Wednesday, August 17, 2011
Tuesday, July 12, 2011
บันทึกประสบการณ์เดินสันติปัตตานี สี่วันแห่งมิตรภาพและการเรียนรู้
ฉันได้มีโอกาสไปร่วมเดินสันติปัตตานี ในช่วงวันที่ 24-27 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นระยะที่คณะเดินได้เดินทางไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงเวลาเพียง 3-4 วันของการเดินเท้าผ่านชุมชนต่างๆ เลียบเลาะชายฝั่งอ่าวไทยแถบบ่อนอก บ้านกรูด บางสะพานนั้น ฉันได้รับประสบการณ์และเรื่องราวที่น่าประทับใจหลายหลากเรื่องราวด้วยกัน
เรื่องประทับใจไม่รู้ลืมเรื่องแรกคือ อาหารเย็นมื้อแรกที่ฉันเดินทางไปถึงยังจุดพักแรมที่โรงเรียนบ่อนอกวิทยา มื้อนั้นเป็นอาหารชาวบ้านทำมาเลี้ยงคณะเดินที่โรงเรียนบ่อนอกวิทยา อาหารพื้นบ้านเรียบง่าย แต่อร่อยอย่าบอกใครเพราะความสดใหม่ของผักปลาที่ชาวบ้านนำมาประกอบอาหาร และฝีมือการปรุงรสแบบบ้านๆที่อร่อยล้ำเลิศ โดยเฉพาะปลาทูตัวเล็กๆทอดกรอบจนกินได้ทั้งตัวนั้นอร่อยเป็นที่สุด(ซึ่งหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว) ชาวบ้านที่นี่บอกว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณนี้เป็นหนึ่งในถิ่นที่มีปลาทูเยอะมากที่สุดในอ่าวไทย และปลาทูที่จับได้แถบนี้อร่อยที่สุดในประเทศ (ชาวบ้านเขาว่ากันอย่างนั้น) ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าปลาทูที่นี่อร่อยที่สุดในประเทศหรือเปล่า(เพราะยังไม่เคยตามไปชิมปลาทูที่จับได้ในแถบอื่นๆจนครบทั่วทั้งประเทศ) รู้แต่ว่ามันอร่อยมากๆ สมคำร่ำลือไม่แพ้ที่ไหนๆเลย
หลังจากอาหารมื้ออร่อย เราก็มีวงคุยบอกเล่าสถานการณ์การเดินในช่วงวันที่ผ่านมาและมีการแนะนำตัวสมาชิกใหม่ที่ตามมาสมทบ รวมทั้งวางแผนการของกิจกรรมและการเดินในวันถัดไป แต่ละวันจะมีคนผลัดกันขึ้นมาเป็นผู้นำทีมเดิน ค่ำนั้นเรานอนกันที่โรงเรียน บ้างก็นอนในห้องเรียน ผอ.โรงเรียนช่วยเหลือบริการด้านที่พักให้เต็มที่ โดยเปิดห้องผอ.(มีแอร์เย็นๆด้วย)ให้พวกเราเข้าไปปูเสื่อนอนกัน แต่บางคนก็อยากจะไปนอนกางมุ้งในห้องเรียนมากกว่า (ผูกหูมุ้งกับโต๊ะเก้าอี้นักเรียนนั่นเอง) ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปจับจองที่เหมาะๆที่อยากจะนอนกันในอาคารเรียนนั่นเอง เช้าวันถัดมาเรามีการจัดวงสานเสวนาโดยเชิญแกนนำชาวบ้านและตัวแทนภาครัฐมาพูดคุยแลกเปลี่ยนรับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน มีตัวแทนจากศาสนาพุทธและอิสลามมาร่วมสานเสวนาด้วย ซึ่งฉันจะไม่ขอเล่าถึงประเด็นในวงสานเสวนาวันนั้น เนื่องจากฉันแอบหนีไปนั่งวาดรูปเล่นกับจ่าจ๊าสาวน้อยวัย 7 ขวบที่มาร่วมเดินด้วยพร้อมกับแม่โอ๋และพ่อพจน์ ฉันก็เลยไม่ได้อยู่ฟังอย่างตั้งใจและจดจำประเด็นใดๆไม่ได้เลย (ฮา)
เช้าวันต่อมา เราพร้อมหน้ากันในเวลาราวๆตีสี่ครึ่ง มีการออกกำลังกายบริหารยามเช้าเล็กน้อยเพื่อสร้างความพร้อมให้ร่างกาย แจกนมแจกขนมให้ทีมเดินเพื่อกินรองท้องก่อนออกเดินทาง วันนี้คณะเดินจะใช้ถนนเพชรเกษมเป็นเส้นทางหลัก เมื่อเดินออกมาจากโรงเรียนในตอนเช้ามืดท่ามกลางฝนปรอยๆ ก่อนจะเข้าสู่ถนนใหญ่เราได้ไปหยุดแวะยังบริเวณศาลาริมทางตรงปากทางแยกใหญ่ซึ่งเป็นจุดที่คุณวัฒน์ เจริญอักษร[1] ได้เสียชีวิตจากการถูกลอบยิงที่นี่ เราหยุดยืนไว้อาลัยครู่ใหญ่ๆให้กับการจากไปของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความอยู่รอดของชาวบ้านบ้านกรูด-บ่อนอก จากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อไปอย่างสงบเพื่อมุ่งตรงไปสู่บางสะพาน
ฉันพบว่าฉันมีความสุขกับการเดินเงียบๆอย่างยิ่ง เดินไปเรื่อยๆ ละวางความกังวลเกี่ยวกับเรื่องงาน เรื่องเรียนและภาระที่ค้างคาเอาไว้ข้างหลัง เดินโดยไม่ต้องคิดอะไร เดินมองท้องฟ้า ดูต้นไม้ เดินดูลมหายใจกับจังหวะก้าวเดินของตนเอง เดินเพื่อที่จะเดิน เมื่อมีความคิดใดๆผุดพรายขึ้นมาก็แค่รับรู้ บางครั้งก็เผลอคิดตามอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อรู้สึกตัวความคิดก็ดับไป สำหรับฉันแล้วการเดินก็คือการภาวนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ฉันพบว่าการได้เดินไปด้วยกันกับเพื่อนๆทำให้เรามีพลังใจที่ก้าวเดินต่อไป แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยล้าหรือร้อนขนาดไหน แต่เมื่อหันไปเห็นเพื่อนๆที่กำลังเดินอยู่อย่างไม่ท้อถอย ก็ช่วยให้เราเกิดแรงฮึดที่จะเดินต่อไปด้วยเช่นกัน เพื่อนคนหนึ่งที่ฉันชอบเดินด้วยมากที่สุดคือ นภา สาวน้อยตัวเล็กผอมบางที่เวลาลมพัดมาที ก็แทบจะปลิวไปกับลม ยิ่งเวลารถสิบล้อขับสวนมาแต่ละหนนั้น ฉันร่ำๆอยากจะเข้าไปจับแขนนภาเอาไว้ เพราะเกรงว่าน้องจะปลิวไปกับแรงลมของรถสิบล้อ นภาเดินเงียบ เดินอึด เดินทน ไม่บ่นไม่เกี่ยงใดๆ และที่สำคัญคือเรามีความเป็นเพื่อนกัน แม้เราจะเดินกันไปในความเงียบ แต่ว่าฉันกับรับรู้ได้ถึงมิตรภาพระหว่างกันในความเงียบนั้น เพราะเหตุนี้กระมังจึงทำให้ฉันชอบเดินกับนภา การได้เดินเงียบๆ ไปกับเพื่อนๆ บนเส้นทางที่ทอดยาวไกลเป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการมาร่วมเดินในครั้งนี้
มีอีกเรื่องที่ประทับใจไม่รู้ลืมคือ ในวันที่สามของการเดินนั้น ทีมเพื่อนๆที่มาเริ่มต้นเดินพร้อมกันรวมทั้งตัวฉันเริ่มมีอาการเดี้ยงกันไปต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นอาการเท้าระบม มีตุ่มใสๆขึ้นที่เท้า ปวดขา ปวดเข่า ฯลฯ ซึ่งอาการเหล่านี้จะแสดงออกมาทันทีในตอนที่เราหยุดพัก แต่ถ้าเราเริ่มต้นออกเดินไปสักพักอาการก็จะหายไปหรือทุเลาลง กระนั้นอาการเดี้ยงเหล่านี้ทำให้ฉันเองก็นึกลังเลใจสงสัยตัวเองอยู่ครามครันว่าวันนี้ฉันจะเดินไหวไหม จะไปถึงจุดหมายไหม แต่พอเห็นเพื่อนๆออกเดิน ฉันก็กัดฟันบอกตัวเองว่าคนอื่นเขายังเดินไหว เราก็ไหวเหมือนกันสิน่า แล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อไป แต่พอเข้าช่วงบ่ายของวันที่สาม ซึ่งเราเดินผ่านตัวอำเภอที่ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ร่มไม้บังใบที่เคยให้ความร่มรื่นชื่นใจระหว่างการเดินทางก็หายไปเกือบหมด เหลือแต่เสาไฟฟ้าและพื้นผิวซีเมนต์อันร้อนระอุ ฉันรู้สึกทรมานมาก นับว่าเป็นช่วงการเดินที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่ฉันเจอมาในช่วงสองสามวันนี้ ตอนนั้นรู้ซึ้งเลยว่าต้นไม้มีความสำคัญต่อชีวิตขนาดไหน นาทีนั้นขอแค่ได้เดินผ่านร่มเงาต้นไม้แม้เพียงสักต้นก็รู้สึกเหมือนกันได้ขึ้นสวรรค์กันเลยทีเดียว
ฉันมองเห็นรถกระบะที่ใช้ติดตามขบวนขับโฉบผ่านไปผ่านมาค่อยส่งน้ำให้คณะเดินและคอยเก็บตกคนที่เดินไม่ไหวระหว่างทาง ฉันมองตามตาปริบๆ ใจร่ำๆอยากจะกระโดดขึ้นรถไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ยังเห็นเพื่อนที่มาเดินด้วยกันเดินต่อไป ฉันก็เลยเดินต่อ แต่ตอนนั้นนภากับยุ่น (เพื่อนที่มาร่วมเดินพร้อมกัน) หายไปไหนแล้วไม่รู้ คาดว่าคงจะอยู่ช่วงท้ายๆขบวน เดินกันไปสักพัก ก็เห็นรถกระบะคันเก่าขับผ่านมาอีก แต่คราวนี้เห็นยุ่นกับนภานั่งส่งยิ้มโบกมือให้กำลังใจอยู่ในรถด้วย นาทีที่เห็นเพื่อนที่มาเริ่มต้นเดินพร้อมกันอยู่ในรถคันนั้น ใจฉันก็แป้วตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม มองตามตาละห้อย พลางส่งเสียงบ่นงึมงำกับน้องโอ๋เพื่อนร่วมทางว่า “โหย มันยังต้องเดินไปอีกไกลไหมเนี่ย เมื่อไหร่จะถึงอ่ะ” แอบคิดในใจว่าอยากนั่งรถไปด้วยจังเลย รู้งี้น่าจะเลือกกระโดดขึ้นรถไปด้วยตั้งแต่แรกก็ดี น้องโอ๋(แม่ของจ่าจ๊า) พูดตอบกลับมาว่า “โถๆๆ ดูใจตัวเองไปนะพี่นะ” ว่าแล้วน้องโอ๋ก็ส่งยิ้มหวานให้แล้วก็เดินต่อไป ส่วนฉันเมื่อเจอคำตอบนี้ก็ทำเอาจ๋อยและอึ้ง แต่ก็นึกในใจว่า “เออเนอะ จริงด้วย” ว่าแล้วก็กัดฟันเดินต่อไป ในตอนแรกเรื่องนี้ออกจะเป็นประสบการณ์ที่ทุกข์ทรมาน แต่พอเดินไปจนถึงจุดหมายแล้วก็พบว่า เหตุการณ์นี้เป็นประสบการณ์ประทับใจและฮาไม่รู้ลืมจริงๆ ที่สำคัญฉันรู้สึกขอบคุณน้องโอ๋อย่างมากที่แม้จะไม่ได้ให้กำลังใจใดๆ(อย่างชัดเจน) แต่ได้ให้สิ่งที่สำคัญกว่าคือให้การเตือนสติในการเดินแก่ฉันแทน ^_^
เรื่องราวที่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจมากอีกเรื่องคือ การได้รับฟังเรื่องราวการรวมกลุ่มกันต่อสู้ของชาวบ้านที่นี่ ฉันนับถือในพลังใจของชาวบ้านกลุ่มเล็กๆที่รวมตัวกันต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของรัฐที่วางแผนมาเบ็ดเสร็จแล้วล่วงหน้าและได้ทุ่มงบประมาณลงมาเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยไม่ได้มีการชี้แจงหรือสอบถามความเห็นใดๆจากชาวบ้านเจ้าของท้องถิ่น ฉันไม่ขอวิพากษ์ว่าโครงการนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะถ้ามองจากสายตาของภาครัฐโครงการนี้ย่อมดีแน่ เพราะมันย่อมนำมาซึ่งเม็ดเงินและผลกำไรมหาศาลสู่ภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแง่ของการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากต่างชาติ แต่หากมองจากสายตาของชาวบ้านที่เป็นเจ้าของชุมชน เจ้าของถิ่นอาศัย โครงการนี้ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การส่งผลกระทบต่ออาชีพการประมงพื้นบ้านของชาวบ้านที่ดำเนินสืบเนื่องกันมายาวนานที่อาจจะสูญหายไป รวมไปถึงการทำลายสายสัมพันธ์ของชุมชนที่อาจจะขาดสะบั้นลงเพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
พี่หนิงหนึ่งในแกนนำที่ทำหน้าที่ศึกษาข้อมูลและผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้ากล่าวว่า จริงๆแล้ว ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านการพัฒนา ไม่ได้คัดค้านการมีโรงไฟฟ้า ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านความเจริญ แต่เขาคัดค้านการพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนต่างหาก หากพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าการพัฒนานั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลต่อผู้คนในชุมชน ทุกคนก็ยินดีต้อนรับ คนนี่ที่เขามีความภาคภูมิใจในถิ่นเกิดและมีความรักความผูกพันต่อบ้านเกิดไม่น้อยไปกว่าที่ใดๆ ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าจังหวัดประจวบฯ มีของดีหลายอย่าง นอกจากจะเป็นถิ่นสับปะรดที่ปลูกกันมากแล้ว ก็ยังมีมะพร้าว ซึ่งชาวบ้านเขาบอกว่ามะพร้าวที่นี่มีรสชาติหวานมันอร่อยที่สุด ปลาทูสดๆเนื้อมันๆ(ดังที่ได้เล่าไปแล้ว) มีชายทะเลและหาดทรายสวยๆอีกหลายหาดที่ยังคงความเป็นธรรมชาติดั้งเดิมเอาไว้ได้ (ยังไม่ถูกรุกรานและทำลายจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากนัก) ยังไม่นับไปถึงปลาวาฬบูรด้าที่จะปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งคราวในแถบนี้อีกด้วย
ชาวบ้านเคยเสนอกับทางภาครัฐว่า หากจะเอาโรงไฟฟ้ามาลงที่นี่ขอให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างเช่น พลังงานลมได้ไหม หรือพลังงานอย่างอื่นที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันมาแล้วว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และหากจะนำการพัฒนาลงมาก็ขอให้เป็นการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนจะได้ไหม เขาไม่ต้องการให้เอาโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาอยู่ที่หลังบ้านเขา เพราะมลพิษที่ตามมานั้นคงเกินจะรับไหว และไม่มีหลักประกันใดๆเลยว่าพวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว ยกเว้นแต่ว่าบรรดานายทุนจะรวยขึ้น (ดูตัวอย่างกรณีนิคมอุตสาหกรรมที่ระยองที่ยังคงมีปัญหาเรื้อรังมาจนบัดนี้ เป็นต้น) ซึ่งคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้านนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่รายได้หรือตัวเงินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่มันหมายถึงความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล การมีสุขภาพที่ดี การมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในชุมชน การเคารพวิถีชีวิตชุมชน
สำหรับฉันแล้วปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าจนแล้วจนรอดรัฐไทย(ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนๆ) ก็ยังคงไม่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนาอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้นโยบายและโครงการพัฒนาของภาครัฐหลายๆโครงการจึงส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเรื้อรังยืดเยื้อยาวนานในที่ต่างๆของประเทศมาจนบัดนี้ และผลกระทบจากโครงการต่างๆเหล่านี้นี่เองที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาที่รัฐบาลวางไว้กับมือในประเทศของตัวเองเพื่อรอวันให้มันระเบิดประทุออกมาทำลายตัวเองในที่สุด พี่หนิงบอกว่ากรณีปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น คือตัวอย่างของระเบิดเวลาที่ได้ระเบิดประทุออกมาเป็นความรุนแรงแล้ว ซึ่งจนบัดนี้รัฐไทยก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ส่วนในที่อื่นๆรวมทั้งในจังหวัดประจวบฯนั้น คือระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดออกมา ถ้าหากยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถหาทางออกจากความขัดแย้งนั้นได้อย่างสร้างสรรค์ และชาวบ้านที่นี่ก็กำลังพยายามส่งเสียงร้องบอกให้รัฐรับรู้และได้ยินมานานหลายปีแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าจนบัดนี้รัฐจะได้ยินเสียงของชาวบ้านบ้างหรือยัง
ฉันเดินทางจากมาในวันที่สี่ของการไปร่วมเดินที่จังหวัดประจวบฯ (ในช่วงรอยต่อก่อนจะเข้าสู่เขตจังหวัดชุมพร) กระนั้นการเดินทางยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้าของคณะเดินที่มุ่งมั่นเดินไปจนถึงปัตตานีเพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจกับการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการเดินทางในการต่อสู้ของชาวบ้านที่บ้านกรูด บ่อนอกและบางสะพานที่ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อปกป้องพิทักษ์บ้านเกิดของตนเอง ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะไปสิ้นสุดลงที่ใด แต่ฉันเชื่อว่าสิ่งที่เราค้นพบไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพและการเรียนรู้ในระหว่างทางนั้นเองคือบทเรียนล้ำค่าและสำคัญไม่น้อยไปกว่าการบรรลุจุดหมายปลายทางเลย
ปล. เราใช้เวลาเดินเท้าราวสามวันจากบ่อนอกไปจนถึงบางสะพาน ได้พบพานสิ่งต่างๆมากมายในระหว่างทาง มีรายละเอียดของชีวิต ผู้คนและสถานที่ที่เราแวะพัก แต่ขณะที่นั่งรถกลับมานั้นใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองชั่วโมง ทุกอย่างผ่านพ้นสายตาไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นั่งรถกลับมามีความรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ยังไม่รู้ชัดเหมือนกันว่าใจหายเพราะเหตุใด
[1] คุณวัฒน์ เจริญอักษร เป็นหนึ่งในแกนนำชาวบ้านที่ร่วมคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก การจากไปของเขาเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนให้คนที่ยังอยู่ต่อสู้ต่อไปจนประสบความสำเร็จในการยับยั้งไม่ให้รัฐสร้างโรงไฟฟ้าในบริเวณนี้
Thursday, April 14, 2011
หน่ออ่อนต้นออมบู
จากหนังสือ "ฉันจะเล่าให้คุณฟัง" เขียนโดย ฆอร์เฆ่ บูกาย แปลโดย เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ
อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็รักหมู่บ้าน จัตุรัสและต้นไม้ของพวกเขา ต้นไม้ที่ว่านี้คือต้นออมบูขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กลางจัตุรัสพอดิบพอดี นอกจากนี้มันยังเป็นศูนย์กลางชีวิตประจำวันของชาวบ้านอีกด้วย ทุกเย็นราวๆหนึ่งทุ่มหลังเลิกงานแล้ว ชาวบ้านทั้งชายและหญิงจะนัดพบกันที่จัตุรัสแห่งนี้ ทุกคนอาบน้ำหวีผมและแต่งตัวสวยหล่อเพื่อจะมาเดินเล่นรอบต้นออมบูสักรอบ - สองรอบ
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวและพ่อแม่ของคนหนุ่มสาวต่างมาพบปะสังสรรค์กันใต้ต้นออมบูนี้ ณ ที่แห่งนั้นมีการเจรจาธุรกิจสำคัญๆ มีการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับหมู่บ้าน มีการจัดงานแต่งงาน มีพิธีรำลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ทุกอย่างดำเนินเช่นนี้มาหลายสิบปี
วันหนึ่งสิ่งแปลกประหลาดน่าทึ่งก็เริ่มเกิดขึ้น กล่าวคือ มีกิ่งไม้เล็กๆสีเขียวแตกออกบริเวณรากด้านข้างของต้นออมบู ใบน้อยๆทั้งสองของมันชูรับแสงแดด ต้นออมบูไม่เคยแตกหน่อเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก
หลังจากอารมณ์ตื่นเต้นผ่านพ้นไปมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานเลี้ยงฉลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่คณะผู้จัดงานก็ต้องแปลกประหลาดใจเมื่อรู้ว่ามีชาวบ้านบางคนไม่ได้มาร่วมดื่มฉลอง เพราะคิดว่าหน่อที่แตกออกจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย
หลังจากนั้นไม่กี่วันหน่อที่สองก็โผล่ขึ้น เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนก็มีกิ่งเล็กๆสีเขียวนับรวมได้กว่ายี่สิบกิ่งแตกออกมาจากรากสีเทาของต้นออมบู
แต่แล้วความปีติยินดีของบางคน และความเพิกเฉยของคนบางกลุ่มก็คงอยู่ไม่นาน วันหนึ่งยามที่เฝ้าจัตุรัสเตือนให้ทุกคนรู้ว่าต้นออมบูเก่าแก่ต้นนี้เริ่มจะมีบางอย่างผิดปกติ ใบของมันเริ่มเหลือง เหี่ยวเฉาและร่วงหล่นลงง่ายดาย เปลือกไม้ที่เคยสมบูรณ์กลายสภาพเป็นเปลือกไม้แห้งกรอบ
คนยามวินิจฉัยว่า "ต้นออมบูกำลังป่วย มันอาจจะใกล้ตายก็ได้"
บ่ายวันนั้นเองขณะเดินเล่นในช่วงเย็น ทุกคนเริ่มถกกันถึงเรื่องนี้ บางคนเริ่มจะบอกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของกิ่งเล็กๆ เหล่านั้น เหตุผลของกลุ่มนี้คือ ทุกอย่างเป็นปกติดีก่อนที่พวกมันจะโผล่ออกมา
ฝ่ายกลุ่มพิทักษ์หน่อก็แย้งว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกัน หน่อที่แตกออกมาเป็นสิ่งรับประกันอนาคต หากเกิดอะไรขึ้นแก่ต้นออมบูจริงๆ
ความคิดเห็นแตกต่างนี้เป็นที่มาของการเผชิญหน้ากันของทั้งสอง คือ กลุ่มที่สนับสนุนต้นออมบู และกลุ่มที่สนับสนุนหน่อ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนับวันทั้งสองฝ่ายยิ่งทะเลาะกันหนักขึ้นและห่างเหินกันมากขึ้นทุกทีๆ ครั้นกลางคืนทั้งหมดก็ตกลงจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมหมู่บ้านวันถัดไป ทั้งนี้เพื่อทุกคนจะได้ไปสงบสติอารมณ์กันเสียก่อน
แต่แล้วก็ไม่มีใครระงับอารมณ์ตนเองได้ เพราะในที่ประชุมวันถัดมา กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูซึ่งเป็นชื่อที่พวกเข้าตั้งขึ้นชี้แจงว่า วิธีการแก้ปัญหาคือกลับไปเป็นเหมือนเดิม หน่อที่เกิดขึ้นกำลังทำให้ต้นออมบูชรานั้นหมดแรงลงเรื่อยๆ พวกมันทำตัวเหมือนวัชพืช ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือกำจัดพวกมันเสีย
ด้านกลุ่มพิทักษ์ชีวิต ชื่อที่พวกเขาเลือกกันขึ้นมาเอง ฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะได้คิดหาหนทางแก้ปัญหามาแล้วเช่นกัน ทางออกของกลุ่มนี้คือ ตัดต้นออมบูทิ้งเพราะมันสิ้นอายุขัยแล้ว หากปล่อยไว้ก็รังแต่จะแย่งแสงแดด แย่งน้ำหน่อที่เพิ่งแตกออกมาเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปกป้องต้นออมบู เพราะแท้จริง มันก็มีสภาพไม่ต่างจากต้นไม้ที่ตายแล้ว
หลังจากเถียงกัน ลงท้ายก็จบด้วยการทะเลาะวิวาท ตะโกนด่าทอ เตะต่อยกันชุลมุน ตำรวจเข้ามาสลายเหตุวิวาทแล้วสั่งให้ทุกคนกลับบ้านไปเสีย
คืนนั้นเองกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูประชุมกัน ลงความเห็นว่า สถานการณ์มาถึงจุดวิกฤตแล้ว ทำอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่รับฟังเหตุผล เห็นทีต้องลงมือจัดการเสียที ว่าแล้วพวกเขาก็คว้ากรรไกร เสียม พลั่ว มุ่งหน้าไปจัดการให้รู้แล้วรู้รอด คิดว่าเมื่อหน่ออ่อนถูกทำลายสิ้นซากการเจรจาก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย
พวกเขาเดินมาถึงจัตุรัสด้วยหัวใจพองโต เมื่อเข้าใกล้ต้นออมบูก็สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสุมฟืนรอบๆต้นไม้ ที่แท้คือกลุ่มพิทักษ์ชีวิตซึ่งกำลังจะจุดไฟเผาต้นออมบูนั่นเอง ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มทะเลาะกันอีกแต่คราวนี้มือของพวกเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความเจ็บปวดและประสงค์จะทำลาย
ระหว่างการทะเลาะวิวาทหน่อเล็กหน่อน้อยก็โดนเหยียบย่ำทำลาย ต้นออมบูก็โดนทำร้ายบริเวณลำต้นและกิ่งด้วย ลงท้ายคืนนั้นคนกว่ายี่สิบคนจากทั้งสองฝ่ายถูกหามเข้าโรงพยาบาล บาดเจ็บมากน้อยต่างกันไป
เช้าวันรุ่งขึ้นจัตุรัสดูแปลกตาเพราะกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเอารั้วไปล้อมต้นไว้ มีคนสี่คนยืนถืออาวุธเฝ้าอยู่ด้วย ส่วนกลุ่มพิทักษ์ชีวิตก็ขุดหลุมรอบๆหน่อ เพื่อวางรั้วลวดหนามล้อมเพื่อป้องกันการบุกรุกทุกรูปแบบ
ชาวบ้านอื่นๆก็ย่ำแย่เช่นกัน แต่ละฝ่ายพยายามนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมืองและบังคับให้ชาวบ้านเลือกข้าง ต่างหวังให้ฝ่ายตนมีผู้สนับสนุนมากกว่า ใครปกป้องต้นออมบู คือศัตรูของกลุ่มพิทักษ์ชีวิต และใครปกป้องหน่ออ่อนที่แตกออกมาก็ย่อมเกลียดกลุ่มพิทักษ์ต้นออมบูเข้าไส้
ในที่สุดทุกคนตกลงจะนำเรื่องให้ผู้พิพากษาด้านสันติภาพตัดสิน ซึ่งในเวลานั้นคือบาทหลวงของโบสถ์เล็กๆแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน ในวันอาทิตย์ถัดไป
ประชาชนซึ่งถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายโดยมีเชือกมากั้นไว้ต่างด่าทอกันไปมา เสียงตะโกนโหวกเหวกจนไม่มีใครฟังอะไรรู้เรื่อง
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก ผู้เฒ่าถือไม้เท้าเดินออกมา สายตาของทั้งสองฝ่ายคอยจับจ้อง ผู้เฒ่าอายุกว่าหนึ่งร้อยปีเป็นผู้ก่อต้ังหมู่บ้านเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่ม เป็นคนวางผังถนนหนทาง แบ่งที่ดินให้ทุกคน และแน่นอนว่าเป็นคนปลูกต้นออมบูต้นนี้ ทุกคนเคารพท่านผู้เฒ่ามาก ท่านเป็นผู้มีวาจาแหลมคมมาตลอด
ผู้เฒ่าบอกปัดแขนที่ยื่นมาช่วยพยุง และค่อยๆเดินขึ้นเวทีอย่างยากลำบาก ท่านเอ่ยว่า
"พวกโง่เอ๊ย" ท่านพูด " พวกเจ้าเรียกตัวเองว่ากลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู กลุ่มพิทักษ์ชีวิต--ผู้พิทักษ์อย่างนั้นรึ พวกเจ้าปกป้องอะไรไม่ได้หรอก เพราะพวกเจ้าเพียงมุ่งทำร้ายคนที่คิดแตกต่างเท่านั้น"
"พวกเจ้าไม่รู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง ผิดทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ" "ต้นออมบูไม่ใช่หิน มันเป็นสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้นมันจึงมีวงจรชีวิตของมันเช่นกัน วงจรนั้นรวมถึงให้กำเนิดชีวิตใหม่เพื่อสืบต่อหน้าที่ของมัน นั่นหมายความว่ามันแตกหน่อ เพื่อต่อไปหน่อเหล่านั้นจะได้กลายเป็นต้นออมบูต้นใหม่"
"แต่หน่อเหล่านั้น พวกโง่เง่าเอ๊ย มันไม่ใช่แค่หน่อ มันมีชีวิต อยู่เองไม่ได้ดอก หากต้นออมบูตายไปชีวิตของต้นออมบูจะไม่มีความหมายอะไร หากให้กำเนิดชีวิตใหม่ไม่ได้"
"เตรียมตัวไว้ให้ดีกลุ่มพิทักษ์ชีวิต หมั่นฝึกซ้อมและเตรียมอาวุธไว้ให้พร้อม ไม่ช้าก็จะถึงเวลาที่พวกเจ้าจะได้เผาบ้านซึ่งพ่อแม่ของพวกเจ้าอยู่ข้างใน อีกไม่นานพวกนั้นก็จะเริ่มแก่เฒ่า และจะเริ่มเกะกะขวางทางเดินของพวกเจ้า "
"เตรียมตัวไว้ให้ดี กลุ่มพิทักษ์ต้นออมบู ซ้อมกับหน่อพวกนี้ไปก่อน พวกเจ้าต้องเตรียมพร้อมที่จะเหยียบย่ำและฆ่าลูกๆของพวกเจ้า เมื่อพวกนั้นอยากขึ้นมาแทนที่ หรืออยากมีอำนาจเหนือกว่า"
"แล้วนี่รึที่พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์ สิ่งเดียวที่พวกเจ้าต้องการคือ ทำลาย แล้วก็ยังไม่รู้ตัวอีกว่า ทำลายกันไป ทำลายกันมา พวกเจ้ากำลังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการปกป้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คิดกันให้มากสักหน่อย เหลือเวลาไม่มากนักดอก"
พอกล่าวจบผู้เฒ่าก็เดินลงจากเวทีช้าๆ ตรงไปที่ประตูท่ามกลางความเงียบของทุกคน-- แล้วก็เดินจากไป...