ่ายชาย ชื่นชมในความกล้าในการตัดสินใจเพื่อไล่ตามความฝันของฝ่ายหญิง ชื่นชมในความกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่เป็นอยู่ และเลือกที่จะเติบโตขึ้นจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่

เรื่องนี้สำหรับเราแล้ว คงไม่ใช่คำถามว่า แล้วใครถูกหรือใครผิด แต่คงเป็นคำถามว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะเลือกเติบโตขึ้นจากมันอย่างไร

บนเส้นทางของความสัมพันธ์นั้นไม่มีคำตอบตายตัว ไม่มีการการันตีใดๆ ความเปลี่ยนแปลงต่างหากคือที่ดำรงอยู่ในคุณภาพของความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์คือโอกาสที่จิตวิญญาณจะได้เติบโตอย่างที่ตนต้องการ

จิตวิญญาณสองดวงเลือกที่จะพบกัน บางทีก็เพื่อที่จะเติบโตด้วยกันไปสักระยะ ก่อนจะตัดสินใจแยกย้ายหรือแยกทาง หากแต่บางครั้งก็อาจจะเลือกที่จะเติบโตด้วยกันไปจวบจนสิ้นอายุขัยในช่วงชีวิตนี้ (เราล้วนเกิดและตายมาหลายชาติภพ มีคู่แท้มากมายที่ได้ผ่านพบในแต่ละชาติ)

ทางเลือกในชีวิตมีมากมายหลายเส้นทางที่ทับซ้อนและโยงใยพาดผ่านกันไปมา เมื่อชีวิตมาถึงทางแยก และเมื่อจำเป็นต้องเลือก ก็ขอให้เราได้เลือกอย่างกล้าหาญ ซื่อสัตย์และจริงใจต่อตนเอง