Showing posts with label Movie Review. Show all posts
Showing posts with label Movie Review. Show all posts

Tuesday, February 9, 2010

Movie Review: Tokyo Sonata


โตเกียว โซนาต้า บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมในครอบครัวชนชั้นกลางญี่ปุ่นในยุคทุนนิยมเสื่อมสลายในมหานครโตเกียว ทุกๆครอบครัวล้วนมีความลับที่เก็บงำไว้ หนังสะท้อนถึงความรู้สึกขมขื่น คับแค้นใจของตัวละครแต่ละคนที่เก็บงำปัญหาของตนเองไว้เป็นความลับ



เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อ”ริวเฮย์”หัวหน้าแผนกธุรการของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ถูกบีบให้ออกจากบริษัทที่ตนทำงานรับใช้มานานปีอย่างไม่คาดฝัน เขารู้สึกเจ็บปวดและคับแค้นใจ แต่ก็พยายามปกปิดไม่ให้ภรรยาและลูกๆรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการใส่สูทถือกระเป๋าเอกสารแสร้งทำเป็นออกจากบ้านเพื่อไปทำงานทุกวัน แต่แท้จริงแล้วเขาได้แต่เตร่ไปมาเพื่อหางานใหม่ทำซึ่งก็หาได้ยากยิ่งนักสำหรับคนอายุมากเช่นนี้ บางครั้งเขาก็ไปต่อแถวเพื่อรับอาหารจากโรงทานข้างถนนประทังความหิว



ในขณะที่เขาพยายามรักษาสถานภาพและอำนาจภายในครอบครัวอย่างยิ่งยวดนั้น เขากลับไม่สังเกตเห็นว่าบรรยากาศภายในบ้านของเขาช่างอึดอัดและห่างเหิน ไม่มีบทสนทนาใดๆบนโต๊ะอาหารมานานแล้ว “ทากะ” ลูกชายคนโตแทบจะไม่กลับบ้านมาให้เห็นหน้า และเลือกที่จะสมัครไปเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ ส่วน “เคนจิ” ลูกชายคนเล็กพยายามดิ้นรนที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองและทำในสิ่งที่ตนรักคือการเรียนเปียโนแม้ว่าจะขัดคำสั่งของพ่อก็ตาม “เมกูมิ” ภรรยาผู้ทำหน้าที่รับใช้สามีและลูกชายทั้งสองคนโดยไม่มีปากเสียงใดๆ มานานหลายสิบปี รู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง ประดุจว่าชีวิตของเธอเองก็ถูกดูดดึงให้จมลงไปเรื่อยๆอย่างไม่มีทางออก



หนังกำลังบอกเราว่า เราทุกคนล้วนถูกกดทับด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น สิ่งนั้นอาจเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ บทบาททางสังคมที่เราต้องเล่นและแสดงต่อไป หรืออาจเป็นโครงสร้างอันอยุติธรรมของสังคมและวัฒนธรรมที่เราดำรงอยู่ ในหนังเรื่องนี้ ผู้กำกับคิโยชิ คุโรซาวะ ยังคงจับประเด็นถนัดของตัวเอง นั่นคือ การวิพากษ์ “ความเสื่อมของยุคสมัย”, “บทบาทกับค่านิยมที่เปลี่ยนไป” และ “มุมมองความคิดของคนต่างยุคต่างวัย”



กระนั้นหนังก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อทุกคนได้เดินไปจนถึงทางตันแห่งชีวิต และประสบกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวดที่สุดจนดูเหมือนว่าจะไม่มีทางออกใดๆหลงเหลืออีกต่อไป เมื่อเราไปถึงจุดที่เรายอมจำนนต่อชีวิต ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ยอมละวางความคิดความเชื่อแบบเดิมที่เคยมี ยอมละทิ้งวิธีการแบบเก่าๆที่เคยยึดมั่น ปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการ การเริ่มต้นใหม่ก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง อย่างเงียบๆแต่งดงาม



ความรู้สึกตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ ฉันรู้สึกว่า Tokyo Sonata เป็นหนังที่เศร้ามาก (โคตรเศร้าเลย แต่ร้องไห้ไม่ออกสักแอะ) เป็นความเศร้าและเจ็บปวดใจอยู่ข้างในอย่างเงียบๆ เป็นความเศร้าที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดและกดดัน กระนั้นหนังก็มีวิธีการเล่าเรื่องเศร้าที่งดงามในแบบของมัน ฉันชอบบรรยากาศและวิธีการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ เพราะสามารถทำให้เราสัมผัสได้ถึงความทุกข์ที่แฝงอยู่ภายใต้บรรยากาศและการกระทำที่ดูแสนจะธรรมดา ฉากกินข้าวร่วมกันบนโต๊ะอาหารนั้นในแต่ละตอนนั้น บอกอะไรมากมายหลายอย่างโดยแทบจะไม่ต้องใช้คำพูดสักคำ เป็นฉากที่แสดงถึงความเงียบงัน การซ่อนเร้นความลับและความห่างเหินประดุจคนแปลกหน้า และบทเพลงในตอนจบเป็นบทเพลงที่ไพเราะอย่างยิ่ง เป็นหนังที่ดีและน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งที่ควรค่าแก่การชม

Tuesday, February 3, 2009

No Reservation



วันก่อนดู HBO เรื่อง No Reservation เปิดเจอโดยบังเอิญ สนุกดี

ย่อหน้าข้างล่างเป็นบทวิจารณ์ของติสตู จากมติชน (ไปค้นหามาจาก google)

หนัง ที่นำเสนอในแนวทางโรแมนติคคอมเมดี้ ว่าด้วยเรื่องชวนหัวพ่อแง่แม่งอนของเชฟหนุ่มผู้ถนัดอาหารอิตาเลียน กับเชฟสาวผู้หลงใหลอาหารฝรั่งเศสที่ต้องโคจรมาอยู่ในครัวเดียวกัน แต่หนังก็เล่าเรื่องมากกว่าแค่ เธอฉันแข่งกันปรุงอาหารแล้วเราก็รักกันในครัว

- -หนังเทน้ำหนักให้เห็นปัญหาในการสร้างสัมพันธภาพของ "เคท" (แคทเทอรีน ซีตา โจนส์)...เชฟสาวผู้เคร่งครัดต่อการทำงาน และใช้ชีวิตประจำวันซ้ำๆ ซากๆ

- -แม้เคทจะทำได้ดีในบทบาทของเชฟ...เธอมีความรับผิดชอบและภักดีอย่างแน่วแน่ ต่อวิชาชีพ...เคทคือหัวหน้าเชฟผู้สามารถบริหารจัดการ ควบคุมความยุ่งเหยิงวุ่นวายภายในครัวได้อย่างลงตัว เป็นนักสมบูรณ์แบบในครัวตัวจริง

แต่นอกร้านอาหาร นอกห้องครัว เคทเลือกใช้ชีวิตปิดกั้นความสัมพันธ์ ปฏิเสธแม้กระทั่งมิตรภาพฉันเพื่อนที่ไม่มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ

ผล ที่เห็นชัดเมื่อเธอต้องดูแล "โซอี้" (อบิเกล เบรสลิน หนูน้อยน่าเอ็นดูใน Little Miss Sunshine) หลานสาวกำพร้า ความเป็นนักสมบูรณ์แบบในหน้าที่การงานแทบจะหายหมดไป

นอกจากเธอจะปรับ ตัวกับหลานสาวได้ยากยิ่ง แล้ว เคทที่ดูเป็นคนประณีต ละเอียดลออในการปรุงอาหารกลับไม่สามารถละเอียดลออต่อ การใช้ชีวิต และไม่สามารถใส่ใจต่อรายละเอียดของหลานสาวได้...

การเปรียบเปรยที่ดี คือเคททำอาหารชั้น เยี่ยมให้หลานสาว แต่เธอไม่รู้ว่าทำไมหลานสาวถึงไม่กินอาหารจานเลิศนั้น แต่เลือกจะกินสปาเกตตี้ง่ายๆ จากเชฟอาหารอิตาเลียนที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเชฟให้เธอ

หนัง เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน มีความเป็นสูตรสำเร็จที่ให้ตัวละครหมักหมมกับปัญหานั้นมานาน และมีตัวละครก้าวเข้ามาในชีวิต พร้อมสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจในที่สุด

แต่อย่างน้อยหนังได้พูดถึงคนในสังคม เมืองประเภทที่ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่กลับเบาโหวงทางใจ ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว

ภายใต้ความมั่นใจในการควบ คุม "บางสิ่ง" ได้ แต่...บางครั้งก็ยากที่จะให้ชีวิตเป็นสูตรสำเร็จเหมือนสูตรอาหารที่ดำเนิน ชีวิตไปตามเครื่องปรุงรส ตามวิธีปรุง ถ้าทำตามสูตรอาหารได้ดีมันก็ออกมาดี ทำแย่มันก็ออกมาแย่ แต่ในชีวิตจริงๆ หาเป็นเช่นนั้น




แม้หนังจะมี บรรยากาศแง่งามของศิลปะแห่ง การปรุงอาหาร แต่การปรุงอาหารก็แตกต่างจากการดำเนินชีวิตที่คนปรุงแต่ละคนย่อมมีรูปแบบ ลีลา น้ำหนักมากน้อยต่างกัน...เคทเองต้องค่อยๆ เรียนรู้ว่าแม้จะตั้งใจปรุงอย่างสุดฝีมือ ย่อมมีทั้งคนชอบ เพราะถูกปาก กับคนที่ไม่ชอบอาหารที่เธอทำ

และคนที่ไม่ชอบก็ไม่ใช่คนผิด แต่เพราะอาหารนั้นไม่ต้องจริตเขานั่นเอง กว่าเธอจะเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง ว่าบางครั้งความสมบูรณ์แบบก็ไม่ใช่ ที่สุดของบางคน

บางครั้งการยอมรับในความแตกต่าง ความชอบ/ไม่ชอบที่ต่างกันคือความรื่นรมย์ของชีวิต อาหารรสเลิศที่ขึ้นชื่อลือชาของฝรั่งเศสทั้งเห็ดทรัฟเฟิล หรือฟัวกรา ที่เคทยกย่อง อาจเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ค่าและมาตรฐานว่าเป็นของดี สิ่งดี แต่ใช่ว่ามันจะ "ใช่" สำหรับทุกคน เช่นที่หลานสาวของเธออยากกินแค่ "แพนเค้ก" บิดๆ เบี้ยวๆ กึ่งเกรียม ที่มาจากความสุขในการลงมือทำ

เพราะบางครั้งเราก็เลือกจะกินและทำอะไรให้ง่าย เพื่อให้ชีวิตซับซ้อนน้อยลง

---------------------------------------
ฮะแฮ่มต่อไปนี้เป็นบทวิจารณ์ของข้าพเจ้า (เขียนตามใจตัวเอง ไม่มีหลักการใดๆ)

ดูๆ ไปก็พบว่ามีหลายอย่างที่เราชอบในหนังเรื่องนี้แฮะ (นอกจากหน้าสวยๆสุดแสนจะ sexy ของนางเอกแล้วอ่ะนะ) ชอบฉากการทำงานในครัว การปรุงอาหาร มันช่างดูพิถีพิถัน ปราณีต บรรเจิด ทว่ารวดเร็วประดุจการทำงานศิลปะ อารมณ์ประมาณแนว impressionism ไงงั้น

แม้เนื้อเรื่องจะไม่ได้ซับ ซ้อนลึกซึ้งอะไรมากมายนัก แต่ว่าหนังก็มีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้เราติดตามต่อไปได้จนจบ ชอบการดำเนินเรื่องที่ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของตัวนางเอก "เคท" จากคนที่เน้นความสมบูรณ์แบบ มีระเบียบระบบที่ชัดเจน ตายตัวกับทุกสิ่ง ไปสู่ความผ่อนคลายมีชีวิตชีวา เมื่อความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงเดินทางมาเคาะประตูชีวิตของเธอ

อืม... ชอบฉากที่เคทตัดสินใจที่จะยอมผ่อนปรนและผ่อนคลายกับตนเอง เพื่อเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ของการสร้างความสัมพันธ์ที่รื่นเริง+ผ่อนคลายกับโซอี้ หลานสาว (หลังจากผ่านการทะเลาะกับหลานสาว และนั่งร้องไห้ด้วยกันตอนดู VDO เก่าๆที่โซอี้เคยไปทะเลกับแม่ของเธอ) เช้าวันนั้น เคทเลือกที่จะลางาน เพียงเพื่อจะอยู่เล่นเกมเศรษฐีกับหลานสาวที่บ้าน ฉากนี้มีชีวิตชีวา สนุกสนาน เรารู้สึกได้ว่าเราเห็นพลังชีวิตของนางเอก ค่อยๆผลิบาน ออกมาจากกรอบแคบๆที่เธอวางไว้กับตัวเอง

ชอบพระเอกด้วย ช่างไร้ระเบียบแบบแผน มีชีวิตชีวา ทำอะไรตามใจตัวเองได้สนุกดีแท้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็อ่อนโยนมากพอที่จะเข้าถึงจิตใจของโซอี้และเคทได้ ใส่ใจและดูแลคนรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ

แต่ฉากที่สะใจมักๆ คงเป็นฉากที่ นางเอกเดินถือมีดเสียบชิ้นสเต๊กสดๆ เดินฉับๆ ไปที่โต๊ะลูกค้า พร้อมกับปักมีดที่เสียบสเต๊กชิ้นนั้น ฉึก! ลงไปบนโต๊ะลูกค้าคนที่ี่สั่งสเต๊กจานเดิมซ้ำ 2 หน เพราะไม่พอใจกับสเต๊กที่เคทปรุงให้ พลางหันไปบอกเจ้าของร้าน (ไฮโซ) ด้วยน้ำเสียงสะใจแบบสุดๆว่า "ฉันรู้สึกดีจัง ที่ได้ทำแบบนี้" แล้วก็ถอดผ้ากันเปื้อนโยนทิ้ง เดินไปขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้าน ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งร้าน เป็นอันว่าเธอได้ตัดสินใจลาออกจากงานที่เธอทำมากว่า 20 ปี ในวันนั้นเอง

ตอน จบเป็นไงก็ไปหาดูกันเอาเองละกันเน้อ เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ สนุกดี ใครที่เป็นแฟนแคทเธอรีน ซีต้าโจนส์ น่าจะตกหลุมรักเธออีกทีได้ไม่ยากเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบลง

Monday, January 28, 2008

Ratatouille



วันก่อนดูแอนนิเมชั่นเรื่อง Ratatouille มีชื่อไทยว่า ระ-ทะ-ทู-อี่ พ่อครัวตัวจี๊ด หัวใจคับโลก โอ้ ชอบมักๆ


เป็นเรื่องเล่าของหนูในประเทศฝรั่งเศสตัวหนึ่งชื่อ เรมี่ ซึ่งเป็นหนูที่มีประสาทสัมผัสในการรับรสและกลิ่นดีเป็นเลิศ เรมี่ชมชอบและหลงใหลการทำอาหารมาก (แน่นอนว่าเขาช่างประหลาดผิดหนูทั่วไป) เรมี่มีพ่อครัวที่เป็นฮี่โร่ในดวงใจคือ “เชฟ ออกุส กัสโตว์” ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาด้วยประโยคที่ว่า "Anyone can cook" ใครๆก็ทำอาหารได้ เพราะการปรุงอาหารที่แท้นั้นมาจากจิตวิญญาณของคุณ หากคุณมั่นใจว่าคุณทำได้ คุณก็ต้องทำได้แน่นอน


และแล้ววันหนึ่งชะตากรรมก็ทำให้เรมี่และครอบครัวจับหลัดจับพลูต้องย้ายจากชานเมืองของฝรั่งเศสเข้ามาสู่ “ปารีส” เรมี่พลัดหลงกับครอบครัว เขาพบว่าตัวเองได้มาอยู่ใต้ภัตคารอันเลื่องชื่อจากฝีมือของสุดยอดปรมจารย์เรื่องอาหารและยังเป็นฮีโร่ในดวงใจของเขา “เชฟ ออกุส กัสโตว์”


ด้วยความรักในการทำอาหารและฝีมือการปรุงรสอันเป็นเลิศ ทำให้เรมี่ได้(แอบ)ช่วยลิงกวินี่ เด็กก้นครัวที่ทำอาหารไม่ได้เรื่อง ปรุงซุปจนได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อาหารที่มีอิทธิพลระดับโลก ต่อมาเรมี่จึงได้ร่วมมือ(กึ่งๆควบคุม) กับลิงกวินี่ในการปรุงอาหารสูตรพิเศษต่างๆขึ้นมา จนสามารถกอบกู้ชื่อเสียงของภัตราคารที่เคยซบเซาหลังจากการเสียชีวิตของ “เชฟ ออกุส กัสโตว์” ให้กลับคืนมาเป็นที่นิยมได้อีกครั้ง แต่แล้วชื่อเสียง ความสำเร็จและความรัก ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองสหายขึ้นมาจนได้ แต่เรื่องก็จบลงด้วยดีเมื่อต่างก็ยอมรับในสิ่งที่ตนและอีกฝ่ายเป็นได้อย่างเปิดใจ


เป็นหนังที่สนุกมาก ภาพกราฟฟิคสวยสุดยอด บางฉากนะทำได้เนียนเหมือนของจริงเดี๊ยะเลย การให้สี-แสงสวยมากๆ หนังดำเนินเรื่องได้ดี สนุกน่าติดตามทุกตอน เรื่องนี้มีหัวหน้าเชฟเล่นบทตัวร้ายมาคอยจับผิด และ ขัดขวางการทำงานของสองสหายเป็นระยะๆ เพิ่มสีสันให้กับหนังและการติดตามเอาใจช่วยตัวเอกของเราด้วย

ฉากที่เราชอบที่สุดคือ ฉากที่ "อีโก" นักวิจารณ์อาหารระดับโลก ซึ่งเคยวิจารณ์อย่างรุนแรงจนทำให้ภัตราคารเสียชื่อเสียงและทำให้ “เชฟ ออกุส กัสโตว์” ตรอมใจจนเสียชีวิตมาแล้ว เขามีบุคลิกเย็นชา น่าหวาดหวั่น แต่ในนาทีที่เขาได้ชิม ระทาทูอี่ (ชื่ออาหาร) ฝีมือของเรมี่นั้น เขาถึงกับตะลึง ภาพในวัยเด็กย้อนกลับมาในภวังค์ เย็นวันนั้นที่เขา(ในวัยเด็ก) ร้องไห้เสียใจกลับบ้านมา เขาพบว่าคุณแม่ทำอาหารให้ทานพร้อมกับปลอบใจเขาอย่างอ่อนโยน วันนั้นคุณแม่ทำระทาทูอี่ ให้เขาทาน เหตุการณ์ประทับใจในวัยเยาว์ของอีโกได้ย้อนกลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง เพราะฝีมือการปรุง ระทาทูอี่ จานนี้ของเรมี่


ดูฉากนี้แล้วต้องบอกว่าเป็น ระทาทูอี่ ละลายหัวใจ (อ่า... ฟังดูอาจจะเชย แต่รู้สึกว่ามันประมาณนี้แหละ) ชอบฉากนี้มาก เพราะมันซึ้งและอบอุ่นจังเลย ถ้าเป็นเราคงต้องนึกถึง หมูอบ เอ๊ยไม่ใช่ๆ ตอนนี้เป็นมังสวิรัติแล้ว (แต่หมูอบซอสฝีมือแม่เราอร่อยจริงๆนะเออ) ฮ่าๆ นาทีนี้ต้องนึกถึงผัดผักบุ้ง ผัดถั่วงอก ข้าวไข่เจียว ไข่พะโล้ อะไรประมาณนี้แหละมั้ง อิๆ (ลูกเจ๊กดีๆนี่เอง)


หนังเรื่องนี้ เป็นแอนนิเมชั่นดีๆ ที่สุดแสนจะสนุก + น่ารักอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรพลาด หากมีโอกาสก็ควรหามาชมกันเน้อ พ่อแม่พี่น้องเน้อ

Sunday, October 28, 2007

Freedom Writers



กำกับโดย Richard LaGravenese
นำแสดงโดย Hilary Swank, Scott Glenn, Robert Wisdom


Freedom Writers เป็นหนังชีวิตซึ้งๆ ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ของคุณครู Erin Gruwell (รับบทโดย Hilary Swank) ที่เพิ่งจบมาและเริ่มสอนหนังสือเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนมัธยม Wilson High School และต้องเจอกับบรรดาเด็กแสบในชั้นที่ท้าทายเธอทุกวันด้วยความก้าวร้าว หยาบคาย กระด้างและไม่ใส่ใจเรียน

แต่ภายใต้ความก้าวร้าวรุนแรงที่ปรากฎอยู่นั้น เด็กเหล่านี้ซ่อนความเจ็บปวดและบาดแผลในชีวิตไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด แก็งค์อันธพาล การเหยียดผิวและเชื้อชาติ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและในชุมชนระดับล่างของสังคม เด็กบางคนเป็นเด็กที่ถูกภาคทัณฑ์บนไว้ แล้วส่งมาเรียนหนังสือที่นี่เพื่อประวิงเวลาไม่ให้เขาออกไปก่อปัญหาให้แก่สังคมภายนอกเร็วนัก

แต่ด้วยใจรักในการเป็นครูและต้องการจะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ ในที่สุดคุณครู Gruwell ก็ได้จุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กเหล่านี้ ด้วยการให้พวกเขาเริ่มต้นเขียนเล่าเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาออกมา อย่างที่เขาอยากจะเล่า เรื่องราวที่ไม่มีใครเคยรับฟังและถูกเพิกเฉยมาโดยตลอด


ในที่สุดเด็กทุกคนในชั้นเรียนนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เขารู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับ รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญและสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและโลกใบนี้ได้ พวกเขาเริ่มมีความหวังและมีความฝันเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในชีวิต จากเดิมที่เด็กเหล่านี้อาจจะจบออกไปแล้วกลายเป็นอันธพาลในชุมชน หลายคนเปลี่ยนแปลงตนเองกลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบและใส่ใจต่อผู้อื่น บางคนได้กลับคืนสู่ครอบครัวหลังจากที่หนี-ถูกขับไล่ออกมา หลายคนเรียนต่อและกลายเป็นคนแรกในบรรดาสมาชิกในครอบครัวที่สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ฯลฯ

จากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากกันและกันในการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้เอง ทั้งศิษย์และครูจึงได้ร่วมกันก่อตั้งชมรม Freedom Writers ขึ้น เพื่อช่วยเหลือเยาวชนอีกมายมายในสังคมที่อาจจะกำลังเดินหลงทางไป ให้กลับมาค้นพบคุณค่าที่มีอยู่ภายในตนเอง และเริ่มต้นสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นกับตนเอง และผู้คนรอบข้าง


นับว่าเป็นหนังดราม่าดีๆอีกเรื่อง ที่สามารถทำให้ดูไปก็ร้องไห้ไปด้วยได้ กับเรื่องราวและบทบาทของแต่ละคน เป็นเรื่องจริงที่สะเทือนใจแต่ก็สร้างแรงบันดาลใจในชีวิตได้มากมาย


ในเรื่องยังพูดถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองด้วย เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงความโหดร้ายของการแบ่งแยกกีดกันสีผิวและเชื้อชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆนักเรียนที่มีปัญหารุนแรงเหล่านั้นได้รับรู้ว่า ยังมีคนที่ทุกข์ยิ่งกว่าตนเอง และท่ามกลางความสิ้นหวังและความทุกข์ยากของชีวิตนั้น พวกเขาสามารเลือกที่จะสร้างสิ่งที่ดีกว่าได้

หนังพูดถึงหนังสือเรื่อง "บันทึกลับของแอน แฟร้งค์" ด้วย ในฐานะที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าอยากอ่านเรื่องนี้ขึ้นมาตะหงิดๆเลยเชียว วันนี้โชคดีไปช่วยพี่จ๊ะย้ายของจัดตู้หนังสือ บังเอิญเจอหนังสือเรื่องนี้เข้าพอดี จึงได้ขอยืมพี่จ๊ะมาอ่านเสียเลย (แหมนับว่ายังพอมีบุญอยู่บ้างนะเนี่ย เพราะคิดอยากได้อะไร ก็ยังได้อย่างนี้อยู่ -- ขอบคุณค่ะ Universe)

ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ Hilary Swank เล่นได้ดีสมกับที่เป็นนักแสดงมือรางวัล แต่ที่เจ๋งยิ่งว่าคือบรรดานักเรียนที่มารับบทในเรื่องนี้ ทุกคนเป็นนักแสดงสมัครเล่น หลายคนไม่เคยเล่นหนังมาก่อนเลย แต่เล่นได้ดีสมบทบาท มีการสื่อสารทางสีหน้าแววตาได้ดีมาก ไม่แพ้นักแสดงมืออาชีพเลย และต้องนับถือผู้กำกับที่สามารถดึงพลังของนักแสดงแต่ละคนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม กำกับให้พวกเขาเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ตอนท้ายเรื่องเราจะได้เห็นตัวจริงของคุณครู Erin Gruwell ด้วย เธอยังคงทำงานสอนของเธอต่อไปด้วยใจรัก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ๆต่อไป

ถ้ามีโอกาสก็อยากจะแนะนำให้ลองไปหามาดูกัน หรือไปอ่านหนังสือบันทึกลับของแอนน์ แฟร้งค์ก่อนก็ได้ (อาจจะหาง่ายกว่าหนัง เพราะเรื่องนี้เป็นหนังนอกกระแส อาจจะหาดูยากอยู่สักหน่อย) สำหรับบางคนที่คิดว่าชีวิตนี้มันช่างแสนโหดร้ายและบัดซบ ดูหนังเรื่องนี้จบอาจพบว่าชีวิตก็ยังมีความหวังและมีเรื่องราวดีๆอีกมากมายซ่อนอยู่ให้เราไปค้นพบ


Genres: Drama, Adaptation, Biopic and Teen
Running Time: 2 hrs. 3 min.
Release Date: January 5th, 2007 (wide)
MPAA Rating: PG-13 for violent content, some thematic material and language.
Distributors: Paramount Pictures, United International Pictures