Wednesday, October 28, 2009

และแล้วนางมารร้ายก็ปรากฏ



ฉันมีโอกาสได้ฟังซีดีพระอาจารย์มาสักระยะหนึ่ง เคยไปฟังพระอาจารย์แสดงธรรมที่ศาลาลุงชินและที่สวนสันติธรรมสองสามครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็ปฏิบัติแบบกระพร่องกระแพร่ง ฟังซีดีบ้างไม่ฟังบ้าง ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง จึงได้แต่ไปนั่งฟัง แต่ไม่เคยคิดจะส่งการบ้าน เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติมากพอที่จะมีอะไรส่งได้ ส่งไปก็อายชาวบ้าน อายพระอาจารย์เปล่าๆ

แต่เมื่อสักช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่าน รู้สึกมีกำลังใจ ฮึดสู้ขึ้นมาเพราะได้อ่านบลอกธรรมใจไดอารี่ของพันธกุมภาที่ปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์ จริงๆแล้วก็เคยอ่านเจอบลอกของเขาผ่านเว็บประชาไท(นานมาแล้ว) ตอนนั้นยังนึกชมว่า คนเขียนอายุยังน้อยแต่เขียนได้ดีมาก อ่านแล้วรู้สึกว่ามีกำลังใจในการปฏิบัติ แต่แล้วก็ลืมๆไป(กำลังใจมันมาเป็นวูบๆ) แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มาเจอบลอกของเขาอีกทีใน facebook นับว่าโลกกลมจริงๆ ก็เลยเกิดแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ ยังรู้สึกขอบคุณเขาจนบัดนี้ที่ได้แบ่งปันงานเขียนดีๆ และข้อความดีๆ บนเส้นทางแห่งการปฏิบัติของเขาให้ฉันได้อ่าน ซึ่งได้มาช่วยเตือนสติและสร้างแรงบันดาลใจให้ฉันฮึดขึ้นมาปฏิบัติอีกครั้ง

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงได้เริ่มต้นตั้งใจปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์อย่างต่อเนื่อง ดูเล่นๆไปเรื่อยๆ แบบทีเล่นทีจริง เผลอบ้าง เพ่งบ้าง หลงบ้าง ดูกายบ้าง ดูจิตบ้าง สลับไปสลับมาแล้วแต่ว่าจะดูอะไรได้ในตอนนั้น บางขณะก็ระลึกรู้ได้เองถึงกายและใจโดยไม่ได้ตั้งใจ (แว๊บหนึ่งแล้วก็หายไป)

มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันโกรธเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมาก แล้วก็ไปพูดระบายความโกรธเคืองให้เพื่อนร่วมงานอีกคนฟังแบบใส่อารมณ์เต็มที่ (แน่นอนอย่างมีเหตุมีผลประกอบอย่างน่าเชื่อถือ) พอพูดจบได้สักพัก เจ้าตัวคนที่ถูกเอ่ยถึงเดินเข้าห้องมา ฉันก็ทำหน้าเฉยๆ แล้วคุยก็เขาแบบปกติด้วยดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เย็นวันนั้นขณะนั่งรถกลับบ้าน จู่ๆจิตก็ระลึกขึ้นมาได้ถึงพฤติกรรมของตัวเอง แล้วก็ได้เห็น pattern ความร้ายกาจของตัวเองที่พูดเอาแต่ได้มาตลอด ในเวลาที่ไม่พอใจหรือเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ขัดเคือง ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนอื่นอย่างหน้าไม่อายเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นผิด พูดให้ตัวเองดูดีดูมีเหตุผล แต่ในขณะเดียวกันก็เจ้าเล่ห์เพทุบายเอาตัวรอดในสถานการณ์การเผชิญหน้ากับคู่กรณี กลับกลอกได้อย่างแนบเนียน จนแม้แต่ตัวเองก็มองไม่เห็น (หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็นเพราะไม่อยากจะมอง) จนกระทั่งหลายครั้งฉันก็เชื่อว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นสมควรแล้ว ชอบธรรมแล้ว ฉันได้ทำตัวเป็นผู้พิพากษาตัดสินโทษผู้อื่นแบบเบ็ดเสร็จ

เย็นนั้นพอได้เห็น pattern พฤติกรรมของตัวเองแล้วก็รู้สึกละอายใจมาก ทำเอาสะดุ้งเฮือกว่า โอ้โห เรานี่มันนางมารร้ายตัวจริงเลยนี่หว่า เป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆด้วย ร้ายแบบขั้นเทพ เพราะเวลาที่เกิดโทสะแรงๆนั้น ฉันไม่ได้ลงมือลงไม้ทำร้ายใคร ไม่ได้อาละวาดด่าใครด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ฉันสามารถพูดให้ร้ายคนได้อย่างชนิดที่ฟังแล้วน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกันทำให้ตัวเองดูน่าเห็นใจน่าสงสาร ดูเป็นคนดีมีเหตุผลและหลักการ และแน่นอนมีคุณธรรม (อิอิ ภาพลักษณ์อันหลังที่มอบให้ตัวเองนี้ถือว่าแสบมากๆ)

ตอนนั้นพอได้เห็นความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ความชั่วร้ายและกิเลสในจิตใจตัวเอง เกิดความรู้สึกว่าใจมันโล่งกระจ่างแจ้งและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก (แล้วก็สะใจตัวเองมากๆด้วย) และเกิดความสำนึกว่าต่อไปจะต้องระมัดระวังไม่พูดจาให้ร้ายใครอีก หากเกิดโทสะแรงๆขึ้นมาเมื่อไหร่จะสงบปากสงบคำ จะหุบปากตัวเองให้สนิทขึ้น ใจจะโกรธก็โกรธไป แต่จะไม่ละเมิดศีลข้อสี่ (ซึ่งเป็นข้อที่ฉันละเมิดบ่อยที่สุด—ในที่นี้หมายรวมถึงการพูดจาให้ร้าย ส่อเสียดและประชดประชันผู้อื่นด้วย)

เพิ่งจะได้เข้าใจที่เคยมีคนบอกฉันว่า ฉันน่ะเป็นคนที่ทำอกุศลกรรมด้านคำพูด เคยพูดจาทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ พูดจาว่าคนอื่น กรรมในเรื่องคำพูดก็เลยส่งผลให้ฉันกลายเป็นคนอ่อนไหว ขี้น้อยใจง่าย ใครพูดอะไรผิดหูนิดหน่อยก็มีอันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือน้อยออกน้อยใจ ทุกข์จะเป็นจะตายขึ้นมา (ก็สมควรแล้ว) เมื่อก่อนนี้ก็มองไม่เห็น คิดไม่ออกเลยว่าฉันเคยไปด่าว่าใครที่ไหนตั้งแต่เมื่อไรกัน แถมตอนนั้นยังคิดอีกว่า แหม โถๆๆ เราก็ออกจะเป็นคนดีปานนี้ จะไปพูดจาว่าใครเขาได้ แล้วยังคิดเลยเถิดไปนู่นว่า ชะรอยสงสัยจะเป็นกรรมแต่ชาติปางก่อนเป็นแน่แท้ ก็ไม่เป็นไรก้มหน้าก้มตารับกรรมไปก็แล้วกัน (เล่นบทพจมานเสียงั้น) ชิชะ ที่ไหนได้ มันเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องคิดว่าชาติก่อนชาติไหน ตรูทำมันอยู่เกือบทุกวันเนี่ย แต่ที่ผ่านมามองไม่เห็นเอง ตอนนี้พอกำลังของสติมันมากเข้า มันก็ช่วยให้เราเห็นพฤติกรรมความน่าเกลียด และกิเลสของตัวเองได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะตัวที่หยาบๆใหญ่ๆ เนี่ยจะเห็นได้ก่อนเพื่อน

เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วที่บอกว่าเป็นนางมารร้ายแบบเนียนๆ นี้ มันก็ไม่ได้เนียนจริงสักเท่าไหร่ เพราะยังเป็นกิเลสแบบหยาบๆอยู่ ในใจลึกๆนั้นแอบรู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสที่เนียนยิ่งกว่านี้ได้อีก ยังมีซ่อนอยู่อีกหลายตัว แต่ตอนนี้ยังเห็นไม่ค่อยชัด ขอให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะโผล่หน้าออกมาให้เห็นเองในไม่ช้า

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นใจจึงมีกำลังคึกคัก ฮึกเฮิมมาก มันดีใจมีความสุขที่ได้เห็นกิเลสของตัวเอง ก็ตั้งใจปฏิบัติไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆวันดีคืนดี ก็เกิดแรงบันดาลใจว่าอยากไปวัด อยากไปสวนสันติธรรมหรือไปวัดป่าละอูก็ได้ อยากลองไปส่งการบ้านบ้าง อยากรู้ว่าที่ฉันปฏิบัติอยู่นี้มันมาถูกทางหรือยัง หรือว่าจริงๆแล้วยังมั่วๆอยู่

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ ฉันจึงได้มีโอกาสไปสวนสันติธรรมเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ตั้งใจว่าจะขอส่งการบ้านกับพระอาจารย์ให้ได้สักครั้ง ฉันตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อที่จะไปขึ้นรถตู้ตอนตีสี่ รถไปถึงสวนสันติธรรมราวๆหกโมงเช้า ประตูวัดยังไม่ทันเปิด ก็มีรถจอดรอต่อคิวเป็นแถวยาวอยู่หน้าวัดแล้ว เมื่อเข้าไปในวัด ก็สัมผัสได้ถึงพลังบรรยากาศที่ดีอยู่รายรอบ ฉันเดินขึ้นไปบนศาลาแสดงธรรมเพื่อหาที่นั่ง เช้านั้นฉันได้นั่งแถวเกือบหน้าๆ (แถวที่เจ็ด) ในตำแหน่งกลางๆห้อง เรียกว่านั่งในตำแหน่งที่จะได้เห็นพระอาจารย์แบบชัดๆเลยทีเดียว เป็นทำเลที่ดีมาก (ดีใจจัง)

ตอนที่เห็นพระอาจารย์เดินเข้ามาเพื่อบรรยายธรรมตอนเจ็ดโมงนั้น รู้สึกดีใจมาก ก้มลงกราบด้วยความรู้สึกขอบคุณพระอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า ปรากฏว่าธรรมะข้อแรกที่พระอาจารย์แสดงในเช้าวันนี้คือ เรื่องความร้ายกาจ (กิเลส) ของคนเรา ท่านว่า ตอนวัยเด็กที่มีนิสัยหรือพฤติกรรมร้ายๆนั้น พอโตขึ้นมา อย่าคิดว่าความร้ายมันหายไปนะ ความร้ายมันยังอยู่นั่นแหละไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกปกปิดไว้ ถูกซ่อนไว้ ตอนเด็กๆมันร้ายแบบดิบๆ พอโตขึ้นมามันร้ายแบบเนียนๆ (สุดยอดมาก โดนจริงๆ ฮ่าๆ) ฉันก็ได้แต่นั่งฟังไปอมยิ้มไป ด้วยความสะใจตัวเองมาก พยักหน้าหงึกๆ อย่างยอมรับว่าเห็นจริงตามที่ท่านว่าทุกประการ รู้สึกสนุกสนานและเบิกบานยิ่งนัก ฟังไปก็อาศัยดูจิตไปด้วย บางทีก็คิดตามบ้าง บางทีก็เผลอคิดนอกเรื่อง ใจลอย บางทีก็รู้สึกตัว สลับไปสลับมา

พระอาจารย์แสดงธรรมถึงแปดโมงเช้า ก็ให้ญาติโยมออกมากินอาหารเช้า ก่อนที่จะเข้าไปฟังธรรมอีกรอบตอนเก้าโมง รอบเก้าโมงนี้จะเป็นช่วงที่ท่านเปิดโอกาสให้เราได้ถามคำถาม หรือส่งการบ้านในการปฏิบัติให้ท่านฟัง เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

ตอนเก้าโมงเช้า พระอาจารย์เริ่มด้วยการบรรยายธรรมสั้นๆแล้วก็บอกว่า วันนี้หลวงพ่อมีเวลาไม่มาก ต้องรีบไปทำธุระที่อื่นต่อ คงจะให้ถามได้ไม่มาก (ฟังแล้วรู้สึกใจแป้วไปนิดหนึ่ง แต่ก็เข้าใจและเห็นใจว่าท่านมีภารกิจมาก) แล้วท่านก็บอกว่า เอ้าใครจะถามก็ยกมือ(พร้อมป้ายหมายเลข) ฉันฟังเพลินยกแทบไม่ทัน ฮะๆ ตอนนั้นเห็นสภาพจิตตัวเองว่าทุลักทุเล ลนลานรีบยกมือแบบขลุกขลักมาก ในใจรอคอยคาดหวังว่าท่านจะเรียกหมายเลขของเราไหม แต่ปรากฏว่าท่านไม่หันมาเลย มองไปแต่ทางอีกฟากหนึ่งของห้อง แล้วก็เรียกหมายเลขอื่นๆไปเรื่อยๆ ขนาดคนที่นั่งติดกันกับฉันยังถูกเรียกเลย (แอบอิจฉาเขาด้วย) แล้วก็หลวงพ่อก็บอกว่า เอาล่ะเช้านี้พอแค่นี้ก่อน ตอนนั้นใจแป้วมาก รู้สึกเสียดาย(ในใจคร่ำครวญว่าเสียดายจังเลยๆ) แต่สักแป๊บหนึ่งก็ทำใจได้ว่าพระอาจารย์ท่านมีภารกิจมาก เท่าที่ท่านให้โอกาสพวกเราขนาดนี้ก็นับว่าต้องขอบพระคุณท่านมากแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าค่อยมาใหม่ ค่อยหาโอกาสส่งการบ้านอีกทีก็ได้

สักพักพอท่านให้หมายเลขต่างๆส่งการบ้านจนครบ ท่านก็หันมาแล้วบอกว่า เอ้า มาทางฝั่งนี้บ้าง ใครมีคำถามหรือจะส่งการบ้านก็ยกมือ ฉันรีบยกมือชูป้ายแบบสุดแขน (แบบว่ารอบนี้เต็มที่มาก ดีใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง) ชะรอยในรอบแรกนั้น เส้นแบ่งกั้นครึ่งห้อง(ที่พระอาจารย์ขีดไว้ในใจ) มันมาสิ้นสุดตรงฉันพอดี ฉันเลยไม่ได้ถูกเรียกในตอนแรก (ฮ่าๆ) จากนั้นพระอาจารย์ก็เรียกหมายเลขนู่นนี่ไปเรื่อยๆ สักพักท่านมองมาที่ฉันด้วยสายตาสงสัย แล้วก็ถามว่า หมายเลข ๑๕๔ ส่งการบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตอนแรกยังงงๆ ไม่คิดว่าท่านจะพูดกับฉัน (เพราะฉันยังไม่เคยส่งการบ้านเลยสักครั้ง) มองซ้ายมองขวา ทุกคนก็หันมามองที่ฉัน (อารมณ์แบบงงๆ ฮาๆพิกล) ก็เลยตอบท่านไปว่า ยังไม่เคยส่งเลยค่ะ ท่านก็เลยเรียกหมายเลข ๑๕๔ ที่ฉันถืออยู่ โห ตอนนั้น ดีใจสุดๆ ที่ได้รับโอกาสให้ส่งการบ้าน (ลั้นลาๆมิใช่น้อย)

แต่ตอนที่ท่านเริ่มเรียกให้หมายเลขต่างๆก่อนหน้าฉันส่งการบ้านนั้น เห็นได้ว่าอาการตื่นเต้นปนดีใจมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเรียกหมายเลขใกล้เข้ามามากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น พอรู้สึกตัวก็เลย มาดูอาการตื่นเต้นของตัวเอง ดูไปสักพัก โดยที่ไม่ได้พยายามไปกดไว้หรือไปบังคับให้มันหายไป ก็นั่งดูมันไปเรื่อยๆแบบขำๆ สักพักอาการตื่นเต้นมันก็ค่อยๆลดลงไปเอง พอไมค์ส่งมาถึงมือ อาการตื่นเต้นก็หายไปจนเกือบหมด

ฉันได้ส่งการบ้านพระอาจารย์ไปว่า ฉันได้ฟังซีดีท่านมาระยะหนึ่งแล้วและได้ลองฝึกปฏิบัติตามซีดี ก็เพ่งบ้าง หลงบ้าง บางทีดูๆไปก็สนุกดี ไม่ทราบว่าที่ปฏิบัติอยู่นี้พอจะจับหลักได้ถูกหรือยัง ท่านตอบกลับมาทันทีว่า อืม เอาล่ะ เราเนี่ยร้ายมากเลย ให้ไปดูความร้ายของตัวเองนะ ร้ายมากๆ ร้ายจริงๆ มันร้ายแบบเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ ท่านย้ำคำว่าเราร้ายมากๆ อยู่ประมาณสามสี่รอบ คนขำกันใหญ่ ฉันก็ขำ นั่งฟังไปพยักหน้ารับคำไปว่าค่ะๆ พอท่านให้สัญญาณว่าให้ส่งไมค์ต่อไปยังหมายเลขถัดไป พอส่งไมค์ไปได้แป๊บหนึ่ง ยังไม่ทันจะถึงมือเขา ท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า เรานี่ร้ายจริงๆนะ เท่านั้นแหละ คนฮากันทั้งห้อง ฉันก็เหวอ..แล้วก็ขำมาก อายด้วยแต่ก็ขำด้วย ขณะเดียวกันก็สะใจมากเลย ประโยคคำสอนสั้นๆไม่กี่คำที่แสดงความจริงที่เป็น เปิดเผยให้เราเห็นตัวเราเองเช่นนี้มันถึงอกถึงใจมาก ฉันยืดอกรับความจริงอย่างภาคภูมิใจ รู้สึกขอบคุณพระอาจารย์อย่างยิ่ง ที่มาช่วยชี้ทางให้ (เหมือนถูกเขกกะโหลกให้ตื่นแล้วตาสว่าง ท่านช่วยปลุกเราอย่างตรงไปตรงมา และมีเมตตายิ่ง เพราะการที่ใครสักคนจะมาบอกเราตรงๆถึงข้อเสียที่เรามีด้วยความกรุณานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย)

จากนั้นฉันก็นั่งดูจิตใจตัวเองไป คิดไปบ้าง รู้สึกตัวบ้าง เห็นอาการและความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป รู้สึกว่าการนั่งดูจิตต่อหน้าพระอาจารย์นี้มันทำได้ง่ายมากเลย พลังสติและความรู้สึกตัวมันเข้มข้นมาก ใจมันตื่นและเบิกบาน จะรู้สึกตัวได้ง่ายและบ่อยมาก(กว่าตอนอื่นๆ) ขณะที่นั่งดูจิตไป สลับกับฟังคนอื่นส่งการบ้านไป สักครู่ พระอาจารย์ก็หันมาพูดกับฉันว่า เออ นั่นแหละดูไปๆ เห็นไหมความร้ายมันจะค่อยๆคลายลงไปเอง (โห ดีใจๆ ขอบคุณพระอาจารย์ที่ให้ความเมตตาชี้แนะ) ฉันก็นั่งดูต่อไปอีก สักครู่หนึ่งท่านก็หันมาบอกอีกรอบว่า นั่นเผลอคิดแล้วเห็นไหม ฉันก็รู้สึกตัวพยักหน้าตอบรับ โอ้โห วันนี้ดีใจมากๆ ได้รับคำชี้แนะและความเมตตาเกินความคาดหมาย คือนอกจากจะได้ส่งการบ้านแล้ว ท่านยังกรุณาให้คำชี้แนะเพิ่มเติมอีกสองรอบ (ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองได้รับความใส่ใจและความเมตตามากๆ รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก)

พอส่งการบ้านเสร็จในราวเก้าโมงสี่สิบห้า พระอาจารย์ก็บอกให้พวกเรากลับบ้าน ตอนเลิกจากธรรมะบรรยาย ฉันได้เจอกับพี่ที่รู้จักกันโดยไม่คาดหมาย ตอนแรกจำกันไม่ได้ แต่เขาจำได้หันมาทักฉันก่อน ก็เลยตื่นเต้นดีใจ คุยกันเสียงดัง เจอพี่ควิก (นามสมมติ ศิษย์รุ่นเดอะ) เดินเข้ามาชูป้าย “งดใช้เสียง” ตรงหน้าพร้อมกับถามว่า ใครเสียงดังๆๆ ฉันตกใจรีบก้มตัวหลบ พี่ควิกไม่ยอมแพ้ เอาป้ายมาจ่อตรงหน้า พร้อมพูดประโยคเดิมว่า ใครเสียงดังๆๆ ฉันเลยต้องยอมแพ้ บอกไปว่า ขอโทษค่ะ แหม แต่ว่าในใจตอนนั้นโกรธจี๊ดทีเดียว นั่นไง นางมารร้ายโผล่มาแล้ว ได้เห็นเลยว่า ที่ว่าฉันร้ายเนี่ยมันร้ายยังไง โทสะมันมาแรงจริงๆ มาแบบไม่ยอมไปง่ายๆ ประมาณโกรธแบบอาฆาต เจ้าคิดเจ้าแค้น คือไม่ได้คิดจะไปทำอะไรเขาหรอกนะ แต่มันจำแม่น จำขึ้นใจแบบไม่ลืมว่าคนๆนี้เคยทำอย่างนี้กับฉัน ฉันไม่ชอบมากๆ โกรธมากๆ อย่างที่ไม่คิดจะให้อภัยเขาอีก ชาตินี้อย่าได้มาใกล้หรือมาเจอกันอีกเลย

สุดยอด (ต้องอุทานว่า ซึโค้ย!) สภาวธรรมท่านมาแสดงตัว สอนให้เราดูให้เราเห็นตัวเองแบบทันอกทันใจมาก ฮ่าๆ เช้านั้นหลังจากปลาบปลื้มใจตอนที่ส่งการบ้านเสร็จ ก็เลยกลับบ้านไปแบบที่ยังเคืองๆพี่ควิกอยู่เลย (ตอนนั่งรถกลับจะมีโทสะผุดขึ้นมาสลับกับความปลาบปลื้ม ขึ้นอยู่กับว่าฉันเผลอคิดถึงเรื่องอะไร) แหม..ตอนนี้ที่เขียนถึงนี้ก็ยังมีแอบเคืองจี๊ดๆอยู่เลยนะเนี่ย ธรรมะแสดงตัวอีกรอบ ฮ่าๆ ก็ตามดูตามรู้ไป ดีๆ ทำความรู้จักตัวเองไปเรื่อยๆ (ตอนเขียนบันทึกนี้ จิตมีอาการฟุ้งมิใช่น้อย แต่ก็สนุกดี เขียนไปขำไป ดูจิตไป)

Sunday, October 4, 2009

หลวงพระบาง ในฤดูปลายฝนต้นหนาว (ตอน ๑)

จำได้ว่าเกิดแรงบันดาลใจอยากจะไปหลวงพระบางเมื่อหลายปีก่อนจากโปสการ์ดใบหนึ่ง ที่เป็นภาพขาวดำรูปอาคารเก่าๆยุคโคโลเนียลหลังหนึ่ง หากมองผาดๆก็คงจะเห็นเป็นแค่โปสการ์ดใบหนึ่ง แต่เมื่อมองพิศก็จะพบกับความงามและเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิต โปสการ์ดใบนั้นทำให้เกิดความตั้งใจว่าวันหนึ่งฉันจะเดินทางไปหลวงพระบางเพื่อไปตามหาตึกหลังนั้นให้ได้ ยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราววิถีชีวิตและความมีน้ำใจของผู้คนอันเป็นเสน่ห์ของเมืองหลวงพระบาง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากจะไปเที่ยวหลวงพระบางให้ได้ในสักวัน ฉันยังคงเก็บโปสการ์ดใบนั้นไว้มาจนบัดนี้ เป็นโปสการ์ดที่ถ่ายภาพโดย Pattarapong Kongwijit

ในที่สุดฉันก็ได้ตัดสินใจเดินทางไปหลวงพระบาง เมื่อพี่นะและหยีเพื่อนที่ทำงานอยู่เมืองลาวชวนให้ไปช่วยจัดอบรม TOT 1 ให้กับกลุ่มพระที่สนใจการทำงานด้านพัฒนาที่วัดป่านาคูนน้อยที่เวียงจันทร์ ตอนที่ตัดสินใจว่าจะไปนั้นยังไม่มีเพื่อนร่วมทาง ก็เลยเผื่อใจไว้ว่าทริปนี้มีแววว่าอาจต้องลุยเดี่ยว มีความรู้สึกตื่นเต้นปนกังวลใจ เพราะไม่เคยไปและไม่รู้จักใครที่หลวงพระบาง (เพื่อนฉันทำงานอยู่ที่เวียงจันทร์เป็นหลักและช่วงนั้นเขาก็ไม่ว่าง) แต่พอเพื่อนรู้ว่าฉันรู้สึกกังวลใจ เขาก็ช่วยหว่านล้อมแกมบังคับ + สะกดจิต(เพราะพี่แกพูดหว่านล้อมทุกวัน) ให้น้องแล่ น้องชายคนลาวที่เป็นเจ้าหน้าที่โครงการอบรมช่วยไปเป็นไกด์ให้จนได้ เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมในค่ำวันที่ห้า เช้ามืดวันถัดมา ฉันตื่นตั้งแต่ตีสี่ ตื่นเช้ากว่าวันปกติของการอบรมที่ต้องตื่นมานั่งสมาธิตอนตีสี่ครึ่งเสียอีก (ปกติจะตื่นประมาณ ตีสี่ยี่สิบ) เพื่อนเลยแซวว่าสงสัยจะมีอาการตื่นเต้นเหมือนเด็กจะได้ไปเที่ยว (ท่าจะจริงเนาะ)


เดินทางไปถึงท่ารถตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะเข้าใจว่ารถออกตอนหกโมงครึ่ง ปรากฏว่าข้อมูลคลาดเคลื่อน รถจะออกจริงๆตอนแปดโมงตะหาก หลังจากจองตั๋วรถ นั่งกินกาแฟกับขนมคู่ (ปาท่องโก๋) ที่สถานีรถโดยสารแล้ว ยังเหลือเวลาอีก เกือบสองชั่วโมง เพื่อนก็เลยชวนไปเดินตลาดเช้าที่ทุ่งขันคำ (แปลว่าทุ่งขันทองคำ / คำ = ทองคำ) ไปดูบรรยากาศยามเช้าในตลาดสดเมืองเวียงจันทร์ ที่ตลาดมีผู้คนคึกคัก สินค้าหลากหลาย นอกจากสินค้าที่ผลิตได้เองในเมืองลาวและที่นำเข้าจากเมืองไทยแล้ว ก็มีผักผลไม้จำนวนมากที่เป็นสินค้านำเข้าจากเมืองจีน อาจเรียกได้ว่าจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศลาวในวันนี้




เดินดูบรรยากาศและได้ชิมข้าวจี่จื่น (ข้าวจี่ชุบไข่ทอด) อร่อยดี ไม้ละ ๘ บาท เดาว่าเป็นความอร่อยที่ได้จากแป้งนัวผสมกับไข่ที่ชุบทอด อาหารลาวมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม จีน ฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปียก (ก๋วยจั๊บญวน) เฝอ ข้าวจี่ฝรั่ง (ขนมปังฝรั่งเศสสอดใส้หมูยอ แจ่ว และอื่นๆ) ยำผัก (สลัดผักราดน้ำสลัดผสมถั่วลิสงคั่ว รสชาติจัดจ้าน – แซ่บถูกใจคนมักกินผักเช่นข้าน้อยยิ่งนัก)



ส่วนอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมของลาวนั้นก็มักจะมีแจ่ว ผักและปลาร้าเป็นส่วนผสมหลัก ไม่นิยมปรุงด้วยน้ำมันหรือการทอด แต่จะใช้การต้ม นึ่งเสียส่วนใหญ่ จึงนับว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากๆ รสชาติออกจะกลมกล่อมไม่เผ็ดร้อนเท่าอาหารอีสานของไทย แต่ต้องระวังเรื่องการใส่แป้งนัว (ผงชูรส) ที่อาจจะมีมากเป็นพิเศษ กระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ได้นำพาแป้งนัวเข้ามาในลาวด้วย แป้งนัวได้ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง มันอยู่ในกับข้าวเกือบทุกชนิดรวมทั้งในถ้วยพริกน้ำปลามะนาว แอบสงสัยว่าถ้าข้าวเหนียวจำเป็นต้องมีรสอื่นที่ไม่ใช่รสข้าวเหนียวเขาก็คงจะใส่แป้งนัวลงไปด้วยแน่ๆ

เดินดูตลาดจนทั่วก็ได้เวลากลับมาขึ้นรถเพื่อออกเดินทางไปหลวงพระบาง เช้านี้ที่ท่ารถผู้คนบางตา เพราะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว จึงไม่มีนักท่องเที่ยวให้เห็นมากนัก รถโดยสารปรับอากาศที่ฉันนั่งมีชาวต่างชาติไม่กี่คนนอกนั้นเป็นคนลาวเสียส่วนใหญ่

หนังสือท่องเที่ยวบอกว่าใช้เวลาเดินทางจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางประมาณ 7-12 ชั่วโมง เจ็ดชั่วโมงที่ว่าคงหมายถึงการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะถ้านั่งรถโดยสารประจำทางนั้นใช้เวลาเฉลี่ยอย่างน้อย 10 ชั่วโมง ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นสำหรับระยะทางประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตรนั้น เป็นเพราะถนนสายหลักที่ไปหลวงพระบางมีเพียงเส้นเดียว คือถนนสายที่ ๑๓ ที่สร้างตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเมืองลาว เป็นถนนลาดยางสองเลน ทอดยาวลัดเลาะไปตามไหล่เขาและหน้าผาสูง ไม่มีเส้นแบ่งกั้นช่องทางการจราจร การขับรถจึงต้องขับอย่างระมัดระวัง ต้องกะระยะกันวัดใจกันเอาเองเวลารถสวนกัน



เมื่อนั่งรถไปในราวชั่วโมงที่เก้า (ชักจะเมื่อย) ฉันเปรยๆกับน้องแล่ที่ร่วมทางว่า น่าจะเชิญคนขับไปเป็นวิทยากรหัวข้อการใช้ชีวิตช้าๆ เสียจริง พี่แกขับรถได้ช้าดีมาก ต้องขอชมเชยในความใจเย็นรอบคอบและระมัดระวังของพี่เขา

แม้จะนั่งรถนานมาก แต่ทัศนียภาพสองข้างทางนั้นก็สวยงามดีอยู่ มีภูเขาสูงรูปร่างแปลกตาทอดเรียงรายสลับลดหลั่นกันไป เห็นบ้านเรือน และวิถีชีวิตของผู้คนชนเผ่าสองข้างทาง ถามแล่ได้ความว่าคนเหล่านี้คือ ชาวลาวเทิน ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมในแถบนี้ เห็นเด็กๆ ถีบจักรยานกลับมากินข้าวที่บ้านตอนพักกลางวัน เด็กนักเรียนผู้หญิงที่นี่ใส่เสื้อเชิ้ตนุ่งผ้าซิ่นไปโรงเรียน นับเป็นชุดนักเรียนที่ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศไว้ให้เห็นได้

ระหว่างทางรถจะจอดแวะให้กินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารที่บ้านบังกะโล เป็นร้านอาหารอยู่ริมหน้าผา อากาศดีวิวสวย หน้าร้านอาหารก็จะมีชาวบ้านเอาผักและอาหารสดมาวางขายให้คนผ่านทางได้แวะซื้อ ฉันเห็นคนลาวหลายคนแวะซื้อผักสดที่นี่ไปคนละหลายๆกำ มีแม่ค้าเรียกให้ฉันซื้อผักของเขาเหมือนกัน ฉันก็ได้แต่ตอบเขาไปว่า “ซื้อบ่ได้ บ่ได้แต่งกิน” แปลว่า ซื้อไม่ได้เพราะไม่ได้ทำกับข้าวกินเอง

จากจุดแวะพักกินข้าว เราต้องเดินทางไปต่ออีกประมาณห้าชั่วโมงบนเส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาสูง ในที่สุดฉันก็มาถึงหลวงพระบางราวหนึ่งทุ่ม รถมาจอดที่สถานีรถประจำทาง จากที่นั่นเราต้องนั่งรถจัมโบ้ (ตุ๊กๆ) เข้าไปในตัวเมืองอีกประมาณไม่เกินสิบนาที ค่ารถคนละ ๒๐,๐๐๐ กีบ (๘๐ บาท) รถจะจอดที่บริเวณสามแยก ใกล้ๆร้านกาแฟโจมา จากที่นั่นเราต้องเดินไป เพราะตอนกลางคืนถนนเส้นที่เราจะไปจะปิดเพื่อเปิดเป็นตลาดมืด เราเดินอีกไม่ไกลก็ถึงวัดใหม่สุวรรณาราม แล่แวะเอาของไปฝากไว้ที่วัดใหม่ฯ เพราะว่าเขาจะไปนอนพักที่กุฎิของครูบาดีซึ่งเป็นศิษย์รุ่น ๓ในโครงการอบรมและพัฒนาพระสงฆ์ที่แล่ทำงานอยู่ แล่บอกว่าถ้าวัดนี้มีแม่ขาว ฉันคงได้นอนที่วัดกับแม่ขาวไม่ต้องเสียเงินค่าที่พัก อย่างไรก็ตามแถวๆวัดใหม่และบริเวณถนนเส้นนี้มี guest house เยอะมาก จนไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่นอน ยิ่งในฤดูกาลปลายฝนต้นหนาวซึ่งเป็น low season แบบนี้ยิ่งไม่ต้องห่วง มีให้เลือกเหลือเฟือ



จากวัดใหม่เราเดินลัดเลาะหา guest house ใกล้ๆแถวนั้นเพื่อหาที่พักให้ฉัน เราเดินผ่านหน้าวังเจ้าชีวิต (กษัตริย์) ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เลี้ยวเข้าไปในซอยถนนอุ่นเฮือนข้างรั้ววัง ที่นั่นฉันได้ที่พักที่พูสีเกสต์เฮาส์ ในราคาคืนละ 450 บาท เมื่อเก็บข้าวของในที่พักเรียบร้อย เราก็เดินออกมาหาข้าวเย็นกิน ฉันพูดว่าไป “หาข้าวกินกัน” แล่บอกว่า ถ้าพูดว่าไปหาข้าวกิน คนลาวจะหมายถึง มีกับข้าวทำเสร็จแล้วอยู่ในบ้าน ให้ไปตักกินได้เลย แต่กรณีอย่างฉันนี้ต้องพูดว่า “ไปซื้อกิน” จึงจะถูก

อาหารค่ำมื้อแรกในหลวงพระบาง ฉันได้กินอาหารบุฟเฟ่ต์มังสวิรัติราคาจานละ ๕๐๐๐ กีบ ( ๒๐ บาท) ที่ข้างรั้ววัดใหม่ฯนั่นเอง มีอาหารให้เลือกหลากหลายพอใช้ ในราคามิตรภาพ จะตักมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่ตักได้ครั้งเดียวจานเดียว ปกติหากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวร้านนี้คนจะแน่นมาก ต้องต่อคิวซื้อและม่มีที่นั่งว่างเลย (อ่านจากในเน็ต) แต่วันนี้ ผู้คนบางตา ฉันกับแล่เลยเลือกตักเลือกกินเลือกนั่งได้ตามใจชอบ



หลังจากมื้อค่ำเราก็ไปเดินเตร็ดเตร่ดูข้าวของเที่ยวชมตลาดมืดกัน มีสินค้าหัตถกรรมหลากหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าทอมือ ผ้าปักเย็บลวดลายต่างๆตามแบบฉบับของลาว มีงานไม้งานแกะสลัก และภาพเขียนกระดาษสามากพอควร สังเกตดูแม่ค้าที่นี่หน้าตาสวยงาม น่ารัก กันเกือบทั้งนั้น มีทั้งสาวรุ่นๆ และสาวใหญ่ บางร้านก็มาเป็นครอบครัว บ้างก็เป็นชนเผ่า บางร้านก็เป็นคนหลวงพระบาง ก่อนมาที่นี่หยีกับแล่บอกว่าสาวๆที่หลวงพระบางน่ะสวยๆทั้งนั้น เพราะสมัยก่อนจะมีการคัดเลือกสาวๆหน้าตาดีมาอยู่ที่เมืองนี้เพื่อให้เจ้าชีวิตหรือขุนนางเลือกไปเป็นนางสนม นางกำนัล และมรดกแห่งความงามของคนรุ่นก่อนก็ยังคงตกทอดสืบต่อมามายังสาวๆรุ่นนี้ ไม่รู้ตำนานที่ว่าจะจริงหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ต้องยอมรับว่าสาวๆที่นี่ส่วนใหญ่หน้าตาสวยงามสมคำร่ำลือ


แม่ค้าพ่อค้าทุกคนจะทักทายนักท่องเที่ยวด้วยคำว่า “สะบายดี” คำว่าสบายดีจึงเป็นคำที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบทุกคนฟังเข้าใจและพูดได้ชัด แล่บอกว่าถ้าเป็นช่วง high season เราแทบจะไม่มีที่เดินและต้องไหลไปกับผู้คน แต่ตลาดมืดในวันนี้มีแม่ค้ามากกว่านักท่องเที่ยว ถนนโล่งว่าง เราก็เลยเดินได้อย่างสบายๆ แถมยังสามารถต่อรองขอลดราคาสินค้าได้มากกว่าฤดูกาลท่องเที่ยว ฉันได้แวะซื้อผ้าพาดไหล่ที่เพิงแถวๆนั้น แม่ค้าน่ารัก หยิบสินค้าให้เลือกแบบเต็มใจมาก ฉันยังไม่ทันจะเอ่ยปากว่าอะไร ผ้าทอลายสีสันต่างๆ ก็มาแผ่ปูวางให้เลือกสรรมากมายตรงหน้า ฉันเลือกผ้าและของฝากมาได้สี่ห้าชิ้น พอจ่ายเงินเสร็จแม่ค้าสาวสวยรีบเอาเงินไปแตะๆสินค้าในร้านให้ทั่วๆ พลางบอกว่าวันนี้เราได้มาประเดิมร้านเขา

หลังจากเดินชมตลาดและบรรยากาศยามค่ำต่อไปอีกจนเกือบสุดถนน เราก็แยกย้ายกันกลับไปที่พัก ฉันบอกแล่ว่าพรุ่งนี้จะตื่นมาใส่บาตรข้าวเหนียว มาหลวงพระบางทั้งทีจะพลาดโปรแกรมสุดฮิตนี้ได้ไง ก็เลยนัดกันว่าเราจะมาเจอกันอีกทีที่บริเวณตักบาตรข้างรั้ววัดตอนหกโมงเช้าวันพรุ่งนี้