Showing posts with label RRU Study. Show all posts
Showing posts with label RRU Study. Show all posts

Thursday, August 5, 2010

วาทะกรรม อำนาจ ความรู้ (ตอน ๑)

--แปลและเรียบเรียงโดย A. Kongsup--
บันทึกเก็บตกจากหนังสือ Discourse Analysis as Theory and Method เขียนโดย Jorgensen M. & Phillips L. (2002) เป็นหนังสือว่าด้วยเรื่องวาทะกรรม ปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับหลักทฤษฎีแนวคิด ที่มาที่ไปของวาทะกรรม และการวิเคราะห์วาทะกรรมของสำนักคิดต่างๆ

วาทะกรรม อาจนิยามได้ว่า เป็นวิธีการเฉพาะในการพูดเกี่ยวกับโลกและการเข้าใจโลก (หรือคุณลักษณะของโลก) (Jorgensen & Phillips, 2002)


วาทะกรรมก่อกำเนิดอยู่ภายใต้ทฤษฎีแนวคิด โครงสร้างนิยม (Social constructionism) วาทะกรรมเป็นรูปแบบของปฏิบัติการทางสังคมที่มีบทบาทในการผลิตโลกทางสังคม รวมทั้งองค์ความรู้ อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ทางสังคม และมันยังรักษาไว้ซึ่งรูปแบบเฉพาะทางสังคมอีกด้วย (specific social pattern)


วาทะกรรมสร้างโลกทางสังคม (social world) ในการให้ความหมาย และความหมายนั้นไม่สามารถคงที่ได้ตลอดไป (ความหมายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ) ไม่มีวาทะกรรมใดคงทนหรือเป็นสัจจะสูงสุด ทว่าวาทะกรรมนั้นแปลงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเมื่อได้ปะทะกับวาทะกรรมอื่นๆ


วาทะกรรมทำงานผ่านภาษาที่เราใช้ และด้วยภาษานั้นเองเราได้สร้างตัวแทนของความจริงขึ้นซึ่งไม่ใช่ความจริงที่เป็นภาพสะท้อนของความจริงที่ดำรงอยู่แล้วก่อนหน้านั้น หากแต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านความหมายหรือนิยามที่เรามอบให้กับปรากฎการณ์ ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่า ความจริงโดยตัวมันเองไม่ได้ดำรงอยู่ สรรพสิ่งทางกายภาพดำรงอยู่ แต่สรรพสิ่งล้วนได้รับความหมายผ่านวาทะกรรม


ตัวอย่างเช่น ปรากฎการณ์น้ำท่วม คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ผู้คนจะคิดและให้ความหมายกับภาวะน้ำท่วมแตกต่างกัน แน่นอนว่าทุกคนจมน้ำได้หากอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่นั่นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับวิธีที่พวกเขาคิดหรือพูดเกี่ยวกับน้ำท่วม ทันทีผู้คนพยายามจะให้ความหมายกับมัน ปรากฎการณ์น้ำท่วมก็ตกอยู่ภายใต้วาทะกรรม




หลายคนอาจจะให้นิยามว่า น้ำท่วม คือ "ปรากฎการณ์ธรรมชาติ" แต่บางคนอาจจะบอกว่ามันคือปรากฎการณ์ El Nino หรือเป็นผลกระทบจากภาวะเรือนกระจก หรือภาวะโลกร้อน บางคนอาจจะบอกว่าน้ำท่วมเป็นการจัดการทางการเมืองที่ผิดพลาด เช่นว่า รัฐบาลล้มเหลวในการจัดการและการลงทุนสร้างระบบชลประทานที่ดี และท้ายที่สุด บางคนอาจจะมองว่า นี่คือการเผยสำแดงเจตจำนงของพระเจ้า ที่โกรธเคืองต่อมนุษย์ผู้ใจบาปหยาบช้า และเป็นสัญญาณบอกเหตุวันสิ้นโลก เป็นต้น

ปรากฎการณ์น้ำท่วม เหตุการณ์เดียวกันนี้ ได้รับการให้ความหมายจากมุมมองที่แตกต่างหรือจากวาทะกรรมที่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือ เมื่อนิยามความหมายด้วยวาทะกรรมที่แตกต่างกัน ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติหรือตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นต่างกันด้วย เช่น อาจจะนำไปสู่การสร้างระบบชลประทาน นโยบายสิ่งแวดล้อมลดโลกร้อน หรือ การเตรียมตัวรับมือกับวันสิ้นโลก

ด้วยเหตุนี้เอง การให้ความหมายภายใต้วาทะกรรมจึงทำหน้าที่ในการสร้างและเปลี่ยนแปลงโลก




Tuesday, December 4, 2007

เล่าสู่กันฟัง เรื่องการกลับไปเรียนหนังสืออีกรอบ



ห่างหายไปนานกว่าเดือนกับการเข้ามาอัพบล็อก เพราะว่ามัวแต่ไปเรียนหนังสืออยู่ ๑ เดือนเต็มๆ เราต้องตระเวณเรียนตามที่ต่างๆไปทั่วรวมแล้ว ๓ มหาวิทยาลัย คือ ม.เกษตร ม.นเรศวร และ ม.เชียงใหม่ เรียนกัน ๑๕ คนสำหรับรุ่นนี้ มีนักเรียนไทย ๑๐ คน นักเรียนแคนาดา ๕ คน และอาจารย์อีก ๓ ท่านจาก RRU คือ อ.Greg อ. Hrach และ อ.Hugh

เป็นประสบการณ์การเรียนที่สนุกมากๆเลย อาจารย์เก่งมากและตลกมากๆด้วย รับส่งมุขกันฮากระจายมาก ชอบวิธีการเรียนการสอนแบบนี้ คือสอนแบบตั้งคำถามให้คิด และไม่มีคำตอบสำเร็จรูปตายตัวเพียงคำตอบเดียว ทุกคำตอบล้วนเป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ฐานคิดแบบไหนมาตอบ

อาจารย์จะนำเสนอทฤษฎีและบอกเล่าปรากฏการณ์แห่งความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในที่ต่างๆบนโลกใบนี้ เพราะอาจารย์แต่ละคนล้วนมีประสบการณ์ในการทำงานด้านการจัดการความขัดแย้งระดับชาติและนานาชาติมาแล้วทั้งสิ้น จากนั้นอาจารย์ก็จะตั้งคำถามให้เราลองฝึกคิดและวิเคราะห์เอาว่า สาเหตุของความขัดแย้งในที่ต่างๆดังกล่าวน่าจะเกิดจากอะไรได้บ้าง มีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องได้บ้าง และเราใช้ทฤษฎีหรือฐานคิดแบบไหนมาจับ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นั้นๆ อาจารย์จะมีหนัง มีวีดีโอให้ดู ทั้งเรื่องราวการประท้วงและการปฏิวัติในฟิลิปปินส์ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน Rwanda แม้จะดูแล้วรู้สึกหดหู่กับความทุกข์ยากของผู้คนที่เกิดขึ้นในแต่ละมุมโลก แต่ก็ทำให้รู้สึกว่างานที่เราตั้งใจจะทำต่อจากนี้ไปเป็นงานที่สำคัญและมีคุณค่าต่อผู้อื่น คือ อย่างน้อยมันอาจช่วยลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้บ้าง(มั้ง?)

อย่างไรก็ดี แม้ว่างานและการบ้านจะหนัก นอนดึกเกือบทุกคืน ตี ๑ ตี ๒ (ปกติเด็กอนามัยอย่างเราแค่สี่ทุ่มก็ง่วงแล้ว) แต่บรรยากาศการเรียนตลอด ๑ เดือนนี้สนุกสนานมาก เราได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นอีกเพียบเลย แถมเพื่อนที่ว่านี้รวมคุณครูทั้งสามคนด้วย เพราะคุณครูไม่ได้ทำตัวเหินห่าง แต่ทำตัวเป็นเพื่อนกับนักเรียน ที่สามารถเถียงกันได้ แซวกันได้อย่างเฮฮา โดยเฉพาะครู Hrach จะออกแนวโหด มัน ฮา มากๆ

กลับมาบ้านแล้วยังคิดถึงบรรยากาศการเรียนและเพื่อนๆอยู่เลยล่ะ (เหงาไปเลยวันนั้น ๑ วัน คือวันแรกที่กลับมาถึงบ้าน) ต้องกลับไปทำการบ้านแล้ว มีกำหนดต้องส่งเร็วนี้ด้วย อ๊ากกส์... แย่แล้ว ยังไม่ได้เริ่มเขียนการบ้านสักตัวเลยทำไงดีเนี่ย ไปก่อนดีกว่า

ป.ล. ต่อไปอาจต้องหัดเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกิต จะได้ฝึกฝนวิชาไปในตัวด้วย