Tuesday, May 20, 2008
โอ้ว พลังแห่ง ฮิห้า (Hi5)
โอ้ ฮิห้า (Hi5) นี้ช่างมีพลังแท้ มันดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศให้เข้ามาอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมัน แม้เราเองก็หนีมันไม่พ้น เออ...เอาวะขำๆ ลองเล่นดูหน่อยจะเป็นไรไป ให้มันรู้กันไปสิว่าฮิห้าจะทำให้เราติดมันได้อย่าง multiply หรือเปล่า (ขนาด multiply ที่ว่าติดๆแล้ว ตูยังไม่ค่อยจะเข้ามาอัพเรย)
มาถึงตอนนี้ชักจะจำไม่ค่อยได้แล้วว่าไปสร้างบลอกไว้ที่ไหนมั่ง โอ้ว เรี่ยราดไปหมดแล้ว
ไหนๆลองนึกดูกันหน่อยสิว่ามีที่ไหนมั่ง blogger myspace multiply hi5 gotoknow nation เออ หมดยังหว่า อ้อ มีอีกที่คือ facebook โอ้ แล้วก็ที่ shelfbook อะไรสักอย่างเนี่ยแหละด้วย (จำชื่อไม่ค่อยได้แล้ว)
มีอาการประมาณว่าใครส่งคำเชิญชวนอะไรมาให้ อิชั้นก็แด๊ะแด๋ไปลองกะเขาหมด (คือมั่วคลิ๊กดูโน่นนี่ไปเรื่อยจนได้เรื่องทุกที) ยกเว้นที่ blogger อันนี้ตั้งในสร้าง แต่ไม่ค่อยได้เข้าไปอัพอะไรเท่าไหร่
แต่สุดท้ายแล้วบลอกไหนจะอยู่รอดกันแน่ โปรดติดตามชมตอนต่อไป รักใครชอบใครเชียร์ใคร ส่งคะแนนโหวตของคุณมาได้ที่นี่ สวัสดีครับ
Tuesday, March 11, 2008
กรรมอะไรทำให้มีเสน่ห์
ตะกี้อ่านหนังสือ ดังตฤณวิสัชนา จบ ออกจะติดใจตรงหัวข้อที่ว่า กรรมใดทำให้มีเสน่ห์ เพราะพบว่าความมีเสน่ห์นี่หลายๆครั้งมันก็ไม่เกี่ยวกับหน้าตาเลยสักนิด มีคนหน้าตาดีหลายคนที่ไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย คืออาจจะสะดุดตาเมื่อแรกเห็น แต่พอได้คุยด้วยหรือรู้จักไปสักพักก็จะรู้สึกว่าก็งั้นๆแหละ ไอ้ความน่าตาดีที่ชวนหลงใหลเมื่อแรกเจอมันก็กลายเป็นของจืดๆไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หรือบางคนสวยหรือหล่อก็จริง แต่พอเข้าใกล้แล้วก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ รู้สึกเอือมระอา หรืออาจพาลอยากจะวิ่งหนีไปไกลๆเสียให้รู้แล้วรู้รอดแทน
แต่มีบางคนที่ดูภายนอกแล้วก็งั้นๆแหละไม่น่าสนใจอะไร หน้าตาธรรมดาๆ แต่พอไปคุยด้วยนะ โห ตกหลุมรักเลย เพราะเพราะคุยด้วยแล้วรู้สึกมีความสุข ความสบายใจ เบิกบาน อย่างนี้ก็นับเป็นคนมีเสน่ห์ใช่ไหม
ด้วยประการฉะนี้ คนที่หน้าตาจืดๆอย่างเรา ซึ่งชาตินี้คงไม่มีปัญญาไปทำศัลยกรรมให้มันดูดีไปกว่านี้ได้อีกแล้ว เพราะไม่มีตังค์ หรือถ้ามีตังค์ก็คงเอาตังค์ไปทำอย่างอื่นมากกว่าจะมาทำศัลยกรรม (เนื่องจากกลัวเจ็บ และเห็นแก่กินมากกว่าเห็นแก่สวย) ก็ย่อมต้องสนอกสนใจอยากรู้มั่งเป็นธรรมดาว่า แล้วคนที่เขามีเสน่ห์กันโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ(หมายถึงมีดหมอศัลยกรรม--ไม่ใช่ไสยศาสตร์) เนี่ยเขาทำกันยังไง หรือเขาทำกรรมอะไรมาหนอ จึงได้มีเสน่ห์กันขนาดนั้น
เนื้อความในดังตฤณวิสัชนามีดังนี้
ถาม – การที่คนเรามีเสน่ห์เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไป เป็นผลของกรรมอะไรบ้างคะ?
เหตุแห่งการเป็นผู้ทรงเสน่ห์นั้น ไม่ใช่ง่ายที่จะกล่าวถึงให้ครอบคลุม เพราะไม่ใช่แค่ ‘ทำดีแล้วจะมีเสน่ห์’ เนื่องจากเสน่ห์มีหลายรูปแบบ และเสน่ห์แต่ละแบบก็ไม่ใช่จะ ‘ใช้ได้ผล’ กับทุกคน คุณอาจประหลาดใจว่าทำไมบางคนประพฤติตัวชั่วร้าย พูดจาเอาแต่ได้ ทว่ายังคงมีเสน่ห์ลึกลับ ทรงพลังพอจะจับใจคนใกล้ชิดให้ถวิลหาอาวรณ์ได้เกือบตลอดเวลา
สรุปง่ายๆนะครับ ถ้าแค่มองหา ‘สูตรสร้างเสน่ห์’ ด้วยการแต่งตัว จัดทรงผม ปรับปรุงบุคลิกในอิริยาบถต่างๆ ตลอดจนกระทั่งฝึกพูดจาให้น่าพิศวาส คุณจะพบความจริงว่าสำหรับหลายๆคนแล้ว สูตรสร้างเสน่ห์ทั้งหลายอาจแค่ช่วยให้ดูดีขึ้น แต่หาได้เปิดก๊อกเทพลังเสน่ห์ให้ไหลมาเทมาแต่อย่างใดไม่
แม้แต่สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพระดับโลกยังทราบครับว่าไม่มีสูตรสำเร็จครอบจักรวาลที่ทำให้ ‘ทุกคน’ ดูดีขึ้นมาทันตาเห็น เอาแค่ข้อจำกัดทางกายภาพที่แต่ละคนมีเด่นมีด้อยต่างกัน ก็ไม่ทราบจะหั่นหรือเฉือนกันท่าไหนให้เท่าเทียมกันทั้งหมด ฉะนั้นตามแนวคิดเชิงพุทธ คำถามของคุณนับว่าตรงเป้าที่สุดแล้ว นั่นคือ กรรมอันใดส่งผลให้เกิดเสน่ห์?
ก่อนอื่นต้องมองว่า ‘เสน่ห์’ คือพลังอะไรอย่างหนึ่งที่ทำให้คนอื่นหลงใหลหรือรักใคร่ อยู่ห่างแล้วถวิลถึง อยากเข้าพบ อยากเข้าใกล้ และประกายเสน่ห์อาจเปล่งออกมาจากรูปกายก็ได้ เปล่งออกมาจากวิธีพูดจาก็ได้ หรือเปล่งออกมาจากกระแสจิตเงียบๆก็ได้
นอกจากนั้น พลังเสน่ห์ยังมีอยู่ ๓ ชนิดหลักๆ คือพลังดึงดูด พลังประทับ และพลังชะโลม เมื่อเข้าใจตามนี้ก็จะเห็นกลไกและที่มาที่ไปของเสน่ห์แต่ละชนิดอย่างกระจ่าง
เสน่ห์ทางกาย
เป็นเสน่ห์ที่เน้นพลังฝ่ายดึงดูดมากกว่าอย่างอื่น เช่นเห็นแล้วดึงดูดให้อยากมองนานๆยากจะถอนสายตา หรือกระทั่งอยากถลาเข้าไปลองสัมผัสให้ได้เดี๋ยวนั้น
เสน่ห์ทางกายปรากฏเด่นเห็นง่ายสุด จับต้องได้ง่ายสุด เพราะกายมนุษย์เปล่งประกายเสน่ห์ได้ผ่านความสมส่วนแห่งรูปพรรณสัณฐาน ตลอดจนความผ่องใสมีสง่าราศีแห่งผิวพรรณ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหรือพิธีรีตองใดๆในการเปล่งประกายเสน่ห์ชนิดนี้ แค่ปรากฏตัวก็ใช้ได้แล้ว
ความเปล่งปลั่งชนิดบาดตาได้ตั้งแต่แรกพบนั้น เป็นผลอันเกิดจากการให้ทานที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ไม่มีความขัดข้องทางใจเท่ายองใย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโอกาสถวายทานแด่พระพุทธเจ้าหรืออริยสงฆ์สาวก แล้วรักษาความเลื่อมใสนั้นไว้ได้ตลอดชีวิต ก็จะมีความรุ่งเรืองปรากฏชัดทางผิวหนังตั้งแต่ในชาติแห่งทานนั้น แล้วปรากฏชัดเจนในชาติถัดมา ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือมนุษย์
ความสมส่วนแห่งรูปพรรณสัณฐานจะเกิดจากความมีศีลสะอาดเป็นหลัก รายละเอียดและมิติของรูปร่างหน้าตาที่ล่อตาชวนตะลึง กลิ่นกายที่น่าพิสมัย ตลอดจนความละเอียดน่าสัมผัสของผิวหนังที่เหมาะกับเพศนั้น บันดาลขึ้นจากความสามารถในการ ‘งดเว้น’ ความประพฤติทางกายและวาจาอันสกปรกเน่าเหม็นจนเคยชิน กระทั่งแม้ความคิดก็ไม่หลุดออกนอกกรอบของศีล พูดง่ายๆว่าเป็นผู้เคยมีศีลอันมั่นคงแข็งแรง จิตสะอาดสะอ้านจากมลทินยิ่ง จึงบันดาลให้เกิดผลงดงามไร้ที่ติ กระทบตาผู้คนแล้วชวนหลงใหลยิ่ง
คนที่ไม่ค่อยทำบุญกับบุคคลศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆมักมีอำนาจเสน่ห์ทางกายน้อย เนื่องจากโอกาสที่จิตจะเปล่งประกายความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าขณะทำบุญนั้นยากนัก
เสน่ห์ทางวาจา
เป็นเสน่ห์ที่มีพลังฝ่ายประทับมากกว่าอย่างอื่น เช่นฟังพูดแล้วติดหูไม่รู้ลืม ราวกับพลังเสียงและสำเนียงพูดบุกรุกเข้ามาฝังตัวและกลอกกลิ้งอยู่ในแก้วหูคนฟังได้ พอห่างกันแล้วถวิลถึงราวกับโดนเสน่ห์ยาแฝด
เสน่ห์ทางวาจาจะแผลงฤทธิ์เต็มที่ต่อเมื่อผู้พูดมีโอกาสฉายไม้เด็ดสักประโยคสองประโยค การโอภาปราศรัยทักทายเพียงคำสองคำอาจจะยังไม่ได้ผลนัก แต่หากได้ช่องสำแดงเดชเต็มกำลัง เสน่ห์ทางวาจาก็อาจชวนให้หวนคิดถึงได้ยิ่งกว่าเสน่ห์ทางกายมาก เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับส่ำเสียงและถ้อยคำจะยืนยาวกว่าความทรงจำเกี่ยวกับรูปลักษณ์
เสน่ห์ทางวาจาที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเห็นภาพง่ายที่สุดคงได้แก่วิธีรบเร้าหรือวิธีตื๊อของแต่ละคน บางคนตื๊อแล้วน่ารัก แต่หลายคนตื๊อแล้วน่ารำคาญ ทั้งที่ก็เป็นการรบกวนผู้ฟังเหมือนๆกัน นี่ก็เพราะบางคนเท่านั้นที่มีพลังเสน่ห์ทางวาจา ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มี
เสน่ห์ทางวาจามีองค์ประกอบหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็เกิดจากกรรมเกี่ยวกับวาจาทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมกันทั้งสิ้น องค์ประกอบหลักของเสน่ห์ทางวาจาจำแนกได้เป็น ๓ ส่วนดังนี้
๑) ความไพเราะของแก้วเสียง เกิดขึ้นจากความเป็นผู้มีวาจาสุจริต ทั้งพูดเรื่องจริงเท่าที่ควรพูด เลือกคำที่ฟังรื่นหูไม่หยาบคาย หาวิธีพูดประนีประนอมไม่เสียดสีใคร ตลอดจนครองสติในการพูดเพื่อประโยชน์ได้เสมอ องค์ประกอบหลักเหล่านี้จะปรุงแต่งแก้วเสียงให้ฟังดี ฟังเย็น และฟังมีพลังสะกด ถ้ายิ่งหมั่นสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ ตลอดจนเปล่งเสียงประกาศธรรมอันชอบโดยไม่เคอะเขิน แก้วเสียงก็จะเปล่งประกายสดใสเพราะพริ้งได้ตั้งแต่ชาติปัจจุบัน และไปปรากฏผลชัดที่สุดในชาติถัดมา น้ำเสียงและสำเนียงจะกลมกล่อมไม่บาดหูเลย (เว้นไว้แต่จะหลงผิด พูดจาเป็นอัปมงคลนานปีจนกำลังของวจีทุจริตใหม่ชนะกำลังของวจีสุจริตเก่า)
๒) ลูกเล่นในการจำนรรจา เกิดขึ้นจากความเป็นผู้ใส่ใจเจรจาให้น่าเอ็นดู เป็นที่ถูกใจ ทำความบันเทิงสดใสแก่ผู้ฟัง ยกตัวอย่างเช่นพวกชอบเล่านิทานให้เด็กฟัง ด้วยความหวังว่าเด็กจะได้สนุกสนาน ได้ข้อคิด และได้มองโลกในแง่ดีมีความอบอุ่น กรรมอันเกิดจากการฝึกเล่านิทานจริงจังจะบันดาลให้เกิดสัญชาตญาณในการมัดใจด้วยลีลาพูด คือรู้เองว่าด้วยลูกเล่นการออกเสียงสั้นยาว ลงเสียงหนักเบา ตลอดจนควบกล้ำอย่างไรให้ฟังน่ารักน่าใคร่ ชัดถ้อยชัดคำ พวกนี้ถ้าทำงานพากย์จะประสบความสำเร็จง่ายมาก และอาจจะไม่ต้องร่ำเรียนที่ไหนก็เก่งได้ยิ่งกว่ามืออาชีพที่คร่ำหวอดมานมนาน
๓) ความฉลาดเลือกคำ เกิดขึ้นจากความเป็นผู้คิดก่อนพูด ใช้สติในการง้างปากที่อ้ายาก ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์บงการปากที่ไร้หูรูด ธรรมชาติของสตินั้น ยิ่งฝึกฝนให้เพิ่มมากขึ้นเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งทวีขึ้นเท่านั้น
คนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับการพูดนั้น นอกจากจะขาดเสน่ห์ทางวาจาแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดข้อน่ารังเกียจได้มากมาย เช่นคนพูดส่อเสียดและใส่ไคล้ผู้อื่นบ่อยๆมักมีกลิ่นปากเหม็นเน่า คนติดพูดคำหยาบคายกระโชกโฮกฮากมักมีสำเนียงเสียงไม่รื่นหูไม่ชวนฟัง เป็นต้น
เสน่ห์ทางกระแสจิต
เป็นเสน่ห์ชนิดที่มีพลังชะโลมได้มากกว่าอย่างอื่น เช่นแค่เข้าใกล้รัศมีใครบางคนคุณก็รู้สึกเยือกเย็น หรือกระทั่งเกิดความเงียบสงัดไร้ความคิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม กระแสจิตของบางคนอาจเปี่ยมด้วยอิทธิพลแห่งพลังดึงดูดและพลังประทับได้ยิ่งกว่าเสน่ห์ทางกายกับวาจารวมกันเสียอีก หากคุณเคยมีประสบการณ์ผ่านพบใครบางคน ที่คุณอยู่ใกล้ๆแล้วเกิดความอยากอยู่ใกล้ เมื่อห่างไปก็ถวิลถึง แม้รูปร่างหน้าตาของเขาไม่จัดว่าเลอเลิศ กับทั้งถ้อยทีเจรจาก็งั้นๆ นั่นแหละครับตัวอย่างของคนมีเสน่ห์ทางกระแสจิตขั้นรุนแรง
เสน่ห์แห่งกระแสจิตนั้น เป็นสิ่งเห็นไม่ได้ด้วยตา จับต้องไม่ได้ด้วยมือ ทว่าง่ายที่จะสัมผัสด้วยใจ และแม้คุณพบเจอจังๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าในเมื่อไม่เคยมีใครขอให้คุณอธิบาย คุณเลยไม่เคยฝึกจำแนกแยกแยะว่ากระแสจิตมีกี่ชนิด แต่ละชนิดมีพลังเสน่ห์จับใจได้แตกต่างกันสักแค่ไหน
จิตมนุษย์ที่กระจายออกมาให้สัมผัสได้นั้น มีกระแสพลังจากแหล่งต่างๆได้หลายหลาก อาทิเช่น พลังความคิด พลังจากมหากุศลที่ประกอบแล้ว พลังความสว่างทางปัญญาที่รู้ชอบในธรรมะ พลังสุขภาพ พลังของหน้าที่ พลังของอิทธิพลต่อหมู่คน พลังของที่อยู่อาศัย พลังของพาหนะส่วนตัว พลังของอัญมณี พลังของสัตว์ที่ผูกพันแน่นเหนียว พลังไสยศาสตร์ ตลอดไปจนกระทั่งพลังของเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง โดยย่นย่อกระแสจิตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับวิธีมีตัวตนของแต่ละคน
ผมอาจแจกแจงที่มาที่ไปและชนิดของเสน่ห์ทางกระแสจิตอย่างละเอียดเป็นหนังสือเล่มหนึ่งได้โดยเฉพาะ แต่ในที่จำกัดนี้คงกล่าวเพียงสังเขปในแง่ ‘วิธีคิดอันเป็นต้นตอเสน่ห์ทางกระแสจิต’ เพราะเสน่ห์ทางกระแสจิตของมนุษย์ธรรมดาจะเป็นไปตามวิธีคิด สายความคิดของมนุษย์ทั่วไปจะไม่ค่อยขาดสาย จึงปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆนานาได้มากกว่าปัจจัยอื่น
ขอยกเฉพาะวิธีคิดหลักๆที่ก่อรัศมีจิตอันเป็นเสน่ห์ดังนี้
๑) ความคิดเป็นเส้นตรงไม่หมกมุ่นวุ่นวน คือมีเป้าหมายปลายทางของความคิดชัดเจน มีลำดับที่จะไปให้ถึงจุดหมายอย่างแน่ชัด หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชะโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกราบรื่น ไม่วกวน และอยู่ใกล้คุณนานๆอาจพลอยเกิดคลื่นความคิดเป็นระเบียบตามไปด้วย
๒) ความคิดที่เบากริบหรือเงียบเชียบ คือคิดเท่าที่จำเป็น สามารถเว้นวรรคความคิดเพราะรู้จักเสพสุขกับสิ่งอื่น เช่นภาพแมกไม้ เสียงน้ำตก หรือกระทั่งเฝ้าสังเกตสายลมหายใจตนเองเข้าออกอย่างเรียบง่าย หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชะโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกผ่อนคลายไม่อึดอัด อยู่ใกล้คุณอาจพลอยสงบผาสุกตามไปด้วยชั่วครู่ และหากคลุกคลีใกล้ชิดกับคุณนานพอ กลุ่มความคิดที่หนาแน่นของเขาอาจพลอยเบาบาง กลายเป็นคนไม่คิดมากตามคุณไปด้วยอย่างถาวร
๓) ความคิดมองโลกในแง่ดี คือมีมุมมองของความหวังด้านบวกเสมอ จึงเชี่ยวชาญในการสร้างทางออก ขณะที่คนทั้งโลกเชี่ยวชาญในการพาตัวไปสู่ทางตัน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชะโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกสว่างไสว ไม่มืดมน และอยู่ใกล้คุณนานๆอาจพลอยเกิดแรงบันดาลใจและความหวังใหม่ๆตามไปด้วย
๔) ความคิดเผื่อแผ่พร้อมจะเสียสละ คือมีความอยากให้มากกว่าอยากเอา สามารถเป็นผู้ริเริ่มในการให้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนวณเสียก่อนว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นผลตอบแทน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชะโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เห็นคุณเป็นที่พึ่ง (ขอให้ทราบว่าความเป็นที่พึ่งกับความเป็นคนรับใช้นั้นต่างกันนิดเดียว ระหว่างให้แบบใจอ่อนยินยอมไปหมด กับให้แบบใจดีมีความน่าเกรงใจ ศิลปะของการให้อย่างหลังจะมีเสน่ห์ ขณะที่การให้อย่างแรกจะดูไร้ค่าหรือถึงขนาดน่ารังแก)
๕) ความมีใจเอ็นดูไม่คิดประทุษร้าย คือไม่แม้แต่จะแอบด่า แอบสาปแช่งคนหรือสัตว์ที่ตนเกลียด แต่มีเหตุผลบอกตนเองเสมอว่าทำไมจึงควรให้อภัย เห็นกระจ่างที่มาที่ไปอันน่าเห็นใจของคนแสนเลวสักคน หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังชะโลมใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่หวาดระแวง และบังเกิดความปรารถนาดีต่อคุณ หากเกลียดหรือคิดทำร้ายคุณได้แปลว่าต้องมีใจพาลสันดานหยาบเอาเรื่องทีเดียว
๖) ความคิดมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวไม่ท้อแท้ คือแม้พบอุปสรรคก็ไม่แสดงความอ่อนแอให้เห็น เพราะคิดหาทางรุกคืบไปข้างหน้าเข้าหาเส้นชัยหรือทางออกจากปัญหา ทำอะไรทำจริง พูดอะไรแล้วทำอย่างที่พูด ตั้งใจอะไรแล้วไม่ล้มเลิกง่ายๆ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงพละกำลัง ความเข้มแข็งไม่อ่อนแอ ความคมคายไม่ทื่อมะลื่อ เต็มไปด้วยความก้าวหน้าพัฒนาสู่ความสำเร็จลุล่วง
๗) ความคิดยับยั้งชั่งใจ คือแม้พบสิ่งยั่วยุให้ละโมบโลภมาก ก็ระงับความทะยานอยากเสียได้หากเห็นว่าไม่ถูกไม่ชอบ หรือแม้พบสิ่งยั่วยุให้พยาบาทอาฆาตแค้น ก็ระงับความหุนหันพลันแล่นอยากโต้ตอบด้วยความรุนแรงเสียได้ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงขันติ ความอดทนทางใจ
๘) ความคิดไม่เข้าข้างตัวเอง คือไม่หลงตัว ไม่ปกป้องตัวเอง เป็นคนดีจริงด้วยการรู้ตัวว่ายังมีจุดบอดหรือข้อเสียอันใดอยู่บ้าง ไม่ใช่ดีจริงด้วยการประกาศว่าข้าดีพร้อม ข้าทำอะไรไม่ผิดสักอย่าง ไม่คิดเข้าข้างตัวเองแม้ผิดพลาดทำชั่วบ้าง ก็มีระดับมโนธรรมสูงพอจะสำนึกผิดได้ด้วยตนเอง หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังประทับใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกถึงสำนึกอันดีงามของมนุษย์ กระแสความสำนึกผิดและการรับผิดชอบอย่างอาจหาญจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นกล้าที่จะสำนึกผิด แล้วก็ไม่ต้องขัดแย้งกับตนเอง ไม่ต้องเกลียดตนเองด้วยกำแพงปกป้องตนเองอันน่ารังเกียจ
๙) ความคิดที่รื่นรมย์เบาสมอง คือความสามารถมองแง่ร้ายให้กลายเป็นตลกได้ หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังดึงดูดใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกพร้อมจะมีอารมณ์ขัน นึกสนุก ไม่เคร่งเครียด เต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจตามไปด้วย
๑๐) ความคิดแบบผู้ชนะที่มีน้ำใจนักกีฬาและความปรานี ไม่มีใครอยากยืนอยู่ข้างคนแพ้ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครอยากอยู่ใต้อำนาจคนชนะที่เหลิงหลงและหมิ่นศักดิ์ศรีผู้อื่น ผู้ชนะอาจอยู่ในเกมกีฬา เกมธุรกิจ ตลอดจนกระทั่งเกมกิเลส คือถ้าเอาชนะกิเลสยากๆของตนเองได้ก็จัดเป็นผู้ชนะได้เหมือนกัน และเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ด้วย หากคุณมีความคิดชนิดนี้ จะก่อให้เกิดเสน่ห์ชนิดเปล่งพลังดึงดูดใจ คนที่สัมผัสจะเกิดความรู้สึกหลงใหลมนต์เสน่ห์อันโดดเด่นจับตาจับใจได้ง่าย
วิธีคิดแบบอันเป็นตรงข้ามกับที่กล่าวมาข้างต้น จะบั่นทอนเสน่ห์ลง กล่าวคือกระแสความคิดจะเป็นแบบผลักไสให้ออกห่าง (ตรงข้ามกับพลังดึงดูดใจ) หรือแบบไม่ประทับลงในความทรงจำ (ตรงข้ามกับพลังประทับใจ) หรือแบบระคายเคือง (ตรงข้ามกับพลังชะโลมใจ) เช่นต่อให้มีเสน่ห์ทางกายและเสน่ห์ทางวาจา แต่ถ้าคิดฟุ้งซ่านมากๆเป็นนิตย์ ก็จะก่อคลื่นรบกวนคนใกล้ชิดให้ปั่นป่วนตาม อึดอัดที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดนานๆ เป็นต้น
Saturday, February 9, 2008
นักรบแห่งจิตวิญญาณ
วันนี้มีโอกาสไปร่วมฟังเสวนา จิตตปัญญาครั้งที่ ๑๑ จัดโดยโครงการจิตตปัญญาศึกษา ม.มหิดล ว่าด้วยหัวข้อ "จิตตื่นรู้ของนักรบพระโพธิสัตว์" (นักรบแห่งจิตวิญญาณ)
มีวิทยากรคือ คุณ Michelle Levey คุณ Joel Levey มาจากสหรัฐอเมริกา ทั้งสองท่านศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพุทธสายวัชระยาน (ธิเบต) มานานร่วม ๔๐ ปีแล้ว และได้เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้กับหน่วยงานระดับโลกหลายแห่ง มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง แต่ที่จะเก็บมาเล่าวันนี้จะเป็นเฉพาะเรื่องที่เราชอบอ่ะนะ
เขาพูดถึงจิตใจของพระโพธิสัตว์ว่า จิตใจของพระโพธิสัตว์เนี่ย เขาเปรียบว่าเหมือนคนที่รู้ตัวว่า บ้านนี้กำลังไฟไหม้อยู่ แล้วก็สามารถวิ่งหนีออกไปจากบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่พอเหลียวกลับมาดูก็พบว่าพ่อแม่พี่น้องของตัวเองยังติดอยู่ภายในกองเพลิงในบ้านนั้นอีกหลายคน ด้วยจิตใจที่กล้าหาญและเปี่ยมเมตตาก็เลยตัดสินใจวิ่งกลับเข้ามาในบ้านที่ไฟกำลังไหม้นั้นใหม่เพื่อช่วยให้ทุกคนออกไปให้ได้ (บ้านที่กำลังไฟไหม้ก็คือสังสารวัฎ พ่อแม่พี่น้องก็คือเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย --คือ ผู้ทีมีจิตใจของพระโพธิสัตว์จะเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งปวงประดุจว่าเป็นดังพ่อแม่พี่น้องหรือมิตรของตน)
ทำให้เรานึกถึง ตำนานของพระโพธิสัตว์รูปหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้แล้ว) ตัดสินใจกลับมาเกิดยังนรกขุมที่ลึกที่สุด ยอมลำบากทนทรมานเป็นเวลาหลายกัปป์กัลป์เพื่อจะช่วยให้เหล่าสรรพสัตว์ได้หลุดพ้นจากขุมนรกนั้นให้ได้จนหมดสิ้น
ความเป็นนักรบของพระโพธิสัตว์คือการสู้กับสงครามภายในจิตใจของตนเอง สู้กับกิเลสภายในของตนเอง รวมทั้งกิเลสและความหลงผิดที่มีอยู่ในสรรพสัตว์ เป็นการรบด้วยอาวุธแห่งปัญญาด้วยความเมตตา
ประเด็นที่เราประทับใจคือ ตอนที่เขาพูดถึงจิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์ว่า เป็นผู้ที่พร้อมจะโอบอุ้มและรับเอาความทุกข์ของผู้อื่นเข้ามาในตนเอง แล้วแปรเปลี่ยนพลังแห่งความทุกข์นั้นให้กลายเป็นพลังแห่งความรักเมตตาและสันติสุข แล้วก็ถ่ายทอดส่งผ่านพลังแห่งความดีงามนี้กลับไปยังผู้คนที่กำลังทนทุกข์อยู่
แล้วเขาก็ยกตัวอย่างว่า ในพม่านั้นสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์คือ นกยูง ที่ใช้นกยูง เพราะนกยูงเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถกลืนกินรากไม้/พืชที่มีพิษเข้าไปได้โดยที่ตัวมันไม่เป็นอะไร (ในขณะที่นกชนิดอื่นหากกินเข้าไปก็ตายแน่) แล้วนกยูงก็แปรเปลี่ยนพิษเหล่านั้นไปเป็นสีสันที่สวยงามบนขนของมัน เหมือนกับพระโพธิสัตว์ที่รับเอาพิษร้ายและความทุกข์จากสรรพสัตว์ในโลกมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความดีงามแล้วส่งกลับคืนออกไปยังโลกนั่นเอง
อีกเรื่องเล่าที่่เราประทับใจคือ ตอนที่จีนบุกเข้ามายึดครองทิเบตนั้นได้กวาดต้อนจับกุมชาวธิเบตและพระนักบวชและแม่ชีจำนวนมากไปขุมขังและทรมาณ มีพระชรารูปหนึ่งสามารถหนีออกมาได้และเดินทางข้ามพรมแดนมาพบกับองค์ทะไลลามะได้ เมื่อได้มาพบกับองค์ทะไลลามะ พระชรารูปนี้ก็ได้แสดงการคารวะพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำตานองใบหน้าว่า "โอ ท่านทะไลลามะ ข้าพเจ้ากลัวมากๆ" ซ้ำไปมาอยู่สองสามครั้ง องค์ทะไลลามะก็ตอบกลับไปว่า "เป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกหวาดกลัว เพราะการตกอยู่สถานการณ์เช่นท่านนั้นเป็นเรื่องที่ทุกข์ทรมานและยากลำบากมาก" แต่แล้วพระชรารูปนั้นก็ตอบองค์ทะไลลามะกลับไปว่า "โอ ท่านทะไลลามะ ข้าพเจ้ากลัวมากๆ" "ในระหว่างที่ถูกคุมขังนั้น ข้าพเจ้ากลัวมากว่าวันหนึ่งจะสูญเสียความกรุณาที่มีต่อทหารจีนผู้ที่กระทำทารุณและทรมานข้าพเจ้าในคุกนั้นไป"
... ฟังแล้วซึ้ง (อึ้งด้วย) เพราะพระชรารูปนี้มีจิตใจแห่งความกรุณาที่ไพศาลจริงๆ ว่ากันว่า นักรบแห่งจิตวิญญาณนี้ ยิ่งเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้ความทุกข์นั้นเป็นโอกาสที่จะแปรเปลี่ยนทุกข์นั้นไปสู่ความเมตตาและความกรุณาได้มากขึ้นเท่านั้น
วิทยากรก็เลยย้อนกลับมาสู่คนฟังว่า เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ถ้าเราเจอกับคนที่เราไม่ชอบหรือคนที่เรารู้สึกว่าเขาช่างแย่และเลวร้ายจริงๆ ก็ให้เรามองเห็นว่านี่แหละคือโอกาสทองที่เราจะได้ฝึกฝนจิตใจแห่งนักรบพระโพธิส้ตว์คือ แปรเปลี่ยนยาพิษในใจให้กลายเป็นพลังแห่งความรัก ความเมตตาส่งกลับออกไปยังคนๆนั้น (แหม อันนี้ฟังแล้วชอบใจ เพราะทำให้นึกถึงเพื่อนๆบางคนในที่ทำงาน ที่หลายคนรู้สึกว่าเขาช่างเป็นตัวป่วน จริงๆ--ต่อไปนี้คงต้องมองและปฏิบัติต่อเขาใหม่เสียแล้ว)
อีกกิจกรรมที่ชอบคือ เขาให้เราจินตนาการถึงผลไม้ที่เราชอบว่าอยู่ตรงหน้า ใช้จิตเราจินตนาการว่าเราสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ถึงสี และกลิ่นหอมหวานของมัน จากนั้นหยิบผลไม้มาก่อนจะใส่เข้าปากขอให้เรานึกถึงว่า เรากำลังกินผลไม้นี้เพื่อความสุขของตัวเราเอง แล้วก็กินเข้าไป (ในจินตนาการ) เขาให้เราสังเกตดูความรู้สึกของตัวเอง
จากนั้นเขาก็ให้จินตนาการถึงผลไม้ที่เราชอบอีกครั้งอย่างแจ่มชัดในใจ หยิบขึ้นมา คราวนี้ก่อนที่เราจะกินผลไม้นั้น ให้เรานึกถึงรสชาติความหอมหวานของมัน แล้วบอกกับตัวเองว่า เมื่อฉันกินผลไม้นี้ขอให้ความหอมหวานและรสชาติอันแสนอร่อยของมันส่งผ่านออกไปยังสรรพชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวง ขอให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับรสแห่งความหอมหวานของผลไม้นี้และมีความสุขกับรสชาติของมัน และขอให้การกินผลไม้ชิ้นนี้เป็นการเติมเต็มความอิ่มให้กับทุกสรรพสิ่งด้วย ขอให้ความหิวโหยของพวกเขาจงได้รับการเยียวยา ขอให้พวกเขาได้รับความสุขเช่นเดียวกันกับฉัน แล้วก็กินผลไม้ (ในจินตนาการ) เข้าไป จากนั้นเขาก็ให้เราสังเกตดูความรู้สึกของตนเองว่ารู้สึกอย่างไรแตกต่างกันหรือไม่
สำหรับเรานะ พบว่า แม้จะเป็นการกระทำเดียวกัน แต่แค่เพียงเราตั้งจิต/เจตนาต่างกัน มันก็ส่งผลต่อภาวะจิตใจและความรู้สึกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ ตอนกินครั้งแรกมันก็อร่อยดีนะ แต่ครั้งหลังนี่รู้สึกได้เลยว่ามันเป็นการกินผลไม้ที่มีความหมายจริงๆ เพราะมันเป็นการกินเพื่อคนอื่นๆด้วย จิตใจมันจะเต็มอิ่มเบิกบานกว่ากัน ความรู้สึกข้างในมันเปิดกว้างมากกว่าเดิม ใจมันสว่างและเบากว่ากันเยอะเลย
ถึงว่าพระพุทธเจ้าจึงได้สอนว่า เจตนาเป็นตัวตัดสินการกระทำ ผลกรรมจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับตัวเจตนาของผู้กระทำกรรมนั้น
แล้วเขาก็บอกว่าเนี่ยแหละ ต่อไปนี้ถ้าใครต้องการจะฝึกฝนจิตใจของพระโพธิสัตว์ ก็ขอให้เรามีสติว่า ทุกๆการกระทำของเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นการกิน ยืน เดิน นั่งนอน พูดจา การภาวนา ล้วนเป็นไปเพื่อความสุขและประโยชน์ของผู้อื่น การตั้งจิตเช่นนี้จะบ่มเพาะและหล่อเลี้ยงความกรุณาให้อยู่ภายในจิตใจของเราและทำให้พลังแห่งความกรุณานั้นเติบโตได้อย่างมั่นคง
มีเรื่องที่ขำก็คือ ตอนเช้าพอวิทยากรแนะนำตัวเสร็จก็มีการถามผู้ฟังกลับว่า "ที่คุณมาฟังในวันนี้ คุณตั้งใจว่าคุณจะมาฟังเรื่องอะไร อะไรทำให้คุณตัดสินใจเดินทางมาร่วมการเสวนาในครั้งนี้" พอถามจบคนฟังก็อึ้งมองหน้ากันไปมา คอยดูว่าใครจะกล้าพูดก่อน พอวิทยากรเห็นคนเงียบอยู่ก็เลย บอกว่า ก้าวแรกของการที่จะเป็นนักรบพระโพธิสัตว์คือ การมีความกล้าหาญ เช่น การกล้าที่จะพูด แสดงความรู้สึกและความคิดของตนให้คนอื่นรับรู้ด้วยเช่นกัน เท่านั้นแหละพวกเราผู้ฟังก็เลยขำกันใหญ่ สถานการณ์คลี่คลาย ในที่สุดก็เลยมีคนลุกขึ้นมาแสดงความเห็นกันพอควรทีเดียว
ตอนจบได้มีโอกาสคุยกับวิทยากรนิดหน่อย คือ คุณ Joel เขาขอบคุณเราที่ตั้งใจฟังมาก (อิๆ ปลื้มเลย วิทยากรอุตส่าห์เห็น แต่จะว่าไปเราก็ฟังด้วยความสนุกจริงๆ ถูกจริตข้าพเจ้ายิ่งนัก) แล้วเขาก็บอกว่าสนใจงานด้านสันติวิธีด้วย ถ้ามีโอกาสที่จะช่วยเหลือได้ก็สนใจอยากจะมาช่วยเหลืองานด้านนี้อย่างยินดี
การเสวนาวันนี้ให้แรงบันดาลใจที่ดีทีเดียว มันตรงกับความเชื่อลึกๆของเราว่า แท้จริงแล้วทุกคนคือพระโพธิสัตว์ เราล้วนมีจิตของโพธิ(จิตตื่นรู้) อยู่ภายใน เพียงแต่ยังหลับใหลอยู่ ภารกิจของเราทุกคนคือปลุกมันให้ตื่นรู้ขึ้นมา ภารกิจนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องทำด้วยตนเอง เส้นทางจิตวิญญาณของแต่ละคนล้วนแตกต่างและถูกออกแบบมาเฉพาะตน ไม่มีวันซ้ำกับใคร ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปเพื่อการตื่นรู้ มีประโยคหนึ่งที่เราชอบมาก ถ้าจำไม่ผิดได้อ่านเจอครั้งแรกในหนังสือ ช้มบาลา (ของเชอเกียม ตรุงปะ) เขาเขียนว่า...
"แท้จริงแล้วพวกเราทั้งผองล้วนเป็นนักรบแห่งจิตวิญญาณ พวกเราคือนักรบแห่งแสงสว่าง"