Showing posts with label relationship. Show all posts
Showing posts with label relationship. Show all posts

Wednesday, February 22, 2012

แผลเก่า - โจทย์เก่า -จิตใต้สำนึก


เวลาที่แผลเก่า-โจทย์เก่าผุดปรากฎขึ้นในจิตใต้สำนึกผ่านความฝันในยามหลับนั้น มันให้ความรู้สึกเจ็บลึกหนักๆแบบหน่วงๆไม่แพ้รสชาดของแผลสดใหม่เลยทีเดียว (ทำเอากูตื่นตอนตีสอง) จะต่างกันก็แค่ระดับความฉูดฉาดบาดจิตเท่านั้นที่อาจจะน้อยกว่า แต่ระดับความหน่วงหนักนั้นเหนือชั้นกว่ากันหลายเท่านัก ...ใครบ้างไม่เคยมีแผลเก่า – โจทย์เก่า ที่เก็บฝังไว้ในจิตใต้สำนึก...


บางทีการผุดปรากฎนี้อาจจะกำลังพยายามบอกข้อความอะไรบางอย่างให้แก่เรา เป็นข้อความที่เราควรรับฟัง หากว่าเราไม่แตกตื่นหรือกลัวจนเกินไป ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าข้อความนั้นคืออะไร แต่มันทำให้ฉันต้องลุกขึ้นมานั่งเขียนถึงเรื่องนี้ตอนตีสอง


หลายครั้งเราอาจจะเข้าใจไปเองว่าแผลนั้นมันได้รับการเยียวยาแล้ว มันหายไปแล้ว เพราะเราไม่เคยนึกถึงมันอีกเลย แต่ใครจะไปรู้บางทีแผลนั้นยังไม่หายไปไหน เพียงแค่เราเก็บกดและโปกปูนปิดทับมันไว้ในก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกเท่านั้นเอง การเก็บกดและโปกปูนปิดทับ คือ หนึ่งในกลไกของการป้องกันตัวเอง การเยียวยาตัวเองตามธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนดีพอ ยังไม่เซียนพอที่จะก้าวข้ามบาดแผลนั้นไปได้อย่างสง่างาม


แผลเก่า – โจทย์เก่าของฉันคือเรื่องของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เป็นโจทย์ความรักในครั้งก่อนเก่าเมื่อหลายปีที่ผ่านพ้น แม้ในอดีต(ในช่วงที่พลังชีวิตยังรุ่งโรจน์)จะมีความรักผ่านเข้ามาในชีวิตหลายครั้ง และแต่ละครั้งก็ได้ฝากร่องรอยประทับไว้บนจิตใจแตกต่างกันไป แต่มีอยู่สองสามครั้งที่ฝากร่องรอยที่บาดลึกเอาไว้ กับครั้งที่ฝันถึงนี้เป็นหนึ่งในร่องรอยที่เจ็บลึกมาก—ไม่แน่ใจว่ามากที่สุดหรือไม่ (แต่เอาเป็นว่ากูยังไม่ลืมแม้จะคิดไปเองว่าลืมไปแล้ว)


บาดแผลจากความสัมพันธ์เก่าก่อนนี้ยังคงส่งผลมายังความสัมพันธ์ต่างๆในครั้งต่อๆมา (โดยที่ฉันไม่รู้ตัว) มันทำให้ฉันมักหลงรักหรือหลงชอบคนผิด คนที่รู้ว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่มีวันจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข คนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ เมื่อแรกคบจะมองไม่เห็น แต่เมื่อรู้จักกันมากเข้า ฉันจะมีความรู้สึกหวาดหวั่น หวาดระแวงปรากฎขึ้นมาและพัฒนาไปจนถึงขั้นของความหวาดกลัว และทำให้ฉันเลือกที่จะยุติความสัมพันธ์เหล่านั้นมากกว่าจะอดทนรอคอย เฝ้าดูและเติบโตไปกับมัน


อาการหวาดระแวงจากแผลเก่าที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกนี้ อาจจะส่งผลเชื่อมโยงถึงการเลือกแมวที่เก็บมาเลี้ยง (ของคล้ายกันจะดึงดูดเข้าหากกันโดยธรรมชาติ) แมวตัวปัจจุบันที่เก็บมา (นังหนูทัมมะ) อดีตคือลูกแมวหลงทางข้างถนน ที่มีโจทย์เก่าคือฝูงหมาที่ไล่เห่ามันจนมันไปจนมุมอยู่บนกำแพง จนกระทั่งมีคนได้ยินเสียงและเดินตามไปช่วยมันลงมาจากกำแพง ฉันไม่รู้ว่าทัมมะผ่านอะไรมาบ้างในชีวิตก่อนที่จะมาเจอกับฉัน แต่สิ่งที่ส่งผลจากประสบการณ์ในอดีตทำให้ทัมมะเป็นแมวขี้หวาดระแวงตัวหนึ่ง มันจะไม่ไว้วางใจอะไรง่ายๆ และจะอาละวาดโวยวาย ร้องขู่เสียงดัง เมื่อต้องเจอกับสถานที่ผิดแปลกไปจากเดิม โดยเฉพาะสิ่งที่มันคิดว่าเป็นการคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นการพาไปหาสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาล (มันร้องลั่นและอาละวาดกัดเขาจนเป็นที่เลื่องลือในบรรดาหมอและผู้ช่วย) มันไม่ไว้วางใจแมวตัวไหนง่ายๆ มีระยะห่างกับแมวด้วยกัน ส่วนกับหมานั้นถ้าเห็นหมาเมื่อไหร่ ทัมมะจะวิ่งหนีขึ้นไปอยู่บนกำแพงเมื่อนั้น

ข้อดีของการนี้คือ ทำให้มันไม่เสี่ยงกับอาการบาดเจ็บและถูกทำร้ายจากหมาตัวไหน แต่ข้อเสียคือ บางทีถ้าเจอหมาดีๆที่เป็นมิตรกับแมว มันก็พลาดโอกาสที่จะได้เป็นเพื่อนกับหมาตัวนั้นไป


ลองมองย้อนดู ปมความสัมพันธ์ต่างๆในชีวิตนั้น อาจจะย้อนไปไกลได้ถึงปมความสัมพันธ์ในวัยเด็กที่มีกับพ่อ ฉันแปลกใจมากที่พบว่าตัวเองไม่ค่อยรักพ่อ (อย่างน้อยก็รู้สึกว่ารักพ่อน้อยกว่าแม่ -- โชคดีที่ตอนนี้พ่อตายไปแล้ว ก็เลยสารภาพได้โดยไม่ต้องกลัวพ่อเสียใจ) ทั้งที่พ่อรักฉันมากไม่แพ้ลูกคนไหน แต่ฉันกลับรู้สึกว่าถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะอยู่ใกล้ๆพ่อเท่าใดนัก หากเลือกได้ขออยู่กับแม่ใกล้ๆแม่ดีกว่า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับฉัน ตอนไหนยังไง จึงส่งผลให้มีความรู้สึกแบบนี้ อาจเป็นเพราะเวลาโมโห พ่อมักจะโมโหร้ายเสียงดังและตีเจ็บ และมักควบคุมอารมณ์ไม่ได้ งั้นหรือ? ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันค้นพบว่าความรักที่มีต่อพ่อได้ปรากฎให้เห็นชัดเจนตอนที่พ่อตายจากไปแล้ว...


ลองกลับมามองดูความฝันเรื่องแผลเก่า-โจทย์เก่ากันอีกที ในความฝันนั้น ฉันเห็นเขาแวะมาเยี่ยมเยียนทำธุระบางอย่างกับเพื่อนเก่า (ซึ่งเป็นเพื่อนๆของฉันด้วย) ทันทีที่เห็นโจทย์เก่า ฉันก็หาทางวิ่งหนีสุดชีวิต มีความรู้สึกรังเกียจ หวาดกลัว-หวาดหวั่นที่จะต้องพบเจอเผชิญหน้าหรือพูดคุยด้วย การวิ่งหนีนั้นส่งผลให้ฝูงหมาในบริเวณนั้น(ในความฝัน) เห่าเสียงดังและไล่ตามมา ฉันต้องโยนของบางอย่างทิ้งเพื่อดึงความสนใจของฝูงหมา เขาได้ยินเสียงฝูงหมาก็วิ่งตามมาเอ็ดตะโรดุด่าหมาเหล่านั้นเสียงดัง (โดยที่ไม่รู้ว่าหมามันตื่นเพราะฉันวิ่งหนีเขา) ในความฝันใจฉันเต้นแรง แตกตื่น ความรู้สึกรังเกียจ ขยะแขยงโจทย์เก่าผุดปรากฎขึ้นมาชัดเจนรุนแรง

ในขณะที่วิ่งหนี ฉันวิ่งผ่านฝูงชนในสนามกีฬา มีผู้ชายหลายคนยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆอยู่รอบๆสนาม และมีบางคนที่ฉันรู้จัก-แอบสนใจ กำลังนั่งมองฉันอยู่ในขณะที่ฉันวิ่งผ่านไป น่าเสียดายฉันพลาดโอกาสที่จะได้หยุดแวะคุยกับเขา เพราะตอนนั้นฉันกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความตื่นกลัว --- วิ่งหนีจนกระทั่งฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกลัว เจ็บ รังเกียจ ขยะแขยงและแตกตื่นนั้นเอง


ฉันยังไม่รู้ว่าความฝันนี้กำลังจะบอกอะไร แต่มันคงมีข้อความสำคัญบางอย่างที่ต้องใคร่ครวญ เพื่อการค้นพบบางอย่างที่นำมาซึ่งการเยียวยา -- ตอนนี้ยังไม่เข้าใจจึงขอบันทึกเก็บเอาไว้ก่อน บางทีในวันข้างหน้าฉันอาจจะค้นพบคำตอบได้เองในที่สุด

Thursday, April 14, 2011

หน่ออ่อนต้นออมบู

จากหนังสือ "ฉันจะเล่าให้คุณฟัง" เขียนโดย ฆอร์เฆ่ บูกาย แปลโดย เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ



ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งขนาดเล็กมากจนไม่ปรากฎอยู่ในแผนที่ประเทศ เล็กมากเสียจนมีจัตุรัสขนาดจิ๋วเพียงแห่งเดียว และกลางจัตุรัสนั้นก็มีต้นไม้ขึ้นอยู่เพียงต้นเดียว


อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็รักหมู่บ้าน จัตุรัสและต้นไม้ของพวกเขา ต้นไม้ที่ว่านี้คือต้นออมบูขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กลางจัตุรัสพอดิบพอดี นอกจากนี้มันยังเป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวันของชาวบ้านอีกด้วย ทุกเย็นราวๆหนึ่งทุ่มหลังเลิกงานแล้ว ชาวบ้านทั้งชายและหญิงจะนัดพบกันที่จัตุรัสแห่งนี้ ทุกคนอาบน้ำหวีผมและแต่งตัวสวยหล่อเพื่อจะมาเดินเล่นรอบต้นออมบูสักรอบ - สองรอบ



ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวและพ่อแม่ของคนหนุ่มสาวต่างมาพบปะสังสรรค์กันใต้ต้นออมบูนี้ ณ ที่แห่งนั้นมีการเจรจาธุรกิจสำคัญๆ มีการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับหมู่บ้าน มีการจัดงานแต่งงาน มีพิธีรำลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ทุกอย่างดำเนินเช่นนี้มาหลายสิบปี



วันหนึ่งสิ่งแปลกประหลาดน่าทึ่งก็เริ่มเกิดขึ้น กล่าวคือ มีกิ่งไม้เล็กๆสีเขียวแตกออกบริเวณรากด้านข้างของต้นออมบู ใบน้อยๆทั้งสองของมันชูรับแสงแดด ต้นออมบูไม่เคยแตกหน่อเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

หลังจากอารมณ์ตื่นเต้นผ่านพ้นไปมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานเลี้ยงฉลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น



แต่คณะผู้จัดงานก็ต้องแปลกประหลาดใจเมื่อรู้ว่ามีชาวบ้านบางคนไม่ได้มาร่วมดื่มฉลอง เพราะคิดว่าหน่อที่แตกออกจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย


หลังจากนั้นไม่กี่วันหน่อที่สองก็โผล่ขึ้น เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนก็มีกิ่งเล็กๆสีเขียวนับรวมได้กว่ายี่สิบกิ่งแตกออกมาจากรากสีเทาของต้นออมบู


แต่แล้วความปีติยินดีของบางคน และความเพิกเฉยของคนบางกลุ่มก็คงอยู่ไม่นาน วันหนึ่งยามที่เฝ้าจัตุรัสเตือนให้ทุกคนรู้ว่าต้นออมบูเก่าแก่ต้นนี้เริ่มจะมีบางอย่างผิดปกติ ใบของมันเริ่มเหลือง เหี่ยวเฉาและร่วงหล่นลงง่ายดาย เปลือกไม้ที่เคยสมบูรณ์กลายสภาพเป็นเปลือกไม้แห้งกรอบ


คนยามวินิจฉัยว่า "ต้นออมบูกำลังป่วย มันอาจจะใกล้ตายก็ได้"


บ่ายวันนั้นเองขณะเดินเล่นในช่วงเย็น ทุกคนเริ่มถกกันถึงเรื่องนี้ บางคนเริ่มจะบอกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของกิ่งเล็กๆ เหล่านั้น เหตุผลของกลุ่มนี้คือ ทุกอย่างเป็นปกติดีก่อนที่พวกมันจะโผล่ออกมา


ฝ่ายกลุ่มพิทักษ์หน่อก็แย้งว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกัน หน่อที่แตกออกมาเป็นสิ่งรับประกันอนาคต หากเกิดอะไรขึ้นแก่ต้นออมบูจริงๆ


ความคิดเห็นแตกต่างนี้เป็นที่มาของการเผชิญหน้ากันของทั้งสอง คือ กลุ่มที่สนับสนุนต้นออมบู และกลุ่มที่สนับสนุนหน่อ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนับวันทั้งสองฝ่ายยิ่งทะเลาะกันหนักขึ้นและห่างเหินกันมากขึ้นทุกทีๆ ครั้นกลางคืนทั้งหมดก็ตกลงจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมหมู่บ้านวันถัดไป ทั้งนี้เพื่อทุกคนจะได้ไปสงบสติอารมณ์กันเสียก่อน


แต่แล้วก็ไม่มีใครระงับอารมณ์ตนเองได้ เพราะในที่ประชุมวันถัดมา กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูซึ่งเป็นชื่อที่พวกเข้าตั้งขึ้นชี้แจงว่า วิธีการแก้ปัญหาคือกลับไปเป็นเหมือนเดิม หน่อที่เกิดขึ้นกำลังทำให้ต้นออมบูชรานั้นหมดแรงลงเรื่อยๆ พวกมันทำตัวเหมือนวัชพืช ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือกำจัดพวกมันเสีย


ด้านกลุ่มพิทักษ์ชีวิต ชื่อที่พวกเขาเลือกกันขึ้นมาเอง ฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะได้คิดหาหนทางแก้ปัญหามาแล้วเช่นกัน ทางออกของกลุ่มนี้คือ ตัดต้นออมบูทิ้งเพราะมันสิ้นอายุขัยแล้ว หากปล่อยไว้ก็รังแต่จะแย่งแสงแดด แย่งน้ำหน่อที่เพิ่งแตกออกมาเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปกป้องต้นออมบู เพราะแท้จริง มันก็มีสภาพไม่ต่างจากต้นไม้ที่ตายแล้ว


หลังจากเถียงกัน ลงท้ายก็จบด้วยการทะเลาะวิวาท ตะโกนด่าทอ เตะต่อยกันชุลมุน ตำรวจเข้ามาสลายเหตุวิวาทแล้วสั่งให้ทุกคนกลับบ้านไปเสีย


คืนนั้นเองกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูประชุมกัน ลงความเห็นว่า สถานการณ์มาถึงจุดวิกฤตแล้ว ทำอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่รับฟังเหตุผล เห็นทีต้องลงมือจัดการเสียที ว่าแล้วพวกเขาก็คว้ากรรไกร เสียม พลั่ว มุ่งหน้าไปจัดการให้รู้แล้วรู้รอด คิดว่าเมื่อหน่ออ่อนถูกทำลายสิ้นซากการเจรจาก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย


พวกเขาเดินมาถึงจัตุรัสด้วยหัวใจพองโต เมื่อเข้าใกล้ต้นออมบูก็สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสุมฟืนรอบๆต้นไม้ ที่แท้คือกลุ่มพิทักษ์ชีวิตซึ่งกำลังจะจุดไฟเผาต้นออมบูนั่นเอง ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มทะเลาะกันอีกแต่คราวนี้มือของพวกเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความเจ็บปวดและประสงค์จะทำลาย


ระหว่างการทะเลาะวิวาทหน่อเล็กหน่อน้อยก็โดนเหยียบย่ำทำลาย ต้นออมบูก็โดนทำร้ายบริเวณลำต้นและกิ่งด้วย ลงท้ายคืนนั้นคนกว่ายี่สิบคนจากทั้งสองฝ่ายถูกหามเข้าโรงพยาบาล บาดเจ็บมากน้อยต่างกันไป

เช้าวันรุ่งขึ้นจัตุรัสดูแปลกตาเพราะกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเอารั้วไปล้อมต้นไว้ มีคนสี่คนยืนถืออาวุธเฝ้าอยู่ด้วย ส่วนกลุ่มพิทักษ์ชีวิตก็ขุดหลุมรอบๆหน่อ เพื่อวางรั้วลวดหนามล้อมเพื่อป้องกันการบุกรุกทุกรูปแบบ


ชาวบ้านอื่นๆก็ย่ำแย่เช่นกัน แต่ละฝ่ายพยายามนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองและบังคับให้ชาวบ้านเลือกข้าง ต่างหวังให้ฝ่ายตนมีผู้สนับสนุนมากกว่า ใครปกป้องต้นออมบู คือศัตรูของกลุ่มพิทักษ์ชีวิต และใครปกป้องหน่ออ่อนที่แตกออกมาก็ย่อมเกลียดกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเข้าไส้


ในที่สุดทุกคนตกลงจะนำเรื่องให้ผู้พิพากษาด้านสันติภาพตัดสิน ซึ่งในเวลานั้นคือบาทหลวงของโบสถ์เล็กๆแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ในวันอาทิตย์ถัดไป


ประชาชนซึ่งถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายโดยมีเชือกมากั้นไว้ต่างด่าทอกันไปมา เสียงตะโกนโหวกเหวกจนไม่มีใครฟังอะไรรู้เรื่อง


ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก ผู้เฒ่าถือไม้เท้าเดินออกมา สายตาของทั้งสองฝ่ายคอยจับจ้อง ผู้เฒ่าอายุกว่าหนึ่งร้อยปีเป็นผู้ก่อต้ังหมู่บ้านเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่ม เป็นคนวางผังถนนหนทาง แบ่งที่ดินให้ทุกคน และแน่นอนว่าเป็นคนปลูกต้นออมบูต้นนี้ ทุกคนเคารพท่านผู้เฒ่ามาก ท่านเป็นผู้มีวาจาแหลมคมมาตลอด


ผู้เฒ่าบอกปัดแขนที่ยื่นมาช่วยพยุง และค่อยๆเดินขึ้นเวทีอย่างยากลำบาก ท่านเอ่ยว่า

"พวกโง่เอ๊ย" ท่านพูด " พวกเจ้าเรียกตัวเองว่ากลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู กลุ่มพิทักษ์ชีวิต--ผู้พิทักษ์อย่างนั้นรึ พวกเจ้าปกป้องอะไรไม่ได้หรอก เพราะพวกเจ้าเพียงมุ่งทำร้ายคนที่คิดแตกต่างเท่านั้น"


"พวกเจ้าไม่รู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง ผิดทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ" "ต้นออมบูไม่ใช่หิน มันเป็นสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้นมันจึงมีวงจรชีวิตของมันเช่นกัน วงจรนั้นรวมถึงให้กำเนิดชีวิตใหม่เพื่อสืบต่อหน้าที่ของมัน นั่นหมายความว่ามันแตกหน่อ เพื่อต่อไปหน่อเหล่านั้นจะได้กลายเป็นต้นออมบูต้นใหม่"


"แต่หน่อเหล่านั้น พวกโง่เง่าเอ๊ย มันไม่ใช่แค่หน่อ มันมีชีวิต อยู่เองไม่ได้ดอก หากต้นออมบูตายไปชีวิตของต้นออมบูจะไม่มีความหมายอะไร หากให้กำเนิดชีวิตใหม่ไม่ได้"


"เตรียมตัวไว้ให้ดีกลุ่มพิทักษ์ชีวิต หมั่นฝึกซ้อมและเตรียมอาวุธไว้ให้พร้อม ไม่ช้าก็จะถึงเวลาที่พวกเจ้าจะได้เผาบ้านซึ่งพ่อแม่ของพวกเจ้าอยู่ข้างใน อีกไม่นานพวกนั้นก็จะเริ่มแก่เฒ่า และจะเริ่มเกะกะขวางทางเดินของพวกเจ้า "


"เตรียมตัวไว้ให้ดี กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู ซ้อมกับหน่อพวกนี้ไปก่อน พวกเจ้าต้องเตรียมพร้อมที่จะเหยียบย่ำและฆ่าลูกๆของพวกเจ้า เมื่อพวกนั้นอยากขึ้นมาแทนที่ หรืออยากมีอำนาจเหนือกว่า"


"แล้วนี่รึที่พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์ สิ่งเดียวที่พวกเจ้าต้องการคือ ทำลาย แล้วก็ยังไม่รู้ตัวอีกว่า ทำลายกันไป ทำลายกันมา พวกเจ้ากำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการปกป้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คิดกันให้มากสักหน่อย เหลือเวลาไม่มากนักดอก"


พอกล่าวจบผู้เฒ่าก็เดินลงจากเวทีช้าๆ ตรงไปที่ประตูท่ามกลางความเงียบของทุกคน-- แล้วก็เดินจากไป...


Tuesday, September 15, 2009

บนเส้นทางของความสัมพันธ์


เมื่อเร็วๆนี้ได้รับทราบข่าวคราวของเพื่อนคู่หนึ่ง เป็นคู่ที่เรารู้จักตั้งแต่เขายังคบเป็นแฟนกัน จนกระทั่งแต่งงานมีลูกสาวหนึ่งคน ยังจำได้ถึงภาพครอบครัวเล็กๆที่น่ารักของสามคนพ่อแม่ลูก ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่เรารู้สึกชื่นชมเสมอในความสามารถและความมีน้ำใจ

ข่าวคราวล่าสุดที่ทราบคือ หลังจากใช้ชีวิตคู่กันมาร่วม 10 ปี มาบัดนี้ความสัมพันธ์ดูคล้ายจะเปราะบางและอ่อนไหว ฝ่ายชาย(คือรุ่นพี่ที่เรานับถือ)เขียนจดหมายบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา บอกเล่าถึงความหวั่นไหว ไม่มั่นคง ความเสียใจ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้ตื่นรู้และเติบโตขึ้นจากปัญหาที่เผชิญในความสัมพันธ์อย่างมากมาย มีหลายคำถามที่เขาถามแล้วทำให้เราได้คิด เขาถามว่าในช่วงหลายขวบปีที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานั้น มันคงมีบางสิ่งที่เขาคุ้นชินและละเลยไป จนทำให้เมื่อถึงวันนี้มันก็สายเกินสำหรับฝ่ายหญิงที่จะย้อนกลับมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง

ภรรยาของเขา (เพื่อนของเรา) ได้บอกกับสามีอย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงตอนนี้มันเลยจุดนั้นของความสัมพันธ์ไปแล้ว เลยจุดที่เธอจะหวนย้อนคืน เธอไม่พบว่าตนเองยังรักเขาอีกต่อไป และเธอต้องการอิสระภาพเพื่อได้ทำตามในสิ่งที่ตนเองเคยฝันไว้ อาจเป็นเพราะการต้องแบกรับภาระแห่งการเป็นภรรยาและเป็นแม่ ทำให้ความฝันเหล่านั้นถูกเก็บงำซุกซ่อนไว้มายาวนานนับหลายปี

แม้ถึงตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ยังคงอ่อนไหวและเปราะบาง ไม่อาจล่วงรู้ผลลัพธ์ในบั้นปลาย เรายังคงรู้สึกชื่นชมคนทั้งคู่ ชื่นชมในความกล้าหาญที่จะเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาของฝ่ายชาย ชื่นชมในความกล้าในการตัดสินใจเพื่อไล่ตามความฝันของฝ่ายหญิง ชื่นชมในความกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่เป็นอยู่ และเลือกที่จะเติบโตขึ้นจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่

เรื่องนี้สำหรับเราแล้ว คงไม่ใช่คำถามว่า แล้วใครถูกหรือใครผิด แต่คงเป็นคำถามว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะเลือกเติบโตขึ้นจากมันอย่างไร

บนเส้นทางของความสัมพันธ์นั้นไม่มีคำตอบตายตัว ไม่มีการการันตีใดๆ ความเปลี่ยนแปลงต่างหากคือที่ดำรงอยู่ในคุณภาพของความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์คือโอกาสที่จิตวิญญาณจะได้เติบโตอย่างที่ตนต้องการ

จิตวิญญาณสองดวงเลือกที่จะพบกัน บางทีก็เพื่อที่จะเติบโตด้วยกันไปสักระยะ ก่อนจะตัดสินใจแยกย้ายหรือแยกทาง หากแต่บางครั้งก็อาจจะเลือกที่จะเติบโตด้วยกันไปจวบจนสิ้นอายุขัยในช่วงชีวิตนี้ (เราล้วนเกิดและตายมาหลายชาติภพ มีคู่แท้มากมายที่ได้ผ่านพบในแต่ละชาติ)

ทางเลือกในชีวิตมีมากมายหลายเส้นทางที่ทับซ้อนและโยงใยพาดผ่านกันไปมา เมื่อชีวิตมาถึงทางแยก และเมื่อจำเป็นต้องเลือก ก็ขอให้เราได้เลือกอย่างกล้าหาญ ซื่อสัตย์และจริงใจต่อตนเอง