Showing posts with label เดินทาง. Show all posts
Showing posts with label เดินทาง. Show all posts

Monday, April 30, 2012

หลวงพระบางปลายฝนต้นหนาว (ตอน ๒)





วันนี้ตื่นเช้ามาตั้งใจจะไปตักบาตรข้าวเหนียว เมื่อคืนวานฉันติดต่อขอซื้อข้าวเหนียวเพื่อนำไปตักบาตรกับพนักงานที่พูสีเกสต์เฮ้าส์นั่นเอง (เพราะอ่านเจอมาว่าถ้าไปซื้อกับแม่ค้าที่มายืนขายริมถนน ราคาจะสูงจนน่าตกใจ) พนักงานบอกว่าจะเตรียมข้าวเหนียว พร้อมกับเสื่อและผ้าสำหรับพาดไหล่ไว้ให้ ราคารวม ๑๕,๐๐๐ กีบ ( ๖๐ บาท) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกหรือแพงอย่างไร แต่ก็คิดเสียว่าเป็นการได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ แบบหลวงพระบางกะเขาดูสักที







ตื่นเช้าออกมาตอนหกโมงเช้า มีฝนตกปรอยๆพอชื้นๆ เย็นๆ เดินออกมาเห็นชาวบ้านแถวนั้นนั่งพับเพียบเรียงรายรอจะตักบาตรอยู่ตามหน้าบ้านเป็นระยะๆ เมื่อเดินออกมาที่ถนนใหญ่ เลี้ยวไปที่กำแพงหน้าวัด อันเป็นจุดหลักที่จะมีคนมาตักบาตรกันมากเป็นพิเศษ ฉันก็เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวยืนอยู่หลายคนบนถนน เตรียมกล้องไว้ถ่ายภาพกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียวกันเต็มที่ (นับเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรม amazing ของหลวงพระบาง)












มีกลุ่มแม่ค้าหาบกระจาดและกระบุงอีกไม่น้อยมาเดินชักชวนให้ซื้อข้าวเหนียวและขนมของเขาไปตักบาตร เมื่อเขาเห็นว่าฉันมีกระติ๊บข้าวเหนียวพร้อมอุปกรณ์ทุกอย่างครบแล้ว เขาก็เริ่มนำเสนอการขายในราคาที่ถูกมาก (เมื่อเทียบกับวันถัดมาที่ฉันเดินไปตัวเปล่าไม่มีกระติ๊บติดไปด้วย ราคาต่างกันประมาณ ๑-๒ เท่า) อย่างไรก็ดีแม่ค้าที่นี่ก็นับว่ามีอัธยาศัยดี น่ารัก พูดจาดี เมื่อฉันไม่ซื้อก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือหงุดหงิดอย่างใด แถมยังมาช่วยแนะนำอีกด้วยว่าให้ใส่บาตรยังไงบ้าง แม่ค้าบางคนก็ยังเป็นเด็กน้อย ที่หาเวลาช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนมาช่วยที่บ้านขายของ

การตักบาตรที่นี่อลังการมากในแง่ของจำนวนพระและเณรที่มาบิณฑบาต เพราะมีพระและเณรรวมกันประมาณ ๓๐๐ องค์ ภาพพระเณรในจีวรสีส้มสดใสเดินมาเป็นสายเป็นหมู่คณะนั้นงดงามมาก การตักบาตรข้าวเหนียวต้องอาศัยเทคนิคความว่องไวและคล่องตัวมิใช่น้อย เพราะพระท่านจะไม่หยุดเดินแม้เมื่อมาถึงหน้าเรา ท่านจะชะลอฝีเท้าเล็กน้อย พร้อมกับแง้มฝาบาตรเพื่อรับข้าวเหนียว เราต้องรีบหยิบข้าวเหนียวปั้นน้อยๆ หยอดใส่บาตรโดยเร็วก่อนที่ท่านจะเดินผ่านไป หากผ่านแล้วก็ผ่านเลยไม่ย้อนกลับมาอีก ส่วนเรื่องการให้ศีลให้พรนั้นพระท่านจะให้ตอนที่ญาติโยมนำอาหาร(กับข้าว) ไปถวายจังหันที่วัดอีกที



ในที่สุดฉันก็พบอาคารเก่าหลังนั้นที่ตั้งใจตามหาอยู่ตรงหน้าบริเวณที่ใส่บาตรข้าวเหนียวนั่นเอง ดูเหมือนว่าอาคารจะได้รับการดูแลบูรณะอย่างดี และได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านขายภาพถ่ายและภาพเขียนบรรยากาศเก๋ไก๋ไปแล้ว





เสร็จจากใส่บาตร แล่ก็พาเดินชมบ้านเมืองตอนเช้า เดินเลาะริมโขงเพื่อตรงไปยังตลาดเช้าหลังวัดใหม่ ตลาดเช้าที่นี่มีสินค้าหลากหลายมาก โดยเฉพาะสินค้าพื้นเมืองและอาหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น รังต่อที่ยังมีตัวต่ออ่อนๆ กบ นก งู ค้างคาว เห็ดดิน ปลา ผักผลไม้ เสื้อผ้า ฯลฯ นับเป็นตลาดที่มีชีวิตชีวา และExotic มาก เดินสวนกับเด็กน้อยที่มาขายดอกไม้สำหรับใส่บาตรเมื่อเช้าด้วย เธอหันมายิ้มทักทาย เพียงแต่ในตอนนี้ในมือเด็กน้อยไม่มีดอกไม้ แต่มีผักสดห่อใหญ่ นัยว่าคงจะซื้อกลับไปที่บ้าน แล่แวะซื้อข้าวจี่จื่นชิ้นละ ๘ บาทในตลาด ท่าทางน่าอร่อย



ฉันกับแล่เดินมาเจอร้านขายข้าวปุ้น (ขนมจีน) ข้าวซอยและเฝอ ข้างทาง จึงแวะกินอาหารเช้ากันที่ร้านนั้น รสชาติอร่อยดี แล่บอกว่าเขามาหลวงพระบางทีไรเขาจะกินแต่ข้าวซอย เพราะข้าวซอยที่นี่อร่อยและมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์แบบหลวงพระบางที่หากินที่อื่นไม่ได้







เสร็จจากมื้อเช้า เราก็พร้อมจะไปตะลุยเมืองหลวงพระบางกัน ฉันบอกแล่ว่า นอกจากกล้องแล้วฉันเตรียมอุปกรณ์ กระดาษและสีมาวาดรูปวัดด้วย เช้านี้เราเลยไปตั้งต้นกันที่วัดใหม่ที่แล่พักอยู่นั่นล่ะ วัดใหม่เป็นวัดที่อยู่ตรงข้ามกับพระธาตุพูสี ฝั่งเดียวกับวังเจ้าชีวิต วัดนี้มีสถาปัตยกรรมงดงาม ฝีมือการวาดและปั้นลายปูนลงรักปิดทองอันวิจิตรที่สิมนั้นเป็นฝีมือของเพี้ยตัน ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติของลาว



เช้านี้ที่วัดมีงานแห่สมโภชสมุดใบลานด้วย เป็นงานที่จะจัดก็ต่อเมื่อมีการเขียนจารพระไตรปิฎกบนใบลานโดยได้รับการสนับสนุนเป็นการเฉพาะจากหน่วยงานสำคัญๆ (ซึ่งก็นานๆครั้งจึงจะมี) ในครั้นนี้มีวัดได้รับการสนับสนุนจากหอสมุดแห่งชาติฯให้จัดทำการจารใบลาน มีเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศลาวมาเข้าร่วม พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหอสมุดแห่งชาติ พระผู้ใหญ่ในแขวงหลวงพระบาง คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนประชาธิปไตยฯ นับว่าเป็นโชคดีของฉันที่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมงานนี้กับเขาด้วย ถือโอกาสพูดคุยกับเด็กนักเรียนที่มาร่วมงาน ถามไถ่โน่นนี่



เสร็จจากงานแห่สมโภชใบลานประมาณสิบโมงครึ่ง เราเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ซึ่งอดีตเป็นวังของเจ้าชีวิต นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียค่าเข้าชม 30,000 กีบ (120 บาท) ภายในวังตกแต่งด้วยกระจกสี และภาพเขียน (ฝีมือช่างเขียนรูปชาวฝรั่งเศส) บอกเล่าวิถีชีวิตของคนลาวในอดีตอย่างวิจิตร มีห้องออกว่าราชการ ห้องรับรองอาคันตุกะ ห้องบรรทมของเจ้าชีวิตและมเหสี และจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของกษัตริย์ น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปการตกแต่งภายในมาให้ชมได้เพราะเขาห้ามถ่ายภาพทุกชนิด


จากนั้นแล่พาเดินลัดเลาะไปตามถนนและซอกซอยต่างๆ เพื่อให้ชมอาคารบ้านเรือนที่มีทั้งเก่าและใหม่ อาคารที่นี่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งแบบลาว จีนและยุโรป (ยุคโคโลเนียล) แม้อาคารที่สร้างใหม่ก็มีข้อบังคับว่าต้องสร้างตามแบบของเก่า เพื่อให้เกิดความสวยงามกลมกลืนกันสมกับเป็นเมืองมรดกโลก



ข้อดีของข้อบังคับแบบนี้คือ ทำให้ไม่มีอาคารสูงในเขตตัวเมืองหลวงพระบางเลย อาคารหลายหลังได้รับการบูรณะดูแล ตกแต่ง และออกแบบอย่างสวยงาม ถนนหนทางสะอาดสะอ้านดี แม้แต่หมาข้างถนนก็ไม่มีให้เห็น มีเกสต์เฮ้าส์เรียงรายบนถนนเส้นต่างๆนับสิบๆหรืออาจจะนับร้อยแห่ง จึงเข้าใจได้ว่าทำไมหยีจึงบอกว่าไม่ต้องจองที่พักล่วงหน้า ให้ไปหาเอาดาบหน้าก็ได้ ไม่ต้องกลัว








เดินชมอาคารบ้านเรือนสักพักก็ชักจะหิว ฉันบอกว่าอยากจะลองกินเอาะหลาม ซึ่งเป็นอาหารถิ่นของที่นี่ เอาะหลามสูตรหลวงพระบางต้องใส่ไม้สะค้าน ทำให้มีรสและกลิ่นเฉพาะท้องถิ่น แล่พาไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านบรรยากาศดีข้างวัดซึ่งเขารับรองว่าอาหารอร่อยรสชาติดี

เราสั่งน้ำบักไม้ (ผลไม้) ปั่นมาชิม น้ำผลไม้ปั่นสูตรหลวงพระบางทุกชนิดจะต้องใส่กระทิเป็นสูตรเอกลักษณ์ของที่นี่ แล่เล่าว่าอาหารหลวงพระบางจะออกหวานและนิยมใช้กระทิเป็นส่วนประกอบในการปรุง ซึ่งเป็นรสและการปรุงแบบชาววังเสร็จจากมื้อเที่ยงเราก็เริ่มเดินชมวัดกัน วัดที่นี่สวยทุกวัด รั้วอยู่ติดๆ จนบางทีฉันก็ดูไม่ออกว่าเป็นคนละวัดกัน เราเดินเข้าวัดนั้นทะลุออกวัดนี้กันเป็นว่าเล่น ในช่วงออกพรรษานี้ทุกวัดจะมีการจัดทำโคมไฟสีและเรือไม้ไผ่ติดโคมไฟ เพื่อร่วมฉลองเทศกาลประเพณีออกพรรษา เราจะเห็นพระและจั่วตัวเล็กตัวน้อยช่วยกันนั่งเหลาไม้ไผ่ ตัดกระดาษติดโคมกันทุกวัดเลยทีเดียว สอบถามได้ความจากแล่ว่า รัฐบาลมีประกาศข้อบังคับให้ทุกวัดในเขตเมืองหลวงพระบางทำโคมและทำเรือไฟ (เรือบก) เพื่อร่วมฉลองงานบุญประเพณี

ในตอนบ่ายฝนเริ่มตกพรำอีกครั้ง เรารีบเดินไปให้ถึงวัดเชียงทองที่อยู่สุดปลายแหลมใกล้ๆกันกับบริเวณที่สายน้ำโขงมาสบกันกับสายน้ำคาน วัดเชียงทองเป็นอีกวัดในฝันที่จะต้องมาเยือนให้ได้ของฉันเลยทีเดียว งานปูนปั้น ลายลงรักปิดทอง และภาพกระจกสีบนฝาผนังที่นี่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะภาพต้นไม้กระจกสีบนพื้นปูนสีส้มบนผนังที่หลังสิมนั้นจะปรากฎอยู่ในหนังสือท่องเที่ยวหลวงพระบางทุกเล่มที่คุณอ่าน ฉันใช้เวลาถ่ายภาพและนั่งวาดรูปในวัดนี้ร่วม ๒-๓ ชั่วโมง โรงเมี้ยนโกศ (รถเก็บรถในพระราชพิธีของเจ้าชีวิต) ที่นี่สวยงามและมีชื่อเสียงเช่นกัน ภาพนูนต่ำลงรักษ์ปิดทองเรื่องรามเกียรติ์ที่ฝาผนังเป็นฝีมือของเพี้ยตัน ศิลปินคนสำคัญของลาว





จากวัดเชียงทอง แล่พาฉันเดินไปดูท่าเรือข้างวัดที่อยู่ในหนังรักเรื่องดังขวัญใจคนลาวคือ เรื่อง สะบายดีหลวงพระบาง ท่าเรือที่ว่าเป็นจุดที่นางเอกกับพระเอกนัดว่าจะมาพบกันในปีถัดไป แม้จะมารอพบกันตามสัญญา แต่ทั้งคู่ก็เดินสวนกันไปสวนกันมาคนละทาง จนไม่ได้พบกันในที่สุด (เป็นตอนจบของเรื่อง) แล่บอกว่าเขาดูเรื่องนี้ไม่ต่ำกว่า ๓ รอบ เรื่องนี้คนลาวชื่นชอบกันมาก มีข่าวว่าภาคสองจะสร้างต่อมาในเร็วๆนี้


จากนั้นเราก็เดินต่อ เพื่อไปขึ้นเขาชมพระธาตุพูสีและทิวทัศน์รอบเมืองหลวงพระบางยามเย็น พระธาตุพูสีมีทางขึ้นลงหลายทาง ทางที่ฉันขึ้นไปนั้นเป็นเส้นที่อยู่ใกล้กับสายน้ำคาน จากบนพระธาตุพูสีเราจะเห็นเมืองหลวงพระบางได้รอบด้าน เห็นสายน้ำโขงและสายน้ำคานที่ไหลมาบรรจบกัน และสะพานเหล็กโบราณที่สร้างในสมัยยุคอาณานิคม จุดนี้เป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงของเมือง จนมีคำกล่าวว่า ถ้ามาหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นไปชมพระธาตุพูสี ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึงหลวงพระบาง



ในวันฟ้าเปิดเราสามารถมาชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ที่นี่ บนพระธาตุพูสีมีนักท่องเที่ยวมากพอสมควร แต่ละคนล้วนเตรียมกล้องและขาตั้งมารอคอยถ่ายรูปพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่น่าเสียดายวันนี้ฟ้าปิด เมฆครึ้ม ดูท่าพวกเขาจะไม่ได้ภาพอย่างที่ตั้งใจ บนพระธาตุฉันพบแมวดำหนึ่งตัวเดินไปมา มีเด็กน้อยชาวจีนเดินตามแมว ร้องมี๊มี๊ นัยว่าอยากจะเล่นกับแมว แต่ดูท่าเจ้าเหมียวจะไม่ยอมเล่นด้วยง่ายๆ มันเลยทำทีไม่ใส่ใจนั่งเฉย แล้วเดินจากไป

ค่ำนั้นเราไปเสาะหาข้าวซอยกินกัน แต่ร้านข้าวซอยปิด เราเลยต้องไปลงเอยกันที่ร้านบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติกันอีกรอบ ที่ร้านนั้นฉันเจอกับคนแคนาดาที่เดินทางมาจากเกาะวิคตอเรียด้วย เขาเห็นเสื้อ RRU ที่ฉันใส่ก็เลยทำท่าดีใจ สอบถามใหญ่ว่าฉันมาจากไหน โลกนี้มันกลมดีจริง ทำให้นึกถึงเรื่องของ Hrach (อาจารย์ของฉันที่ RRU) เขาเดินทางไปเที่ยวเวียดนาม แล้วก็ไปเจอชาวแคนาดาคนหนึ่งยืนร้องเพลงวันคริสมาสต์กับเพื่อนๆบนถนนหน้าโรงแรมที่พัก สอบถามกันไปมาปรากฎว่าเขาเป็นเพื่อนบ้านของ Brian (เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเรา) นึกแล้วขำดี เรื่องของ Hrach นี้จะว่าเป็นอารมณ์ขันของจักรวาลก็อาจได้กระมัง เป็นฉันเจอแบบนี้เข้าก็คงตื่นเต้นน่าดูเหมือนกัน

จบเรื่องเที่ยวกันไว้เท่านี้ก่อน  วันพรุ่งนี้จะเป็นการทำงานแวะเยี่ยมวัดต่างๆ ของแล่  เขามาติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่นำโดยคณะสงฆ์ในหลวงพระบาง

Sunday, October 4, 2009

หลวงพระบาง ในฤดูปลายฝนต้นหนาว (ตอน ๑)

จำได้ว่าเกิดแรงบันดาลใจอยากจะไปหลวงพระบางเมื่อหลายปีก่อนจากโปสการ์ดใบหนึ่ง ที่เป็นภาพขาวดำรูปอาคารเก่าๆยุคโคโลเนียลหลังหนึ่ง หากมองผาดๆก็คงจะเห็นเป็นแค่โปสการ์ดใบหนึ่ง แต่เมื่อมองพิศก็จะพบกับความงามและเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิต โปสการ์ดใบนั้นทำให้เกิดความตั้งใจว่าวันหนึ่งฉันจะเดินทางไปหลวงพระบางเพื่อไปตามหาตึกหลังนั้นให้ได้ ยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราววิถีชีวิตและความมีน้ำใจของผู้คนอันเป็นเสน่ห์ของเมืองหลวงพระบาง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากจะไปเที่ยวหลวงพระบางให้ได้ในสักวัน ฉันยังคงเก็บโปสการ์ดใบนั้นไว้มาจนบัดนี้ เป็นโปสการ์ดที่ถ่ายภาพโดย Pattarapong Kongwijit

ในที่สุดฉันก็ได้ตัดสินใจเดินทางไปหลวงพระบาง เมื่อพี่นะและหยีเพื่อนที่ทำงานอยู่เมืองลาวชวนให้ไปช่วยจัดอบรม TOT 1 ให้กับกลุ่มพระที่สนใจการทำงานด้านพัฒนาที่วัดป่านาคูนน้อยที่เวียงจันทร์ ตอนที่ตัดสินใจว่าจะไปนั้นยังไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็เลยเผื่อใจไว้ว่าทริปนี้มีแววว่าอาจต้องลุยเดี่ยว มีความรู้สึกตื่นเต้นปนกังวลใจ เพราะไม่เคยไปและไม่รู้จักใครที่หลวงพระบาง (เพื่อนฉันทำงานอยู่ที่เวียงจันทร์เป็นหลักและช่วงนั้นเขาก็ไม่ว่าง) แต่พอเพื่อนรู้ว่าฉันรู้สึกกังวลใจ เขาก็ช่วยหว่านล้อมแกมบังคับ + สะกดจิต(เพราะพี่แกพูดหว่านล้อมทุกวัน) ให้น้องแล่ น้องชายคนลาวที่เป็นเจ้าหน้าที่โครงการอบรมช่วยไปเป็นไกด์ให้จนได้ เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมในค่ำวันที่ห้า เช้ามืดวันถัดมา ฉันตื่นตั้งแต่ตีสี่ ตื่นเช้ากว่าวันปกติของการอบรมที่ต้องตื่นมานั่งสมาธิตอนตีสี่ครึ่งเสียอีก (ปกติจะตื่นประมาณ ตีสี่ยี่สิบ) เพื่อนเลยแซวว่าสงสัยจะมีอาการตื่นเต้นเหมือนเด็กจะได้ไปเที่ยว (ท่าจะจริงเนาะ)


เดินทางไปถึงท่ารถตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะเข้าใจว่ารถออกตอนหกโมงครึ่ง ปรากฏว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน รถจะออกจริงๆตอนแปดโมงตะหาก หลังจากจองตั๋วรถ นั่งกินกาแฟกับขนมคู่ (ปาท่องโก๋) ที่สถานีรถโดยสารแล้ว ยังเหลือเวลาอีก เกือบสองชั่วโมง เพื่อนก็เลยชวนไปเดินตลาดเช้าที่ทุ่งขันคำ (แปลว่าทุ่งขันทองคำ / คำ = ทองคำ) ไปดูบรรยากาศยามเช้าในตลาดสดเมืองเวียงจันทร์ ที่ตลาดมีผู้คนคึกคัก สินค้าหลากหลาย นอกจากสินค้าที่ผลิตได้เองในเมืองลาวและที่นำเข้าจากเมืองไทยแล้ว ก็มีผักผลไม้จำนวนมากที่เป็นสินค้านำเข้าจากเมืองจีน อาจเรียกได้ว่าจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศลาวในวันนี้




เดินดูบรรยากาศและได้ชิมข้าวจี่จื่น (ข้าวจี่ชุบไข่ทอด) อร่อยดี ไม้ละ ๘ บาท เดาว่าเป็นความอร่อยที่ได้จากแป้งนัวผสมกับไข่ที่ชุบทอด อาหารลาวมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม จีน ฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปียก (ก๋วยจั๊บญวน) เฝอ ข้าวจี่ฝรั่ง (ขนมปังฝรั่งเศสสอดใส้หมูยอ แจ่ว และอื่นๆ) ยำผัก (สลัดผักราดน้ำสลัดผสมถั่วลิสงคั่ว รสชาติจัดจ้าน – แซ่บถูกใจคนมักกินผักเช่นข้าน้อยยิ่งนัก)



ส่วนอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมของลาวนั้นก็มักจะมีแจ่ว ผักและปลาร้าเป็นส่วนผสมหลัก ไม่นิยมปรุงด้วยน้ำมันหรือการทอด แต่จะใช้การต้ม นึ่งเสียส่วนใหญ่ จึงนับว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากๆ รสชาติออกจะกลมกล่อมไม่เผ็ดร้อนเท่าอาหารอีสานของไทย แต่ต้องระวังเรื่องการใส่แป้งนัว (ผงชูรส) ที่อาจจะมีมากเป็นพิเศษ กระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้นำพาแป้งนัวเข้ามาในลาวด้วย แป้งนัวได้ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง มันอยู่ในกับข้าวเกือบทุกชนิดรวมทั้งในถ้วยพริกน้ำปลามะนาว แอบสงสัยว่าถ้าข้าวเหนียวจำเป็นต้องมีรสอื่นที่ไม่ใช่รสข้าวเหนียวเขาก็คงจะใส่แป้งนัวลงไปด้วยแน่ๆ

เดินดูตลาดจนทั่วก็ได้เวลากลับมาขึ้นรถเพื่อออกเดินทางไปหลวงพระบาง เช้านี้ที่ท่ารถผู้คนบางตา เพราะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว จึงไม่มีนักท่องเที่ยวให้เห็นมากนัก รถโดยสารปรับอากาศที่ฉันนั่งมีชาวต่างชาติไม่กี่คนนอกนั้นเป็นคนลาวเสียส่วนใหญ่

หนังสือท่องเที่ยวบอกว่าใช้เวลาเดินทางจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางประมาณ 7-12 ชั่วโมง เจ็ดชั่วโมงที่ว่าคงหมายถึงการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะถ้านั่งรถโดยสารประจำทางนั้นใช้เวลาเฉลี่ยอย่างน้อย 10 ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นสำหรับระยะทางประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตรนั้น เป็นเพราะถนนสายหลักที่ไปหลวงพระบางมีเพียงเส้นเดียว คือถนนสายที่ ๑๓ ที่สร้างตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเมืองลาว เป็นถนนลาดยางสองเลน ทอดยาวลัดเลาะไปตามไหล่เขาและหน้าผาสูง ไม่มีเส้นแบ่งกั้นช่องทางการจราจร การขับรถจึงต้องขับอย่างระมัดระวัง ต้องกะระยะกันวัดใจกันเอาเองเวลารถสวนกัน



เมื่อนั่งรถไปในราวชั่วโมงที่เก้า (ชักจะเมื่อย) ฉันเปรยๆกับน้องแล่ที่ร่วมทางว่า น่าจะเชิญคนขับไปเป็นวิทยากรหัวข้อการใช้ชีวิตช้าๆ เสียจริง พี่แกขับรถได้ช้าดีมาก ต้องขอชมเชยในความใจเย็นรอบคอบและระมัดระวังของพี่เขา

แม้จะนั่งรถนานมาก แต่ทัศนียภาพสองข้างทางนั้นก็สวยงามดีอยู่ มีภูเขาสูงรูปร่างแปลกตาทอดเรียงรายสลับลดหลั่นกันไป เห็นบ้านเรือน และวิถีชีวิตของผู้คนชนเผ่าสองข้างทาง ถามแล่ได้ความว่าคนเหล่านี้คือ ชาวลาวเทิน ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมในแถบนี้ เห็นเด็กๆ ถีบจักรยานกลับมากินข้าวที่บ้านตอนพักกลางวัน เด็กนักเรียนผู้หญิงที่นี่ใส่เสื้อเชิ้ตนุ่งผ้าซิ่นไปโรงเรียน นับเป็นชุดนักเรียนที่ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศไว้ให้เห็นได้

ระหว่างทางรถจะจอดแวะให้กินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารที่บ้านบังกะโล เป็นร้านอาหารอยู่ริมหน้าผา อากาศดีวิวสวย หน้าร้านอาหารก็จะมีชาวบ้านเอาผักและอาหารสดมาวางขายให้คนผ่านทางได้แวะซื้อ ฉันเห็นคนลาวหลายคนแวะซื้อผักสดที่นี่ไปคนละหลายๆกำ มีแม่ค้าเรียกให้ฉันซื้อผักของเขาเหมือนกัน ฉันก็ได้แต่ตอบเขาไปว่า “ซื้อบ่ได้ บ่ได้แต่งกิน” แปลว่า ซื้อไม่ได้เพราะไม่ได้ทำกับข้าวกินเอง

จากจุดแวะพักกินข้าว เราต้องเดินทางไปต่ออีกประมาณห้าชั่วโมงบนเส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาสูง ในที่สุดฉันก็มาถึงหลวงพระบางราวหนึ่งทุ่ม รถมาจอดที่สถานีรถประจำทาง จากที่นั่นเราต้องนั่งรถจัมโบ้ (ตุ๊กๆ) เข้าไปในตัวเมืองอีกประมาณไม่เกินสิบนาที ค่ารถคนละ ๒๐,๐๐๐ กีบ (๘๐ บาท) รถจะจอดที่บริเวณสามแยก ใกล้ๆร้านกาแฟโจมา จากที่นั่นเราต้องเดินไป เพราะตอนกลางคืนถนนเส้นที่เราจะไปจะปิดเพื่อเปิดเป็นตลาดมืด เราเดินอีกไม่ไกลก็ถึงวัดใหม่สุวรรณาราม แล่แวะเอาของไปฝากไว้ที่วัดใหม่ฯ เพราะว่าเขาจะไปนอนพักที่กุฎิของครูบาดีซึ่งเป็นศิษย์รุ่น ๓ในโครงการอบรมและพัฒนาพระสงฆ์ที่แล่ทำงานอยู่ แล่บอกว่าถ้าวัดนี้มีแม่ขาว ฉันคงได้นอนที่วัดกับแม่ขาวไม่ต้องเสียเงินค่าที่พัก อย่างไรก็ตามแถวๆวัดใหม่และบริเวณถนนเส้นนี้มี guest house เยอะมาก จนไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่นอน ยิ่งในฤดูกาลปลายฝนต้นหนาวซึ่งเป็น low season แบบนี้ยิ่งไม่ต้องห่วง มีให้เลือกเหลือเฟือ



จากวัดใหม่เราเดินลัดเลาะหา guest house ใกล้ๆแถวนั้นเพื่อหาที่พักให้ฉัน เราเดินผ่านหน้าวังเจ้าชีวิต (กษัตริย์) ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เลี้ยวเข้าไปในซอยถนนอุ่นเฮือนข้างรั้ววัง ที่นั่นฉันได้ที่พักที่พูสีเกสต์เฮาส์ ในราคาคืนละ 450 บาท เมื่อเก็บข้าวของในที่พักเรียบร้อย เราก็เดินออกมาหาข้าวเย็นกิน ฉันพูดว่าไป “หาข้าวกินกัน” แล่บอกว่า ถ้าพูดว่าไปหาข้าวกิน คนลาวจะหมายถึง มีกับข้าวทำเสร็จแล้วอยู่ในบ้าน ให้ไปตักกินได้เลย แต่กรณีอย่างฉันนี้ต้องพูดว่า “ไปซื้อกิน” จึงจะถูก

อาหารค่ำมื้อแรกในหลวงพระบาง ฉันได้กินอาหารบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติราคาจานละ ๕๐๐๐ กีบ ( ๒๐ บาท) ที่ข้างรั้ววัดใหม่ฯนั่นเอง มีอาหารให้เลือกหลากหลายพอใช้ ในราคามิตรภาพ จะตักมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่ตักได้ครั้งเดียวจานเดียว ปกติหากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวร้านนี้คนจะแน่นมาก ต้องต่อคิวซื้อและม่มีที่นั่งว่างเลย (อ่านจากในเน็ต) แต่วันนี้ ผู้คนบางตา ฉันกับแล่เลยเลือกตักเลือกกินเลือกนั่งได้ตามใจชอบ



หลังจากมื้อค่ำเราก็ไปเดินเตร็ดเตร่ดูข้าวของเที่ยวชมตลาดมืดกัน มีสินค้าหัตถกรรมหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าทอมือ ผ้าปักเย็บลวดลายต่างๆตามแบบฉบับของลาว มีงานไม้งานแกะสลัก และภาพเขียนกระดาษสามากพอควร สังเกตดูแม่ค้าที่นี่หน้าตาสวยงาม น่ารัก กันเกือบทั้งนั้น มีทั้งสาวรุ่นๆ และสาวใหญ่ บางร้านก็มาเป็นครอบครัว บ้างก็เป็นชนเผ่า บางร้านก็เป็นคนหลวงพระบาง ก่อนมาที่นี่หยีกับแล่บอกว่าสาวๆที่หลวงพระบางน่ะสวยๆทั้งนั้น เพราะสมัยก่อนจะมีการคัดเลือกสาวๆหน้าตาดีมาอยู่ที่เมืองนี้เพื่อให้เจ้าชีวิตหรือขุนนางเลือกไปเป็นนางสนม นางกำนัล และมรดกแห่งความงามของคนรุ่นก่อนก็ยังคงตกทอดสืบต่อมามายังสาวๆรุ่นนี้ ไม่รู้ตำนานที่ว่าจะจริงหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ต้องยอมรับว่าสาวๆที่นี่ส่วนใหญ่หน้าตาสวยงามสมคำร่ำลือ


แม่ค้าพ่อค้าทุกคนจะทักทายนักท่องเที่ยวด้วยคำว่า “สะบายดี” คำว่าสบายดีจึงเป็นคำที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบทุกคนฟังเข้าใจและพูดได้ชัด แล่บอกว่าถ้าเป็นช่วง high season เราแทบจะไม่มีที่เดินและต้องไหลไปกับผู้คน แต่ตลาดมืดในวันนี้มีแม่ค้ามากกว่านักท่องเที่ยว ถนนโล่งว่าง เราก็เลยเดินได้อย่างสบายๆ แถมยังสามารถต่อรองขอลดราคาสินค้าได้มากกว่าฤดูกาลท่องเที่ยว ฉันได้แวะซื้อผ้าพาดไหล่ที่เพิงแถวๆนั้น แม่ค้าน่ารัก หยิบสินค้าให้เลือกแบบเต็มใจมาก ฉันยังไม่ทันจะเอ่ยปากว่าอะไร ผ้าทอลายสีสันต่างๆ ก็มาแผ่ปูวางให้เลือกสรรมากมายตรงหน้า ฉันเลือกผ้าและของฝากมาได้สี่ห้าชิ้น พอจ่ายเงินเสร็จแม่ค้าสาวสวยรีบเอาเงินไปแตะๆสินค้าในร้านให้ทั่วๆ พลางบอกว่าวันนี้เราได้มาประเดิมร้านเขา

หลังจากเดินชมตลาดและบรรยากาศยามค่ำต่อไปอีกจนเกือบสุดถนน เราก็แยกย้ายกันกลับไปที่พัก ฉันบอกแล่ว่าพรุ่งนี้จะตื่นมาใส่บาตรข้าวเหนียว มาหลวงพระบางทั้งทีจะพลาดโปรแกรมสุดฮิตนี้ได้ไง ก็เลยนัดกันว่าเราจะมาเจอกันอีกทีที่บริเวณตักบาตรข้างรั้ววัดตอนหกโมงเช้าวันพรุ่งนี้