Showing posts with label NVC. Show all posts
Showing posts with label NVC. Show all posts

Tuesday, March 15, 2011

งานอาสาสมัครกับการแก้ปัญหาเชิงสันติวิธี


สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระบวนการเคลื่อนไหวทางสันติวิธีของกลุ่มต่างๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม สถาบันวิชาการ ภาครัฐและเอกชน เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายที่เป็นคู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมือง ทั้งนี้การที่จะขับเคลื่อนงานด้านสันติวิธีได้อย่างมีพลังส่งผลต่อสังคมในวงกว้างนั้นจำเป็นต้องใช้อาสาสมัครที่ใส่ใจปัญหาบ้านเมืองและมีความสนใจหรือมีศรัทธาในพลังของสันติวิธีมาร่วมขบวนการ แต่การระดมหาอาสาสมัครที่สนใจการทำงานด้านสันติวิธีนั้นไม่ง่ายนัก เพราะการเคลื่อนไหวงานด้านสันติวิธีในเมืองไทย มีทั้งจุดอ่อน-จุดแข็ง และมีเหตุปัจจัยและตัวแปรแวดล้อมที่เป็นทั้งอุปสรรคและโอกาสต่างๆหลายประการ บทความนี้มุ่งนำเสนอภาพรวมของงานอาสาสมัครด้านสันติวิธีในเครือข่ายสันติวิธี (Nonviolence Network)ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยจะวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ปัจจัยที่เป็นโอกาสและอุปสรรคในการทำงาน รวมทั้งข้อเสนอแนะที่จำเป็นต่อการพัฒนางานอาสาสมัครกับการแก้ปัญหาเชิงสันติวิธีใน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มอาสาสมัครสันติวิธีมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และบทบาทอย่างสำคัญในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองในปี ๒๕๕๓ จากเดิมที่ต่างกลุ่มต่างแยกส่วนกันทำงานไม่มีการเชื่อมประสานกันอย่างเป็นรูปธรรมมากนักในช่วงก่อนหน้านั้น (ปี ๒๕๔๗-๒๕๕๑) ในปี ๒๕๕๓ นี้กลุ่มองค์กรภาคเอกชนและสถาบันทางวิชาการได้รวมตัวกันก่อตั้ง เครือข่ายสันติวิธีขึ้น ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓ โดยกลุ่มที่รวมตัวกันเหล่านี้ประกอบด้วย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายพุทธิกา กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย นอกจากกลุ่มต่างๆเหล่านี้แล้ว เครือข่ายฯยังมีการเชื่อมประสานการขับเคลื่อนงานกับกลุ่มภาคประชาสังคมอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีในช่วงเวลานั้นด้วย[1] การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เช่นนี้ช่วยสร้างความเป็นเอกภาพของการทำงานและเพิ่มศักยภาพในการเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีต่อทุกฝ่ายมากขึ้น

กลยุทธ์และรูปแบบกิจกรรม

เครือข่ายฯได้มีการปรับกลยุทธ์และรูปแบบกิจกรรมซึ่งมีหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มต่างๆมากขึ้น กล่าวคือ มีกิจกรรมรณรงค์ต่อสาธารณชน การจัดแถลงข่าว การยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและแกนนำผู้ชุมนุม กิจกรรมสัมมนาทางวิชาการ กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน กิจกรรมเพื่อนรับฟัง กิจกรรมต่างๆเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ จุดแข็งและข้ออ่อนแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้

กิจกรรมรณรงค์ต่อสาธารณชน และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น บิณฑบาตความรุนแรง จุดเทียนภาวนา รถไฟฟ้ามหาสติ (สันติไม่รุนแรง) ชูป้ายผ้ารณรงค์เรื่องสันติวิธี กำแพงสันติภาพ (ศิลปะเพื่อสันติภาพ) เดินเพื่อสันติปฏิบัติการหยุดฆ่า ฯลฯ เป็นมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและกระตุ้นความสนใจของสาธารณชนวงกว้างเพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนของมวลชนในการกดดันไม่ให้คู่กรณีใช้ความรุนแรงต่อกัน มีจุดเด่นคือ ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านสันติวิธีมาก่อน ทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนทั่วไปได้มีโอกาสแสดงจุดยืนและความต้องการสันติภาพของตนให้สังคมได้รับรู้ สามารถระดมอาสาสมัครและผู้เข้าร่วมได้จำนวนค่อนข้างมาก เป็นกิจกรรมไม่มีความเสี่ยงมากนัก เพราะจัดในพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย กิจกรรมประเภทนี้สามารถช่วงชิงพื้นที่สื่อได้ดี สื่อกระแสหลักให้ความสนใจค่อนข้างมากทำให้ประเด็นเรื่องสันติวิธีเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ข้ออ่อนคือสามารถสื่อสารหรือแตะเรื่องความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีได้ในระดับผิวเผิน ไม่สามารถสร้างความเข้าใจในระดับลึกต่อสังคมเกี่ยวกับสันติวิธีได้ มีบางเสียงสะท้อนกล่าวว่ากิจกรรมทำนองนี้เป็นเพียงสีสันสร้างบรรยากาศให้ผู้คนสนใจตื่นตัว แต่ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างจริงจัง

กิจกรรมการจัดแถลงข่าว และยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและแกนนำผู้ชุมนุม มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงจุดยืนและแนวทางของสันติวิธีต่อคู่ขัดแย้งและต่อสังคม เพื่อโน้มน้าวให้คู่ขัดแต่ละฝ่ายแย้งเลือกใช้สันติวิธีในการจัดการกับความขัดแย้ง นำเสนอวิธีการแก้ปัญหาและสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยสันติวิธีต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการชุมนุมโดยสันติ หรือแนวทางการจัดการกับผู้ชุมนุมโดยสันติ การเสนอให้หยุดยิง[2] ข้อเด่นของกิจกรรมเหล่านี้คือ สามารถนำเสนอแนวทางออกด้วยสันติวิธีต่อคู่ขัดแย้งและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอทั้งทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการแก้ไขปัญหาระยะยาว ทีมงานมีการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ข้ออ่อนคือกิจกรรมประเภทนี้มักไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อมากนัก และ การคิดและร่างข้อเสนอได้จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสันติวิธีและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในเชิงลึกและเชิงกว้าง ซึ่งอาสาสมัครที่จะทำหน้าที่นี้ได้มีไม่มากนัก การจัดแถลงข่าวหรือจดหมายเปิดผนึกที่ยื่นเสนอไปนั้นไม่มีหลักรับประกันใดๆ ว่าจะได้รับความร่วมมือหรือการตอบรับในทางที่ดีจากคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่าย

กิจกรรมประชุมเสวนาทางวิชาการ เช่น เสวนาแผนที่ทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งการเมืองไทย จัดขึ้นเพื่อระดมความเห็นจากนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมและผู้ที่สนใจการคิดวิเคราะห์หาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้ง ข้อดีของกิจกรรมประเภทนี้คือ การเปิดพื้นที่เพื่อระดมความเห็นที่หลากหลายบนฐานทางวิชาการและแนวทางแก้ไขที่อาจจะเป็นไปได้ต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ข้อมูลที่ได้รับสามารถนำไปพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการ ข้อเสนอเชิงนโยบายหรือแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาวได้ต่อไป ข้ออ่อนคือ มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมไม่มากนัก สื่อกระแสหลักไม่ค่อยให้ความสนใจทำข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมประเภทนี้มากนัก ทำให้ประเด็นหรือข้อมูลที่ได้จากเวทีเสวนาไม่ได้รับการเผยแพร่หรือสื่อสารออกไปยังสังคมวงกว้าง

กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสันติวิธีที่ท้าทายที่สุดและเพิ่งจะริเริ่มให้มีขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้[3] กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน คือ การจัดให้มีอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง (ประมาณ ๘-๑๐ คน) เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่การชุมนุม และการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมโดยอาสาสมัครจะกระจายตัวอยู่เป็นคู่ๆตามจุดต่างๆของพื้นที่ชุมนุม และในระหว่างการสังเกตการณ์นั้น อาสาสมัครแต่ละทีมจะติดต่อสื่อสารกับทีมอาสาสมัครคนอื่นๆในพื้นที่เป็นระยะๆ และจะการรายงานสถานการณ์กลับมายังสำนักงานกลางของเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ ในกรณีที่สันติอาสาสักขีพยานพบเห็นพฤติกรรมของผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง อาสาสมัครจะทำหน้าที่สื่อสารแจ้งข่าวไปยังหน่วยรักษาความปลอดภัยหรือแกนนำของผู้ชุมนุมเพื่อให้จัดการระงับเหตุหรือเข้ามาตรวจสอบ


นอกจากนี้อาสาสมัครเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นสักขีพยาน ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงหรือเมื่อเกิดเหตุปะทะกัน และรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะในฐานะของฝ่ายที่สามหรือฝ่ายที่เป็นกลาง งานสันติอาสาสักขีพยานนี้ พัฒนามาจากหลักการพื้นฐานในทางทฤษฏีจิตวิทยาสันติภาพที่ว่า การปรากฏตัวหรือการแสดงตนเป็นสักขีพยานของฝ่ายที่สามหรือฝ่ายที่เป็นกลางในสถานการณ์ความขัดแย้งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความรุนแรง หรือการปะทะกันของคู่ขัดแย้งได้ เพราะคู่กรณีแต่ละฝ่ายจะมีความระมัดระวังมากขึ้นในการเคลื่อนไหวและการใช้ความรุนแรงอันอาจจะทำให้ตนสูญเสียความชอบธรรมในการต่อสู้ด้วยสันติวิธีได้ (ดังที่แต่ละฝ่ายประกาศตนว่าต่างก็ใช้แนวทางสันติวิธีในการต่อสู้) ข้อดีของการมีสันติอาสาสักขีพยานคือ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์และช่วยสื่อสารแจ้งข่าวเพื่อระงับเหตุหรือความเสี่ยงที่อาจจะนำไปสู่การปะทะกันภายในที่ชุมนุมแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการให้ข้อมูลการเกิดเหตุในสถานการณ์ความขัดแย้งโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่อสาธารณชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้งานของสันติอาสาสักขีพยานยังช่วยให้การขับเคลื่อนงานด้านสันติวิธีในส่วนอื่นๆ มีความหนักแน่นขึ้นเพราะมีข้อมูลจากการเฝ้าสังเกตการณ์ภายในพื้นที่ความขัดแย้งจริง และยังทำให้งานอาสาสมัครด้านสันติวิธีมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้นในการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อคลี่คลายปัญหาความรุนแรง อย่างไรก็ตามกิจกรรมนี้มีความเสี่ยงสูง เพราะอาสาสมัครอาจจะเผชิญกับเหตุความรุนแรงในที่ชุมนุมโดยไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ อาสาสมัครต้องมีทักษะในการรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นอ่านสัญญาณเตือนภัย การมีความรู้เกี่ยวกับอานุภาพของอาวุธสงครามชนิดต่างๆ เพื่อการป้องกันตัว อาสาสมัครต้องมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยง และมีทักษะในการทำงานเป็นทีม การรับฟัง การวิเคราะห์คัดกรองข้อมูลและการสื่อสารเพื่อลดเหตุปัจจัยที่อาจจะนำไปสู่การขยายตัวของความรุนแรง เพราะการทำหน้าที่สักขีพยานโดยขาดทักษะอาจจะนำไปสู่การขยายตัวของความรุนแรงได้โดยไม่เจตนา กล่าวคือแทนที่อาสาสมัครจะเป็นผู้ช่วยลดความรุนแรง อาจจะกลายเป็นตัวป่วน (Peace spoiler) ก่อให้เกิดความรุนแรงได้ และด้วยเหตุที่มีความเสี่ยงสูงนี่เองจึงทำให้การพิจารณารับอาสาสมัครเพื่อมาทำหน้าที่นี้ต้องมีความรอบคอบระมัดระวัง และจำกัดไว้เฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์ในงานด้านสันติวิธี หรือมีทักษะมากพอเท่านั้น ทำให้มีจำนวนอาสาสมัครมีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ และเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งดำเนินไปจนถึงจุดที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ และไม่สามารถหาทางป้องกันหรือหาผู้ก่อเหตุได้ (เช่น กรณีเหตุระเบิด M79 ที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง หรือกรณีการลอบยิงโดยมือปืนจากระยะไกล) เครือข่ายฯ จึงตัดสินใจระงับการลงพื้นที่ของสันติอาสาสักขีพยานอย่างเป็นทางการเนื่องจากต้องการรักษาชีวิตและความปลอดภัยของอาสาสมัคร

กิจกรรมเพื่อนรับฟัง[4] กิจกรรมนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีเหตุปะทะกันที่บริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ โดยอาสาสมัครจะเดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บทุกฝ่ายที่โรงพยาบาล เพื่อไปรับฟังเรื่องราว ความทุกข์ ความรู้สึกและความต้องการของผู้บาดเจ็บแต่ละฝ่าย โดยอาสาสมัครจะใช้ทักษะของการสื่อสารด้วยรักและกรุณา คือ การฟังและการสะท้อนให้ความเข้าใจด้วยการละวางคำตัดสินที่มีและที่ได้ยิน เพื่อมุ่งค้นหาและทำความเข้าใจความต้องการและคุณค่าร่วมของมนุษย์ เป้าหมายของการรับฟังเช่นนี้เป็นไปเพื่อการเยียวยาจิตใจของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในเบื้องต้น เพื่อให้อาสาสมัครได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในตัวคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย และในกรณีที่ผู้ได้รับบาดเจ็บยินยอมให้นำเรื่องราวไปเผยแพร่ต่อได้บนเว็บไซต์ของเครือข่ายฯ ทีมอาสาสมัครจะเขียนสรุปประเด็นการพูดคุยโดยจะเน้นที่เนื้อหาที่สะท้อนถึงคุณค่าและความต้องการร่วมของมนุษย์ เพื่อให้คนในสังคมที่อาจจะมีอคติหรือการตัดสินต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับรู้และละวางอคติหรือเสียงตัดสินต่างๆลง และมองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวของอีกฝ่ายมากขึ้น

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่าหากสังคมไทยมีการเปิดพื้นที่รับฟังซึ่งกันและกันโดยปราศจากอคติหรือการตัดสินไว้ก่อน จะทำให้เราเห็นหัวใจของความเป็นมนุษย์ในกันและกัน (แม้จะเป็นฝ่ายที่ขัดแย้งกันก็ตาม) และจะนำไปสู่การสร้างพื้นที่ของการสื่อสารเพื่อหาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งได้ในที่สุด

และแม้การชุมนุมจะสิ้นสุดลงแล้วกิจกรรมนี้ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบของโครงการเพื่อนรับฟัง โดยจะมีอาสาสมัครเพื่อนรับฟังที่เดินทางเข้าไปในชุมชนต่างๆที่อยู่ใกล้กับพื้นที่การชุมนุมและจุดเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อรับฟังผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ข้อเด่นของกิจกรรมเพื่อนรับฟังคือ เป็นการเปิดพื้นที่การสื่อสารด้วยความกรุณาเพื่อสร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มีต่อคู่ขัดแย้ง เป็นการเยียวยาในเบื้องต้นผ่านเครื่องมือง่ายๆคือการรับฟัง อาสาสมัครได้พัฒนาทักษะของการสื่อสารและการรับฟังและได้ทำความเข้าใจสถานการณ์จากมุมมองที่หลากหลายของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ข้ออ่อนคือ ลำพังการรับฟังเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถแตะลงไปถึงปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมได้มากนัก และกิจกรรมนี้เป็นปฏิบัติการรับฟังในระดับปัจเจก คือ การฟังแบบตัวต่อตัว ทำให้ขยายผลหรือส่งผลต่อความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมวงกว้างได้ยาก อาจจะต้องใช้เครื่องมือชนิดอื่นๆมาพัฒนาต่อยอดจากการรับฟัง เพื่อให้เกิดผลในการแปลงเปลี่ยนความสัมพันธ์ของคนในสังคมในวงกว้างต่อไป

ตัวอย่างกิจกรรมที่ยกมาทั้งหมดเป็นกิจกรรมหลักๆที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ปฏิบัติการจริง นอกเหนือจากนี้ยังมีกิจกรรมการฝึกอบรม การประกาศเขตอภัยทาน (Safe zone) การเป็นคนกลางแบบเงียบ (quiet mediator) กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายทางสังคม (Facebook, Twitter) การพัฒนาเว็บไซต์สันติวิธี การติดต่อประสานงานกับสื่อกระแสหลักต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ เป็นช่องทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และระดมอาสาสมัคร ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานสันติวิธีด้วยเช่นกันแต่จะไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียดในบทความนี้

แนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

แนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีนั้น อาจจะมีได้ดังนี้

๑. พัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านสันติวิธีให้แก่อาสาสมัครในเรื่องที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งและการลงพื้นที่ปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจเรื่องโครงสร้างสังคม การวิเคราะห์ความขัดแย้ง ความรุนแรง การวิเคราะห์สถานการณ์ การหลบภัยในพื้นที่ที่มีการปะทะกัน การอ่านสัญญาณเตือนภัย ฯลฯ

๒. มีการขยายผลเพิ่มจำนวนของอาสาสมัครผ่านการรับสมัครหรือการอบรม มีการติดตามผลการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง มีกลุ่มในการดูแลเยียวยาและมีระบบพี่เลี้ยงให้แก่อาสาสมัคร มีระบบฐานข้อมูลของอาสาสมัครที่เป็นปัจจุบันและพร้อมใช้งาน

๓. มีการวางแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาว เพื่อพัฒนางานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีให้มีทิศทางที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะขยายผลไปสู่การทำงานกับความขัดแย้งในระดับโครงสร้างหรือระดับวัฒนธรรมต่อไปได้

โดยสรุปแล้วงานอาสาสมัครในการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นงานอาสาสมัครเพื่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ เป็นไปเพื่อระงับเหตุความรุนแรง ลดความเสี่ยงในการใช้ความรุนแรงต่อกันของคู่กรณี รวมทั้งการใช้ความรุนแรงของคนทั่วไปในสังคมที่ไม่สามารถอดทนต่อภาวะตึงเครียดของความขัดแย้งได้ ยังไม่ใช่งานอาสาสมัครที่มุ่งจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมในระยะยาว เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือและความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย

นอกจากนี้อาสาสมัครที่เข้ามาทำงานด้านสันติวิธี โดยส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครเฉพาะกิจ คือจะรวมตัวกันทันทีที่มีความขัดแย้งที่เสี่ยงต่อความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมือง แต่เมื่อเหตุการณ์สงบก็จะแยกย้ายกันไปทำภารกิจของตน ทำให้ขาดการเชื่อมต่องานหรือการร่วมกันพัฒนางานในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่ในอีกแง่หนึ่งงานอาสาสมัครที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเป็นงานเฉพาะกิจ แต่ก็นับเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้การใช้เครื่องมือและทักษะต่างๆของสันติวิธีในสถานการณ์จริง ผ่านการลองผิดลองถูกเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และทักษะเรื่อยมา เพื่อสามารถให้นำไปใช้ในการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งทางสังคมได้ต่อไป

แม้งานอาสาสมัครกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีในสังคมไทยในปัจจุบัน อาจจะยังไม่เห็นผลของการคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนนักในตอนนี้ เพราะแท้จริงแล้วงานด้านสันติวิธีเป็น การทำงานกับความคิดของคนในสังคม จึงอาจจะต้องใช้เวลายาวนานร่วมทศวรรษกว่าเราจะเห็นการผลิดอกออกผลของการลงแรงทำงานหว่านเมล็ดพันธุ์ในเรื่องนี้ แต่ก็ขอให้เรามีความหวังอยู่เสมอว่าในที่สุดแล้วสังคมจะเรียนรู้ว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา และการเลือกใช้สันติวิธีอย่างแท้จริงจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนกว่า





[1] จดหมายเปิดผนึกถึงภาคสื่อโทรทัศน์ที่เครือข่ายสันติวิธีร่วมเป็น ๑๖ องค์กรภาคประชาสังคม ยื่นในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓ และ เครือข่ายสันติวิธีกับองค์กรภาคประชาสังคมลงนามข้อเสนอต่อรัฐบาลและนปช.เพื่อถอดสลักความรุนแรง วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://nonviolencenetwork.com/taxonomy/term/1

[2] ดูข้อมูลของแถลงการณ์ต่างๆเพิ่มเติมได้ที่ http://nonviolencenetwork.com/taxonomy/term/1

[3] กิจกรรมสันติอาสาสักขีพยาน เกิดขึ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในรูปแบบของโครงการสันติอาสาสักขีพยานที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกลุ่มนักศึกษาและเยาวชนพุทธมุสลิมเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

[4] กิจกรรมเพื่อนรับฟังเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๑ ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่ทำหน้าที่เข้าไปรับฟังความรู้สึก ความต้องการ ความทุกข์-สุข ของประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมในพื้นที่การชุมนุมทั้งฝ่ายพธม.และนปช. เป็นการรับฟังเพื่อการเยียวยา รวมทั้งช่วยให้อาสาสมัครได้เข้าใจผู้มาร่วมชุมนุมของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น โดยหวังว่าผลของการรับฟังนี้จะช่วยสร้างพื้นที่ของการมองเห็นความเป็นมนุษย์ระหว่างกันมากขึ้น


Thursday, May 7, 2009

คนกลางข้างถนน

โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

แนวร่วมอาสาสมัคร หวังสังคมที่มีความคิดเห็นแตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ผ่านกลไกฝึกอบรมกลุ่มย่อย

แม้ความวุ่นวายจะจางลงไปมากแล้ว แต่ลึกๆ แล้วหลายคนบอกว่า "เกมยังไม่จบ"

ด้วย 'สี' สัญลักษณ์แห่งความเป็นพวกพ้องยังคงอยู่ และไม่จำเป็นต้องแสดงตัวผ่านเสื้อ หรือ ผ้าโพกหัว อีกต่อไป

นั่นหมายความว่า ความขัดแย้ง ระหว่างสียังมีเหมือนเดิม แต่พัฒนาไปในรูปแบบที่เดาทางยากมากขึ้น ซึ่งอาจหมายถึง ความสามารถในการจัดการน้อยลง?

อย่างที่รู้ สังคมเรียกร้อง 'คนกลาง' มาตลอด โดยเฉพาะคนกลางผู้มีบารมี คนกลางที่ทั้งสองฝ่ายเพราะจะเคารพและเชื่อฟัง...

"เหมือนเรากำลังนั่งรอคนกลางให้หล่นลงมาจากฟ้าหรือเปล่า" หลิน ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ผู้อบรบนักสื่อสารอย่างสันติ ตั้งคำถามต่อสังคม

การเมือง ‘เป็นเรื่อง’ ในบ้าน

ในบ้านหลังเล็กๆ สามี-ภรรยา คู่หนึ่งอยู่กันมาอย่างสงบสุขมานานหลายปี เขาและเธอไม่มีลูก พอใจที่จะใช้ชีวิตกันสองคนมากกว่า

จนสงกรานต์ที่ผ่านมา เขาและเธอไม่ออกไปไหน นั่งดูข่าวโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ความวุ่นวาย ชนิดนาทีต่อนาที...โดยไม่พูดจากันสักคำ

เขา...ผู้สงสัยในการขึ้นมาของ 'รัฐบาล' ชุดนี้ ว่ามีคนในเครื่องแบบเป็นแบคอยู่เบื้องหลัง คำถามและความไม่ยุติธรรมจึงเกิดขึ้น

เธอ...ผู้อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข เห็นใจและเห็นด้วยกับรัฐบาลในการคลี่คลายปัญหาอย่างละมุนละม่อม พร้อมกับเปิดโอกาสให้รัฐบาลพิสูจน์ผลงานของตัวเองต่อไป

จุดยืนของทั้งคู่ ไม่ได้เป็นความลับ และถูกแสดงออกผ่านวงสนทนาอันประกอบไปด้วยเพื่อนฝูงที่รักใคร่สนิทสนมมาเป็นเวลาหลายปี

มื้อเย็นนอกบ้านวันนั้น มีขึ้นหลังรัฐบาลตัดสินใจจัดการความวุ่นวายด้วยวิธีการที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม

"ไม่มีใครสงสัยเลยหรือว่า ทำไมถึงมีแต่ข่าวเสื้อแดงป่วนเมือง" ฝ่ายชาย ผู้ออกตัวก่อนว่าไม่ได้รักชอบ 'ทักกี้' …เป็นฝ่ายชวนคุย

แม้โดยทั่วไป การเมืองจะเป็นหัวข้อยกเว้นในการสนทนา แต่จังหวะเวลาแบบนั้น การถกเถียงเรื่องการเมือง เป็นเรื่องที่สมาชิกร่วมโต๊ะเข้าใจได้ และหลายคนก็เตรียมจะมาคุยเรื่องนี้อยู่แล้ว

ความเห็นหลากสี หลายฝ่าย ประเดประดังเข้ามาเต็มโต๊ะ แดงบ้าง เหลืองบ้าง น้ำเงินหน่อยๆ ก็ยังมี ไม่มีสีก็มาด้วย

แต่ความเห็นใดๆ ก็ไม่สมารถจุดชนวนให้ 'แดงหนุ่ม' คนนั้น เดือดได้เท่ากับประโยคสั้นๆ จากคนข้างตัว

"ก็ทำไมไม่ให้โอกาสเขาหน่อยล่ะ เท่าที่ดูเขาก็ออกมาจัดการปัญหาได้ดี ไม่รุนแรง รอดูผลงานเขาต่อไปอีกสักหน่อยดีกว่า"

"รัฐบาลทหารน่ะเหรอ มันไม่ยุติธรรม นี่น่ะเหรอประชาธิปไตย" แดงหนุ่มชักแรงขึ้นเรื่อยๆ

การโต้เถียงระหว่างคนร่วมชายคา ร้อนขึ้นเป็นระยะ เพื่อนร่วมโต๊ะทั้งหลายที่เคยฝักใฝ่ในหลายสี ก็สลายขั้วเฉพาะกิจ เปลี่ยนบทเป็น 'คนกลาง' ช่วยไกล่เกลี่ย ไม่ให้สามีภรรยาบาดหมางกันไปมากกว่านี้

"เคารพความเห็นนะ แต่ก็น่าจะฟังเราบ้าง ไม่เข้าใจเลย แต่ก่อนเธอ (ภรรยา) เคยมีจุดยืนที่เป็นกลางกว่านี้" ลึกๆ แล้ว สามีอยากให้ภรรยาเห็นด้วยกับเขา

ด้วยอารมณ์หลายอย่างผสมกัน ฝ่ายภรรยาหลบไปเข้าห้องน้ำ กดโทรศัพท์หาญาติ ระบายความรู้สึก

"ไม่ไหว อึดอัดมาก อยู่บ้านพูดกันไม่ได้เลย"

เหตุการณ์เช่นนี้ พลอยทำให้ คนกลาง (อย่างไม่ได้ตั้งใจ) รู้สึกอึดอัดไปด้วย เพราะเล่นบทผู้ไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ

และปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้ไกล่เกลี่ยเองก็อาจจะไม่ได้กลางอย่างบริสุทธิ์ ในใจเองก็เอียงซ้ายบ้าง ขวาบ้าง จนสับสนว่า ตัวเองจะยึดหลักใดในการไกล่เกลี่ย กระทั่ง ไม่แน่ใจว่าระหว่างไกล่เกลี่ย ความรู้สึกส่วนตัวจะยิ่งทำให้ความขัดแย้ง รุนแรงขึ้นหรือไม่

คนกลาง เลือกข้างก็ได้

"คนกลาง ไม่จำเป็นต้องเป็นกลางนะ" ไพรินทร์ กำลังจะบอกอีกว่า ทุกคนเป็นคนกลางได้ ถ้าอยากและมีความตั้งใจดีที่จะเป็น

สงกรานต์ร้อนระอุที่ผ่านมา คลิปไล่รถแท็กซี่ของชาวสาธรที่ถูกส่งต่อกันให้วุ่น เป็นการแสดงพลังอย่างหนึ่งของพวกไม่เลือกข้าง หลังจากโดนรุกก่อนด้วยการปิดถนน

คำถามก็คือ ถ้าไม่ตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำอย่างจังแบบนี้ จะมีใครออกมาเคลื่อนไหวบ้างไหม

หรือใครก็ตามที่นั่งเฝ้าข่าวหน้าจอแทบจะ 24 ชั่วโมงในช่วงนั้น เคยอึดอัด (มากๆ) จนต้องถามตัวเองหรือไม่ว่า “แล้วเราจะช่วยอะไรได้บ้าง” ที่มากกว่าการเป็นผู้ชมที่ดี

“นั่นเป็นความตั้งใจที่ดีและมีค่ามากนะคะ” กัญญา ลิขนสุทธิ์ นักฝึกอบรบการสื่อสารอย่างสันติ และนักจิตบำบัดจากสหรัฐอเมริกา วิทยากรหลักสูตร ‘การเป็นคนกลางตามแนวทางการสื่อสารอย่างสันติ’ ของเสมสิกขาลัยร่วมกับไพรินทร์ ชี้ช่องที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของคนกลางได้

แต่แค่ความตั้งใจดียังไม่พอ การเป็นกาวใจเชื่อมความขัดแย้งได้ ต้องมีผ่านคอร์สบ่มทักษะกันหลายขั้น

เริ่มที่ ฟังและแปลความ โดยส่วนใหญ่ คู่ขัดแย้งมักไม่สามารถรับฟังกันได้ หรือเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่ตัวอยากฟัง จึงจำเป็นต้องพึ่งการรับฟังทั้งสองฝ่ายของคนกลาง จากนั้นต้องใช้ทักษะการแปลคำพูดที่อาจมีการตัดสิน ต่อว่า วิจารณ์ ให้เป็น ความรู้สึกและความต้องการเบื้องลึก เพื่อให้คู่กรณีเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และเข้าใจกันได้

“ต่อมาคือ ช่วยให้แต่ละฝ่ายสะท้อนสิ่งที่ตนได้ยิน ขอให้อีกฝ่ายพูดสิ่งที่ตนได้ยินออกมา ยกตัวอย่าง ก.กับ ข.ทะเลาะกัน เราไปฟังทั้งคู่มาแล้ว แล้วจับ ก.กับ ข.มานั่งด้วยกัน ให้สะท้อนความรู้สึกและความต้องการของตัวเองออกมา แล้วให้แต่ละฝ่าย ช่วยทวนซ้ำว่าฝั่งตรงข้ามพูดอะไรบ้าง”

กัญญา อธิบายต่อว่า 2 ขั้นตอนดังกล่าว จะถูกใช้ไปเรื่อยๆ จนทั้ง ก.และ ข. เข้าใจกัน

ระหว่างที่คนกลางกำลังพูดกับ ก.หรือ ข.อยู่ จู่ๆ อีกฝ่ายก็พูดแทรกหรือพูดอะไรที่ทำให้สถานการณ์แย่ลง อาจต้องใช้การ ขัดจังหวะ ด้วยการขอร้องให้อีกฝ่ายหยุดและฟังก่อน

จากนั้นเป็นขั้นตอนการ ปฐมพยาบาลด้วยการให้ความเข้าใจ จะใช้ก็ต่อเมื่อ ขัดจังหวะไปแล้ว ฝ่ายนั้นยังไม่ยอมหยุด

เช่น...

ข. : ก.เองก็น่าจะสำนึกว่าทำอะไรลงไป ทำอย่างนี้เท่ากับก่อจลาจล คนเดือดร้อนไปทั่ว

คนกลาง : คุณต้องการ...

ก. (พูดแทรก) : เราทำไปเพื่อปกป้องตัวเอง

คนกลาง (หันไปทาง ก. ให้การปฐมพยาบาล) : คุณอยากได้รับความเข้าใจในการกระทำของคุณใช่ไหม

ก. : ใช่

คนกลาง : เดี๋ยวเราจะกลับมารับฟังเรื่องคุณแน่นอน ตอนนี้ขอให้เรากลับไปฟัง ข.ก่อนได้ไหม

หากหัวใจสำคัญอยู่ที่การ ให้ความเข้าใจตัวเอง แม้คนกลางจะจะเตรียมตัวมาแล้วอย่างดี แต่ก็ยากที่จะวางตัวเป็นกลางได้จริงๆ แอบตัดสินคู่กรณีในใจหรือมีอคติมาก่อน เรื่องนี้ ไพรินทร์ ประสบกับตัวเองมาก่อน เมื่อคราวลงพื้นที่ไปรับฟังกลุ่ม นปช.

“เราเหลืองทั้งบ้าน ยอมรับว่าก่อนไป มีอคติกับเสื้อแดงมากๆ ไม่ชอบเลย ตั้งคำถามเชิงลบกับสิ่งที่เขาทำตลอด”

แต่พอลงพื้นที่จริงๆ จากที่เคยโกรธ เกลียด ก็กลับต้องเสียน้ำตาให้

“เขาบอกว่าที่ต้องมาต่อต้านอย่างนี้ เพราะสมัยพฤษภาทมิฬ เคยออกมาชุมนุมแล้วถูกทหารเหยียบ จึงเกลียดการปฏิวัติมากๆ พูดไปก็ร้องไห้ไป เราถึงเข้าใจและสงสาร”

หาก ‘อคติ’ และ การเลือกข้าง กลับโผล่มาตอนบทคนกลางกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม คนเริ่มเอียงก็อาจจะขอเวลานอกหลบไปทบทวนตัวเอง 2 นาที เพื่อทำความเข้าใจตนเองและดึงตัวเองกลับมา

ขั้นตอนนี้ทำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า บ่อยเท่าที่เราออกอาการเขว

สุดท้าย ติดตามความต้องการ คนกลางจะคอยติดตามดูว่าเราอยู่ที่ไหนแล้วในกระบวนการและความต้องการใดยังไม่ ได้รับหรือได้รับการสะท้อนแล้วบ้าง

........................................................................

นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่มีสี ไม่อยากจะมีสี หรือมีสีอยู่ในใจแต่เลือกที่จะไม่แสดงออก

บางคนก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก บ้านหลังเล็กๆ ที่เคยสุขสงบ ก็เกิดแบ่งพรรคแบ่งพวก จนพูดจากันไม่ได้ กลุ่มเพื่อนฝูงที่เคยนัดกันทุกเย็นวันศุกร์ งดรวมพลกันไปโดยปริยาย กระทั่งความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างผู้โดยสารกับคนขับแท็กซี่เพื่อหลีก เลี่ยงความขัดแย้ง ฯลฯ

คนหลากกลุ่มนี้ อาจจะมี ‘ความอึดอัด’ ที่เหมือนๆ กัน แต่ไม่รู้จะแปรรูปออกมาเป็นอะไร

“เราไม่มีทางที่จะทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้ แต่ทำให้ความต่างอยู่ด้วยกันได้อย่างเข้าใจและเคารพ” คำหลัง กัญญา เน้นย้ำว่าสำคัญมากสำหรับสังคมหลากขั้วในปัจจุบัน

เคารพในที่นี้ คือ เคารพในความเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน ที่ไม่ว่าใครก็ต้องการความสุข สงบ และปลอดภัย

ทั้งกัญญาและไพรินทร์ ก็คือ คนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มียศฐา หรือบารมีใดๆ แต่เธอทั้งคู่อาสาที่จะเป็นคนกลาง และกำลังคิดหา ‘แนวร่วม’ ผ่านการจัดอบรมกลุ่มเล็กๆ

แนวร่วม...ผู้อึดอัดและอยากจะเห็นบ้านเมืองมีความสุขมากกว่านี้

* กลางอเนกประสงค์

การเป็นคนกลาง ไม่ได้มีไว้ใช้แค่การเมืองเรื่องใหญ่โต แต่เรื่องทะเลาะจุกจิกระดับในบ้าน โรงเรียน หรือองค์กร ก็เวิร์คเหมือนกัน

น้ำ ครูใหญ่ ศูนย์การเรียนรู้บ้านเด็กป่า จ.กาญจนบุรี ผู้ผ่านการอบรมสานสัมพันธ์ด้วยขันติ ขั้น 1 มาแล้วกับเสมสิกขาลัย ก็เอาวิชานี้ไปใช้กับตัวเอง เพื่อนร่วมงานและ เด็กๆ (ไร้สัญชาติ)

“สำหรับตัวเอง ได้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและเหตุผลของตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่เวลามีเรื่อง เราก็จะโต้ตอบกลับไปอัตโนมัติแบบเจ็บๆ หรือไม่ก็ปั้นปึ่ง เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาทำไม่ได้ คิดว่าเราเป็นเจ้านาย เขาคือลูกน้อง”

หลังกลับจากอบรม น้ำฝึกดูตัวเองมากขึ้นว่า รู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร และสิ่งใดที่กังวลอยู่ จนได้คำตอบว่า กลัวโรงเรียนจะเสียทิศทาง ซึ่งลึกๆ แล้วก็คือความเป็นห่วง

น้ำจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยการสื่อสารและแจ้งความต้องการของตัวเองไปตามตรง และปรากฏว่า ลูกน้องเองก็ต้องการไม่ต่างกัน เรื่องมันก็เลยง่ายขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น

กับเด็กเอง น้ำก็เคยลองวิชาอยู่หลายครั้ง

ลูกศิษย์คนหนึ่ง รายนี้ขาป่วน ขี้โมโห ชอบหาเรื่องเพื่อนตลอดเวลา

“คุยกับเขาว่า โกรธเหรอ เสียใจ อึดอัดใช่ไหม มือเขาที่กำแน่นก็คลายลง น้ำตาไหล คุยกันจนรู้ว่า เขาโตมากับครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง”

อีกกรณี พี่น้อง 2 คนทะเลาะกันแรง คนน้องกลัวว่าพี่จะฆ่า

“พอไปสะท้อนให้คนพี่ฟัง เขาก็ตกใจ เขาไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น แต่ที่โกรธเพราะน้องมายั่วโมโหก่อน พอเราสะท้อนให้รู้ ทั้งคู่เสียใจ โดยไม่ต้องมาบังคับว่า ขอโทษกันนะ ดีกันนะ มันฝืนใจกัน”

น้ำบอกว่า เรื่องบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องหาทางออก แค่สื่อสารความต้องการลึกๆ อย่างเข้าใจ เรื่องก็พร้อมจะคลี่คลายไปเอง ไม่ต้องบังคับให้จับมือกัน กอดกัน เพราะอาจเป็นแค่ฉากบังหน้า

ส่วนการเมือง เธอออกตัวว่า ไม่ค่อยได้ติดตามข่าว จึงไม่ค่อยมีความเห็น นอกจาก...

“เบื่อๆ เหนื่อยๆ ตามประสาคนทั่วไป”

เพื่อนร่วมคอร์สอีกคน ทพ.เจิมพล ภูมิตระกูล กรรมการบริหารโรงพยาบาลรามคำแหง ที่ตั้งใจจะเอาวิชามาใช้ในงานบริหารบุคคล หวังผลมากกว่านั้นคือ ต้องการขจัดความใจร้อนของตัวเอง

“เราใช้อำนาจแบบ Power over ไปบังคับลูกน้อง บางครั้งลูกน้องไม่ทำตาม เราจะเข้าใจว่าเขาดื้อ กระด้างกระเดื่อง ด่วนตัดสินเขา” แต่พอได้เอาสิ่งที่เรียนกลับไปใช้ สื่อสารความต้องการของตัวเองอย่างจริงใจมากขึ้น

ผลปรากฏว่า เหตุผลที่ลูกน้องไม่รับงานหรือไม่ทำตามคำสั่งนั้น มาจากความกังวลและกลัวว่าจะทำไม่ได้หรือทำผิด

“เราให้ความเชื่อใจ ไว้ใจ ให้เขาลองทำ แล้วเราคอยบอก สอนเขาเป็นระยะๆ เขาจะมั่นใจ” ปัญหาหมดไปได้ เพราะทั้งเจ้านายและลูกน้องต่างก็ต้องการให้งานออกมาดี

ช่วงประชุมร่วมรัฐสภาที่ผ่านมา ทพ.เจิมพล เองก็เฝ้าดูอยู่ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ถ้าเราเป็นคนกลางหรือประธานสภา จะทำอย่างไร

“แต่ละฝ่าย พูดถึงแต่วิธีการ ความไม่ดีของอีกฝ่าย เหน็บแนม โจมตี ถ้าผมเป็นประธานสภา จะพยายามพูดให้รู้ว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร สะท้อนให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ ซึ่งลึกๆ แล้ว เขาต่างก็มีจุดหมายเดียวกันคือ อยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างสงบและแข็งแรง” ส่วนผลประโยชน์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ปล. พี่เล็ก(งามศุกร์)ส่งบทความนี้มาให้ อ่านแล้วอยากแบ่งปันจึงขอเอามาโพสต์ไว้